วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปตท.โตแล้วแตกเพื่อโตต่อ

ปตท. เป็นรัฐวิสาหกิจใหญ่ของประเทศ เป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติ มีทรัพย์สินกว่า 2 ล้านล้านบาท มียอดขายปีละกว่า 1.2 ล้านล้านบาท แต่เมื่อเทียบกับ เปโตรนาส บริษัทน้ำมันแห่งชาติมาเลเซีย ปตท.ยังเล็กกว่าเยอะ เพราะติดเป็นรัฐวิสาหกิจนี่แหละ ช่วงนี้มีข่าวว่า ปตท.จะแยกธุรกิจค้าปลีก เช่น สถานีบริการน้ำมัน ก๊าซ คาเฟ่อเมซอน ที่กำลังโตวันโตคืนจนคั่วเมล็ดกาแฟไม่ทัน แยกออกไปตั้งเป็นบริษัทลูกชื่อ บริษัท ปตท.น้ำมันและค้าปลีก จำกัด (PTTOR)

เป็นการ โตแล้วแตกเพื่อโตต่อ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ ปตท.ในอนาคต

ความจริง ปตท. แยกธุรกิจค้าปลีกออกไปจากธุรกิจหลัก ในธุรกิจเอกชนถือเป็นเรื่องปกติ จะได้แยกกันสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจแต่ละสาขา สุดท้ายบริษัทแม่ก็ได้ประโยชน์จากกำไรของบริษัทลูก แต่แปลกที่ สตง. กลับมีความเห็นแย้งว่า ปตท.ไม่ควรแยกธุรกิจค้าปลีกออกไป ทำให้ทรัพย์สินของชาติสูญหายไป ความจริง สตง.มีหน้าที่ตรวจสอบไม่ให้มีการทุจริต ก็ไม่รู้ตรวจสอบยังไงจึงมีเรื่อง “สินบนโรลส์รอยซ์” โผล่ขึ้นมา ไม่มีหน้าที่ไปยุ่งเรื่องนโยบายการขยายธุรกิจของรัฐวิสาหกิจ

ธุรกิจค้าปลีก ที่ ปตท. จะแยกออกไปจากบริษัทแม่ประกอบด้วย ธุรกิจค้าน้ำมัน เช่น น้ำมันอากาศยาน สถานีบริการน้ำมัน ปตท. ในประเทศและต่างประเทศ แอลพีจีครัวเรือนและสถานีบริการ และธุรกิจค้าปลีกอื่น เช่น ฟิตออโต้ คาเฟ่อเมซอน ร้านอาหารเครื่องดื่ม รวมไปถึงโรงแรมในปั๊มน้ำมันในอนาคต

เมื่อแยกธุรกิจค้าปลีกออกไปแล้ว ปตท.จะทำหน้าที่จัดหาและสร้างความมั่นคงด้านพลังงานอย่างเดียว เช่น จัดหาก๊าซธรรมชาติ น้ำมันดิบ เชื้อเพลิงอื่นๆ รวมทั้ง วางท่อก๊าซ สร้างคลังก๊าซแอลเอ็นจี เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศใน 5 ปีข้างหน้า ปตท.ตั้งงบลงทุนด้านนี้ไว้ถึง 6 แสนล้านบาท เริ่มตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป

ส่วนธุรกิจค้าปลีก PTTOR เมื่อแยกตัวออกไปแล้ว ก็ไปสร้างความเติบโตของตัวเอง ซึ่งมีกำไรดีกว่าธุรกิจพลังงาน ธุรกิจค้าปลีกมีกำไรมากกว่า 3-5% ต่อปี เพิ่มกำไรให้ ปตท.ด้วย

คุณเทวินทร์ วงศ์วานิช ซีอีโอและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. แถลงว่า เมื่อปรับโครงสร้าง ปตท.แล้ว จะนำหุ้น ปตท.ค้าปลีกเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยจะขายหุ้นให้นักลงทุนทั่วไปมากกว่า 50% ปตท. จะลดสัดส่วนหุ้นลงต่ำกว่า 50% แต่ยังคงสถานะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เพื่อให้ PTTOR ไม่มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ จะได้มีความคล่องตัวในการบริหารธุรกิจ สามารถขยายธุรกิจค้าปลีกออกไปทั่วตลาดอาเซียนได้

การนำหุ้น ปตท.ค้าปลีกไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หุ้นไอพีโอ ที่ขายออกไปกว่า 50% จะสร้างผลกำไรให้ ปตท. ที่เป็นบริษัทแม่ทันทีมหาศาลเลยทีเดียว

ก็เป็นแผนธุรกิจเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต ไม่เห็นมีอะไรเสียหายหรือสูญหาย มีแต่ได้กับได้ด้วยซ้ำ เปโตรนาส บริษัทน้ำมันของรัฐบาลมาเลเซีย ก็แยกธุรกิจค้าปลีกไปเป็นบริษัทลูกนานแล้ว เพราะธุรกิจพลังงานต้นน้ำกับปลายน้ำต้องแยกออกจากกันอยู่แล้ว มิฉะนั้น ก็บริหารลำบาก จะไปคิดแคบๆว่าขายทรัพย์สินของชาติไม่ได้ตราบใด ที่ยังเป็นบริษัทลูกของ ปตท. ก็ถือว่าเป็นทรัพย์สินของชาติอยู่แล้ว

ปัญหาใหญ่ที่ทำให้ประเทศไทยพัฒนาช้า ก็คือการมีรัฐวิสาหกิจมากเกินไปนี่แหละ และเป็นแหล่งก่อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน เพราะไม่มีระบบการตรวจสอบที่โปร่งใสพอ เมื่อเทียบกับบริษัทจดทะเบียนอย่าง การบินไทย ถ้าแปรรูปให้พ้นจากรัฐวิสาหกิจ ผมเชื่อว่าวันนี้คงมีกำไรมากกว่า แอร์เอเชีย บางกอกแอร์ ไม่ขาดทุนทั้งบริษัทแม่และลูกอย่างที่เป็นอยู่

ธุรกิจในโลกกว้าง วันนี้ มันใหญ่เกินกว่าที่จะอุดอู้อยู่ในถ้วยแก้วเล็กๆ เป็นรัฐวิสาหกิจผูกขาดอีกต่อไปแล้ว เมื่อบริษัทแม่เป็นรัฐวิสาหกิจ ออกไปเติบโตไม่ได้ ก็ต้องส่งบริษัทลูกออกไปแทน ถ้าตีกรอบให้เป็นรัฐวิสาหกิจทั้งแม่และลูกคงจะรอดยาก เรื่องอย่างนี้ต้อง “คิดให้กว้าง และไกล” และต้องมี “วิสัยทัศน์” ด้วยนะ.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

15 ก.พ. 2560 10:28 15 ก.พ. 2560 10:28 ไทยรัฐ