วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ขอ 45 วันตรวจสอบ 17 บริษัท “ฉัตรชัย” เถรตรงยึดคำสั่งศาลค้นข้อเท็จจริง

ขอ 45 วันตรวจสอบ 17 บริษัท “ฉัตรชัย” เถรตรงยึดคำสั่งศาลค้นข้อเท็จจริง

  • Share:

“ฉัตรชัย” ยืดเวลา ส.ป.ก.ลงพื้นที่สอบข้อเท็จจริงเอกชน 17 แห่ง ก่อสร้างกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้าให้เสร็จภายใน 45 วัน จากเดิม 7 วัน พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่เดินตามคำสั่งศาลฯ หลังหารือ รมว.พลังงานคุมเข้มต้องปฏิบัติตามสัญญา

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามรายงานของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เบื้องต้นจากการตรวจสอบสัญญาของบริษัทเอกชนที่เหลือที่เช่าที่ดินของ ส.ป.ก.ในโครงการติดตั้งกังหันลมเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า พบว่าสัญญาของทั้งบริษัท 17 นั้นไม่ผิดเงื่อนไขและไม่เข้าข่ายความผิดฐานไม่ทำประโยชน์แก่เกษตรกรโดยตรงเช่นเดียวกับบริษัทเทพสถิต วินด์ฟาร์ม จำกัด ที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งเพิกถอนไป ดังนั้นทั้ง 17 บริษัทสามารถดำเนินการต่อไปได้ตามปกติ

อย่างไรก็ตาม เพื่อเกิดความชัดเจน ตนจึงสั่ง ส.ป.ก.ขยายกรอบระยะเวลาตรวจสอบสัญญาออกไปอีก 45 วัน จากเดิมกำหนดไว้ 7 วัน เนื่องจากสามารถตรวจสอบได้เพียงเอกสารเท่านั้น ยังไม่ได้ลงสำรวจพื้นที่จริง และจะต้องดำเนินการใน 3 ขั้นตอนให้ครบถ้วน คือ 1.ตรวจสอบเอกสาร 2. ตรวจสอบพื้นที่จริง และ 3.ตรวจสอบสำนักงานการปฏิรูปจังหวัด ที่เป็นฝ่ายพิจารณาทำสัญญาตั้งแต่ปี 2552-2553

ทั้งนี้ จากการหารือกับ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน ระบุว่า ขณะนี้ บริษัทในโครงการติดตั้งกังหันลมเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าและมีสัญญาจ่ายไฟฟ้า แบ่งเป็นดำเนินการผลิตและจำหน่ายไฟแล้ว 5 บริษัท อีก 12 บริษัทอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งทาง ส.ป.ก.จะลงพื้นที่ไปสำรวจบริษัทเหล่านี้ก่อน เพื่อตรวจสอบว่าเป็นไปตามสัญญาหรือไม่ ซึ่งถ้าพบว่าบริษัทใดไม่ปฏิบัติตามที่ได้ตกลงไว้ว่าไม่ได้ให้ประโยชน์แก่เกษตรกรโดยตรง ทางกระทรวงพลังงานจะหาแนวทางอื่นเพื่อเตรียมหาพลังงานทดแทนต่อไป

“สำหรับกรอบระยะเวลา 45 วันที่กระทรวงเกษตรฯ กำหนดไว้ กระทรวงพลังงานเห็นด้วยว่าเหมาะสม เนื่องจากหลายบริษัทมีสัญญาว่า ต้องจ่ายไฟเมื่อไหร่ อย่างไร จึงคาดว่าระยะเวลา 45 วัน จะสามารถตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับจากบริษัท และภาคสนามที่พื้นที่ไปสอบถามเกษตรกร โดยเก็บจากข้อมูลจริงในพื้นที่ว่าให้ประโยชน์กับเกษตรกรโดยตรงหรือทางอ้อมหรือไม่ เช่น มีการจัดตั้งกองทุนการสนับสนุนปัจจัยการผลิต เป็นต้น โดยกระทรวงเกษตรฯ จะยึดคำสั่งศาลเป็นบรรทัดฐาน”

นายสมปอง อินทร์ทอง เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กล่าวว่า หลังจากตรวจสอบเอกสารสัญญาโครงการติดตั้งกังหันลมแล้วเสร็จภายใน 7 วัน พร้อมทั้งสอบถามภาคเอกชนที่เป็นคู่สัญญาพบว่า จากสัญญาเช่าของเอกชน 20 บริษัท ปัจจุบันเหลือ 17 บริษัท ซึ่งล่าสุด ศาลสูงสุดมีคำสั่งเพิกถอนสัญญาไป 1 บริษัทคือ บริษัทเทพสถิต วินด์ฟาร์ม จำกัด ส่วนอีก 2 บริษัท ส.ป.ก.ได้ยกเลิกสัญญาไปได้แก่ 1.บริษัทบ้านกังหัน จำกัด ในพื้นที่ จ.ชัยภูมิ เนื่องจากมีปัญหากับผู้ถือครองที่ดิน และ 2.บริษัทบ้านไร่วินด์ฟาร์ม จำกัด พื้นที่ จ.ชัยภูมิ ยังไม่ได้ทำสัญญากับ ส.ป.ก. เนื่องจากเอกสารไม่ครบ

ปัจจุบันจึงเหลือเอกชนที่มีสัญญากับ ส.ป.ก. ในขณะนี้ 17 บริษัท แยกเป็น 5 บริษัทที่ติดตั้งโครงการสามารถจ่ายไฟฟ้าได้ตั้งแต่ปี 56-59 โดยให้ผลประโยชน์ตอบแทนกับเกษตรกรในพื้นที่ 100,000 บาทต่อคนต่อปี พร้อมทั้งทำถนนในบริเวณโครงการ และอีก 12 บริษัท อยู่ระหว่างการดำเนินการตามสัญญา โดยทั้ง 17 บริษัทดังกล่าวไม่อยู่ในกลุ่มที่ต้องรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม เพราะพื้นที่โครงการไม่ได้อยู่ในเขตลุ่มน้ำชั้น 1 บี เหมือนกับบริษัทเทพสถิต วินด์ฟาร์ม ที่ถูกศาลปกครองสูงสุด เพิกถอน

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกที่ชัดเจนขึ้น ส.ป.ก.จะลงพื้นที่เพื่อสอบถามเกษตรกรว่า ได้รับผลประโยชน์จากเอกชนจริงตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ ภายใน 45 วัน โดยอยากให้โครงการนี้เป็นไปตามสัญญาและตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด เพื่อความสบายใจทั้งสองฝ่ายในการดำเนินการ 27 ปีครบตามสัญญา”

“โครงการนี้ตามสัญญาที่มีอยู่ต้องจ่ายค่าเช่าให้ ส.ป.ก. ปีละ 35,000 บาทต่อไร่ต่อปี เพื่อนำเงินเข้ากองทุนการปฏิรูปที่ดิน ส่วนการให้ประโยชน์กับเกษตรกรนั้น เอกชนแจ้งว่าได้จ่ายค่ารบกวนทำการเกษตร 100,000 บาทต่อคนต่อปี และทำถนนให้ ซึ่งกรณีนี้ผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นการให้ประโยชน์โดยตรงกับเกษตรกรตามคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดหรือไม่ นอกจากนี้ ส.ป.ก.เตรียมร่างหนังสือส่งไปยังสำนักงานศาลปกครองเพื่อขอกรอบที่ชัดเจนสำหรับการตีความของศาลสูงสุดเรื่อง “การให้ประโยชน์แก่เกษตรกรโดยตรง” เพื่อที่ ส.ป.ก.จะนำไปกำหนดหลักเกณฑ์บังคับใช้ต่อไป”

ทั้งนี้ สำหรับการตั้งข้อสังเกตถึงการก่อสร้างโครงการกังหันลมดังกล่าวว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการปั่นหุ้นพลังงานกระแสไฟฟ้าพลังงานลมหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาอำนาจของ ส.ป.ก.ก่อนว่ามีสิทธิก้าวล่วงเรื่องดังกล่าวได้หรือไม่ โดยเรื่องนี้ควรจะเป็นอำนาจของกระทรวงพลังงานมากกว่า.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้