วันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โครงสร้างพระเมรุมาศ เน้นฐานรากแข็งแรง

อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ย้ำให้ความสำคัญกับเรื่องโครงสร้างพระเมรุมาศ ที่มีขนาดใหญ่และสูงกว่า 50 เมตร ใช้คาน 4 ตัว รับน้ำหนักบริเวณฐานราก ทั้งการรับน้ำหนักและรับแรงลม เตรียมเสนอต้นแบบซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ ที่จะใช้เหมือนกันทั่วประเทศ โดยมีแนวคิดจากพระราชกรณียกิจที่สำคัญต่อการเกษตร ด้านนายกฯ เข้าตรวจสถานที่ พร้อมรับเสด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเปิดนิทรรศการ “เย็นศิระ เพราะพระบริบาล” ค่ำวันที่ 9 ก.พ.นี้ กำชับให้เจ้าหน้าที่น้อมนำแนวทางการทำงานของในหลวง รัชกาลที่ 9 มาปฏิบัติ

ความคืบหน้าการจัดสร้างพระเมรุมาศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 7 ก.พ. นายอารักษ์ สังหิตกุล อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ในฐานะทีมวิศวกรที่ปรึกษาวิศวกรรมด้านโครงสร้างพระเมรุมาศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช กล่าวว่า การจัดสร้างพระเมรุมาศครั้งนี้ มีขนาดใหญ่และสูงกว่า 50 เมตร ดังนั้น จึงให้ความสำคัญกับเรื่องโครงสร้างพระเมรุมาศ โดยหารือร่วมกันกับนายพีระพงษ์ พีระสมบัติ และนายเชาวน์วัศ มังกร วิศวกรสำนักสถาปัตยกรรม กรม ศิลปากร ในการวางโครงสร้างพระเมรุมาศให้มีความมั่นคงและแข็งแรงให้มาก เพราะพระเมรุมาศมีความ สูงต้องเผื่อรับแรงลม เนื่องจากบริเวณท้องสนามหลวงเป็นพื้นที่โล่งกว้าง

นายอารักษ์กล่าวอีกว่า สำหรับด้านเทคนิควิศวกรรมโครงสร้างพระเมรุมาศมีการออกแบบใช้คาน 4 ตัวรับน้ำหนักที่อยู่บริเวณฐานรากของพระเมรุมาศ เพื่อกระจายน้ำหนักและยังช่วยทำให้ฐานรากเกิดความมั่นคงและแข็งแรง สามารถรับแรงลมได้ ที่สำคัญฐานรากที่รับน้ำหนักคานนี้ถือว่ามีมาตรฐานมากกว่าการจัดสร้างทั่วไป

นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ รองอธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า สำนักสถาปัตยกรรมได้ออกแบบซุ้มถวายดอกไม้จันทน์สำหรับให้ประชาชนร่วมถวายสักการะพระบรมศพเสร็จเรียบร้อยแล้วจำนวน 3 แบบ คือ เป็นแบบมาตรฐาน แบบซุ้มย่อย และซุ้มภายในอาคาร และจะนำเสนอต่อคณะกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ ที่จะลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างพระเมรุมาศยังโรงขยายแบบท้องสนามหลวง พร้อมจัดประชุมหารือถึงการดำเนินงานด้านต่างๆ ในวันที่ 9 ก.พ.นี้ และเมื่อคณะกรรมการพิจารณาแล้วเสร็จ จะส่งแบบดังกล่าวให้กับกรุงเทพมหานคร (กทม.) และจังหวัดทั่วประเทศนำไปดำเนินการจัดสร้างวางยังวัด และสถานที่สำคัญทั่วประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของแบบซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ที่สำนักสถาปัตยกรรมจะเสนอนั้นปลูกสร้างอยู่บริเวณนอกมณฑลพิธี และเป็นต้นแบบเพื่อนำไปจัดสร้างในสถานที่ต่างๆทั่วประเทศ มีแนวคิดมาจากพระราชกรณียกิจที่สำคัญต่อการเกษตร อาทิ โครงการพระราชดำริฝนหลวง มีลายพื้นหลังเป็นรูปก้อนเมฆ สายฝน พร้อมกับลวดลายของจิตรกรรมไทย

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดศรีสุทธาวาส บ้านวังน้ำขาว หมู่ 13 ต.ไตรตรึงษ์ อ.เมืองกำแพงเพชร นายรุ่งธรรม ศรีวรรณศิลป์ อาจารย์คณะคหกรรมศาสตร์ วิทยาลัยเทคนิคกำแพงเพชร นำเจ้าหน้าที่จากสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดกำแพงเพชร พร้อมรถกระเช้าและเครื่องมือ ตัดไม้ ไปตัดต้นโมกมัน 2 ต้น ที่ขึ้นอยู่ภายในวัดศรีสุทธิวาส แต่ละต้นมีความยาว 10 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 70 เซ็นติเมตร หลังจากโค่นแล้วได้ตัดแบ่งเป็นท่อน ท่อนละ 150 ซม. เพื่อสะดวกต่อการ ขนย้ายส่งไปที่สำนักช่างสิบหมู่ อ.ศาลายา จ.นครปฐม

นายรุ่งธรรมเปิดเผยว่า พระโสภณคณาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวรวิหาร เลขาฯมูลนิธิ ญสส.ในพระสังฆราชูปถัมภ์ ประสานมาที่ตน เพราะเคยหาไม้โมกมันส่งไปให้ทำเป็นช่อดอกไม้จันทน์ เมื่อคราวถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระสังฆราชว่า สำนักช่างสิบหมู่ให้ช่วยหาต้นโมกมันเพื่อนำไปทำลวดลายประดับพระเมรุที่ท้องสนามหลวง โดยต้องหาให้ได้อย่างเร่งด่วนก่อนเที่ยงวันที่ 7 ก.พ. จึงออกเสาะหาตั้งแต่วันที่ 6 ก.พ. พบแต่ไม้ที่ยังมีขนาดเล็กใช้งานไม่ได้ กระทั่งทราบว่าที่วัดศรีสุทธาวาส มีต้นโมกมันที่พระครูวชิรสุทธิกร เจ้าอาวาสอนุรักษ์ไว้หลายต้น เมื่อเดินทางมาดูพบว่าใช้ได้ จึงขออนุญาตท่านตัดไม้ ซึ่งมีทั้งไม้ที่วัดปลูกไว้และไม้ที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ อายุตั้งแต่ 20-50 ปี

นายรุ่งธรรมกล่าวอีกว่า สำหรับไม้โมกมันเป็นไม้เนื้ออ่อนแต่เนื้อเหนียว เหมาะสำหรับทำเป็นลวดลายประดับ เพราะมีลวดลายไม้สวย เนื้อไม้สีขาวนวล และยังเป็นไม้มงคล สำนักช่างสิบหมู่ จะนำไปทำเป็นลวดลายประดับกับพระเมรุ เพราะตัวพระเมรุเป็นไม้จันทน์สีน้ำตาล เมื่อประดับลวดลายด้วยไม้โมกมันจะเพิ่มความเด่นความสวยงามให้กับพระเมรุมากยิ่งขึ้น ส่วนเศษไม้จำพวกกิ่งและท่อนที่เล็กจะนำไปแปรรูปและไสให้บางเฉียบ เพื่อทำเป็นช่อดอกไม้จันทน์ให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ใช้ในการถวายพระเพลิงพระบรมศพ

สำหรับบรรยากาศที่สนามหลวง ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตลอดวัน ประชาชนจากทั่วทุกภาคของประเทศ ยังคงทยอยเดินทางมาแสดงความอาลัยและกราบสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ท่ามกลางการตรวจรักษาความปลอดภัยโดยรอบพระบรมมหา ราชวังและสนามหลวงอย่างเข้มงวด

ต่อมาเวลา 16.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ และคณะ เดินทางมาตรวจความเรียบร้อยอาคารจัดแสดงนิทรรศการ “เย็นศิระเพราะพระบริบาล” ที่ท้องสนามหลวง โดยมี พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ร่วมลงพื้นที่ด้วย จากนั้น ผู้ว่าฯ กทม.นำคณะของนายกรัฐมนตรีเดินเข้าไปภายในอาคารนิทรรศการ โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าไปด้านใน ซึ่งในระหว่างที่เดินอยู่นั้น นายกฯได้กำชับกับ ผบ.ตร.ว่า ขอให้ดูแลเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะเรื่องแสงสว่างรอบอาคารนิทรรศการและในพื้นที่

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์เปิดเผยว่า มาตรวจเยี่ยมการเตรียมการรับเสด็จ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดนิทรรศการในวันที่ 9 ก.พ. เวลา 19.00 น. พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่มาช่วยกันถวายงานให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย หลายอย่างกำลังทำอยู่ และให้ความสำคัญเรื่องการทำความเข้าใจ โดยเน้นย้ำว่าการถวายบรรยาย ต้องเตรียมการให้พร้อมว่า สิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำไว้มีอะไรบ้างและได้นำมาปฏิบัติอย่างไร เพื่อให้สมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ทรงสบายพระราชหฤทัยว่าสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำไว้ เราไม่ได้ทอดทิ้ง ซึ่งเป็นพระราชปณิธานของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเช่นเดียวกัน

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่น้อมนำแนวทางการทำงานของในหลวง รัชกาลที่ 9 มาปฏิบัติ โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า พระองค์พร้อมที่จะสนับสนุนดูแลประชาชนของพระองค์ และสิ่งที่รัฐบาลต้องการ ถือว่าเป็นเย็นศิระเพราะพระบริบาล ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของคำว่า เย็นศิระ เพราะพระบริบาล ส่วนระยะเวลาในการเปิดให้ประชาชนเข้าชม ตั้งแต่วันที่ 10 ก.พ. และจะเปิดให้เข้าชมทุกวัน จนถึงประมาณเดือน มิ.ย. ถ้าเป็นไปได้อยากจะเปิดให้ประชาชนได้เข้าชมได้นานที่สุดจนถึงก่อนจะมีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ แต่จะต้องมีเรื่องการปรับพื้นที่พระเมรุมาศเข้ามา เมื่อถึงเวลานั้นจะต้องหาวิธีแก้ไขปัญหากันต่อไป

สำหรับหมายกำหนดการในวันที่ 9 ก.พ.เวลา 19.00 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จพระราชดำเนิน ยังท้องสนามหลวง เพื่อทรงเปิดนิทรรศการ “เย็นศิระ เพราะพระบริบาล” โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายดนุชา สินธวานนท์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) พร้อมด้วยคณะกรรมการจัดงานฯ เฝ้ารับเสด็จฯ

จากนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯออกจากพลับพลาพิธี ไปยังบริเวณพิธีเปิดงาน ทรงตัดแถบแพร เปิดนิทรรศการ “เย็นศิระ เพราะพระบริบาล” แล้วเสด็จฯ เข้าสู่ภายในนิทรรศการ โดยมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นายดนุชา สินธวานนท์ เฝ้ารับเสด็จฯ การนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯทอดพระเนตรนิทรรศการเย็นศิระ เพราะพระบริบาล ซึ่งประกอบด้วย 5 โซนได้แก่ โซนที่ 1 บุญของแผ่นดินไทย โซนที่ 2 พระราชาผู้ทรงธรรม (ทำ) โซนที่ 3 กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ โซนที่ 4 พระมิ่งขวัญชาวไทย และโซนที่ 5 ร้อยใจไทย ต่อด้วยเสด็จฯ จากอาคารนิทรรศการไปยังบริเวณจัดแสดงนิทรรศการ ทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต แล้วเสด็จออกจากบริเวณจัดนิทรรศการ ทรงเยี่ยมราษฎรที่มาเฝ้ารับเสด็จฯ ตามพระราชอัธยาศัย แล้วเสด็จฯพระราชดำเนินกลับ

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ว่า นายกรัฐมนตรีให้ทุกหน่วยราชการร่วมกันจัดอาหาร เครื่องดื่ม และเจ้าหน้าที่สนับสนุนในงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในส่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รอง ผบ.ตร. ได้ประชุมแนวทางการบริหารจัดการด้านอาหาร เครื่องดื่ม และการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่มาถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จากมติที่ประชุมให้จัดอาหารกล่อง 50,000 กล่องต่อวัน แบ่งเป็น 3 ช่วงเวลา คือ เวลา 06.00 น. 10,000 กล่อง เวลา 11.00 น. จำนวน 20,000 กล่อง และเวลา 17.00 น. จำนวน 20,000 กล่อง น้ำดื่มขวดเล็กขนาด 350 ซีซี 70,000 ขวดต่อวัน ตั้งแต่วันที่ 11-19 ก.พ.60 รวม 9 วัน พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจแจกจ่ายอาหาร เครื่องดื่ม และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่มาถวายสักการะพระบรมศพ ตั้งแต่วันที่ 22 ม.ค.-28 ก.พ.60 รวม 38 วัน ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกันระดมดูแลรักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพอย่างต่อเนื่อง สำหรับพี่น้องประชาชนที่ประสงค์แจ้งเบาะแสอาชญากรรม แจ้งเหตุหรือบุคคลต้องสงสัยจะก่อความวุ่นวาย หรือต้องการขอความช่วยเหลือ แจ้งมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผ่านสายด่วน 191 และ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ย้ำให้ความสำคัญกับเรื่องโครงสร้างพระเมรุมาศ ที่มีขนาดใหญ่และสูงกว่า 50 เมตร ใช้คาน 4 ตัว รับน้ำหนักบริเวณฐานราก ทั้งการรับน้ำหนักและรับแรงลม เตรียมเสนอต้นแบบซุ้มถวายดอกไม้จันทน์... 8 ก.พ. 2560 08:01 ไทยรัฐ