วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พระมหามุนีวงศ์ สังฆราชองค์ที่ 20 ของไทย

จากเจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ ในหลวงร.10โปรดเกล้าฯตั้ง มีพระราชพิธีสถาปนา12ก.พ.

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง “สมเด็จพระมหามุนีวงศ์” เจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ เป็น “สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20” แล้ว ด้านนายกรัฐมนตรี เผยทำตามขั้นตอนทุกอย่างและเป็นไปตามพระราชอัธยาศัย และจะมีพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ในวันที่ 12 ก.พ.นี้ เวลา 17.00 น. ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พร้อมวอนขออย่าขัดแย้ง เชื่อต่อไปนี้ถือว่าบ้านเมืองจะได้สงบสุข ขณะที่ “วิษณุ” แจงขั้นตอนหลังโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 เผยใช้พระนาม “สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ”

หลังจากคณะสงฆ์ไทยว่างเว้นประมุขสงฆ์มาระยะหนึ่ง ในที่สุด เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 7 ก.พ.ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวภายหลังการประชุมถึงการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ว่า หลังจากมีการดำเนินการตามขั้นตอนพิจารณารายชื่อผู้ที่ได้รับคัดเลือกดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 โดยพิจารณาเสนอรายชื่อไป 5 องค์ หลังจากมีการนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมไปแล้วนั้น ขณะนี้ได้รับแจ้งว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จประกอบพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชในวันที่ 12 ก.พ. เวลา 17.00 น.ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ขออย่าขัดแย้ง ไม่ใช่ว่าองค์อื่นดีหรือไม่ดี ซึ่งตนเคยบอกไปว่าต้องดูเรื่องงานและเรื่องต่างๆ และเป็นไปตามพระราชอัธยาศัย ที่พระองค์ท่านทรงพิจารณาเอง

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ยังให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมภายหลังตรวจเยี่ยมนิทรรศการ เย็นศิระเพราะพระบริบาล ที่ท้องสนามหลวงว่า ได้ชี้แจงเรื่องสถาปนาแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 กับสื่อมวลชนไปแล้ว ต่อไปนี้ถือว่าบ้านเมืองจะได้สงบสุข

ขณะที่ พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ครม.ว่า กล่าวอีกว่า ที่ประชุม ครม.ยังรับทราบแถลงการณ์สำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช โดยตามที่พระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกสิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 24 ต.ค.2556 เป็นเหตุให้ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง บัดนี้มีพระราชโองการโปรดสถาปนาสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องจักได้รับสนองและดำเนินการเพื่อให้พระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่เป็นไปโดยเรียบร้อยตามพระราชประเพณีต่อไป

สำหรับประวัติ สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) นามเดิมว่า อัมพร ประสัตถพงศ์ เกิดวันที่ 26 มิ.ย. 2470 ต.บางป่า อ.เมือง จ.ราชบุรี โยมบิดา-มารดา ชื่อนายนับ-นางตาล ประสัตถพงศ์ ครอบครัวประกอบอาชีพค้าขาย ในวัยเด็กได้เข้าเรียนชั้นประถมศึกษาที่ ร.ร.เทวานุเคราะห์ กองบินน้อยที่ 4 ต.โคกกระเทียม อ.เมือง จ.ลพบุรี จนจบชั้น ป.4 ต่อมาปี 2480 ได้บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัด สัตตนารถปริวัตรวรวิหาร ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ราชบุรี เมื่อครั้งเป็นสามเณรอัมพร ประสัตถพงศ์ เคยไปอยู่จำพรรษาที่วัดตรีญาติ เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมจนสอบได้นักธรรมชั้นเอก และสอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค ต่อมาปี 2490 สามเณรอัมพรย้ายมาอยู่จำพรรษาที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โดยสมเด็จพระพุทธปาพจนบดี (ทองเจือ จินฺตากโร) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระจินดากรมุนี วัดราชบพิธฯ นำมาฝากกับสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (วาสน์ วาสโน) วัดราชบพิธฯ และได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2491 ณ พัทธสีมาวัดราชบพิธฯ โดยมีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (วาสน์ วาสโน) เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากที่อุปสมบทแล้ว ได้ศึกษาพระปริยัติธรรมในสำนักเรียนวัดราชบพิธฯ จนสอบได้เปรียญธรรม 6 ประโยค

จากนั้นเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) เป็นนักศึกษารุ่นที่ 5 และได้จบการศึกษาศาสนศาสตรบัณฑิต ในปี 2500 และเดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยพาราณสี ประเทศอินเดีย จนจบการศึกษา ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี ต่อมาปี 2512 จึงได้เดินทางกลับมาจำพรรษาที่วัดราชบพิธฯ ปี 2516 ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าพระธรรมทูตชุดแรกๆ ที่นำพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ที่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ตามคำนิมนต์ของประธานพุทธสมาคมแห่งรัฐนิวเซาธ์เวลส์ และได้วางรากฐานพระพุทธศาสนา ทำให้พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทมั่นคง มีวัดและพระสงฆ์อยู่ประจำรัฐแห่งนี้ ก่อนขยายไปยังเมืองใหญ่อีกหลายเมือง อาทิ กรุงแคนเบอร์รา นครเมลเบิร์น และเมืองดาร์วิน เป็นต้น หลังจากสมเด็จพระพุทธปาพจนบดี (ทองเจือ จินฺตากโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ มรณภาพลง เมื่อวันที่ 18 พ.ย.2552 ขณะนั้นสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ ดำรงสมณศักดิ์ที่พระสาสนโสภณ เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ ที่มีลำดับอาวุโสสูงสุดในวัด จึงได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ

สำหรับงานด้านการศึกษา สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ เป็นอาจารย์สอนธรรมวินัยแก่พระภิกษุสามเณร เป็นกรรมการสนามหลวงแผนกธรรมและแผนกบาลี และเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) เป็นต้น ส่วนงานด้านสาธารณูปการ เป็นประธานอำนวย การฝ่ายบรรพชิต พระมหาธาตุเจดีย์และเขตพุทธาวาสเฉลิมพระเกียรติ ในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี และฉลองมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่วัดธัมมธโร กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย และเป็นประธานสร้างวัดแหล่งทองแดงพรหมสราราม อ.ดอนตูม จ.นครปฐม เป็นต้น

ด้านงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา เป็นแม่กองงานพระธรรมทูต เป็นรองประธานกรรมการที่ปรึกษาสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ (ธรรมยุต) งานด้านการศึกษาสงเคราะห์ เป็นรองประธานกองทุนวัดช่วยวัดของมหาเถรสมาคม (มส.) งานปกครองคณะสงฆ์ เป็นเจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 14-15 (ธรรมยุต) กรรมการ มส. กรรมการคณะ ธรรมยุต นายกสภา มมร. กรรมการบริหารมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ แม่กองงานพระธรรมทูต ประธานมูลนิธิพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ทั้งนี้ สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ ยังเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร จ.สกลนคร พระกรรมฐานชื่อดังของประเทศไทย และจัดเป็นพระมหาเถระที่สมถะรูปหนึ่งที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัวใช้

ลำดับสมณศักดิ์ ปี 2514 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่พระปริยัติกวี ปี 2524 เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่พระราชสารสุธี ปี 2533 เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ที่พระเทพเมธาภรณ์ ปี 2538 เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ที่พระธรรมเมธาภรณ์ ปี 2543 เป็นพระ ราชาคณะเจ้าคณะรอง ชั้นหิรัญบัฏหรือรองสมเด็จพระราชาคณะ ที่พระสาสนโสภณ และปี 2552 ได้รับโปรดเกล้าฯสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ ที่ “สมเด็จพระมหามุนีวงศ์” ในราช ทินนามเต็มว่า “สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ พิพัฒนพงศ์วิสุต พุทธปาพจนานุศาสน์วาสนวรางกูร วิบูลศีลสมาจารวัตรสุนทร ตรีปิฎกธรรมวราลงกรณวิภูษิต ธรรมยุตติกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัณยวาสี”

ทั้งนี้ ข้อมูลจากทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ระบุไว้ว่า สำหรับตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นั้น หากเป็นพระ บรมวงศ์ จะได้รับการโปรดเกล้าฯถวายพระราชทาน ราชทินนามว่า สมเด็จพระมหาสมณเจ้า หรือสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ส่วนสมเด็จพระสังฆราชที่มาจากสามัญชน จะได้รับการโปรดเกล้าฯ ถวายพระราชทาน ราชทินนาม ว่า สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช มีเพียงสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เท่านั้นที่มาจากสามัญชน แต่ได้รับโปรดเกล้าฯ ถวายพระราชทานราชทินนามว่า สมเด็จพระญาณสังวร ซึ่งเป็นราชทินนามที่พระราชทานให้กับพระเถระในสายวิปัสสนาธุระเป็นการเฉพาะ

จากนั้นในช่วงเย็น ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดฯสถาปนาสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 ว่า ขั้นตอนหลังจากนี้จะมีพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ในเวลา 17.00 น. วันที่ 12 ก.พ. โดยถ่ายทอดผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย จากพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตามแบบการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระ ราชดำเนินไปถวายพระสุพรรณบัฏ หรือชื่อสมเด็จพระสังฆราชที่จารึกลงบนแผ่นทอง ถวายพัดยศ เครื่องสมณบริขาร หรือเครื่องยศสมเด็จพระสังฆราช และอาลักษณ์อ่านประกาศพระบรมราชโองการสถาปนา สมเด็จพระสังฆราช ถือเป็นอันเสร็จพิธี

นายวิษณุกล่าวว่า สำหรับสมเด็จพระสังฆราชที่จะได้รับการโปรดฯสถาปนาครั้งนี้ เป็นสมเด็จพระราชาคณะที่มีวัตรปฏิบัติเป็นที่เคารพนับถือ เลื่อมใส สมถะ อย่างที่มีการพูดถึงกัน เป็นศิษย์ที่เลื่อมใสศรัทธามากของหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ส่วนพระนามของสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 จะใช้พระนามว่า สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ และต่อท้ายด้วยชื่อเดิม ซึ่งเป็นพระนามของสมเด็จพระสังฆราชตั้งแต่สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 1 ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ จนถึงองค์ที่ 18 ส่วนสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 นั้น เหตุที่พระนามแตกต่างจาก 18 องค์ที่ผ่านมา เนื่องจากในหลวงรัชกาลที่ 9 โปรดฯสถาปนาให้มีชื่อเดิม ก่อนที่จะเป็นสมเด็จพระสังฆราช

อีกด้านหนึ่ง ที่ จ.ราชบุรี ช่วงเย็นวันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก นางเตือนจิตต์ มิ่งคำเลิศ อายุ 70 ปี อดีตข้าราชการครูโรงเรียนราชโบริกานุเคราะห์ อยู่ อ.เมืองราชบุรี น้องสาวสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ ว่ารู้สึกดีใจมาก หลังมีพระบรมราช โองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 ซึ่งท่านมีศักดิ์เป็นพี่ชาย มีชื่อเดิมว่า อัมพร ประสัตถพงศ์ เกิดเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2470 ปัจจุบันอายุ 89 ปี เป็นพี่ชายคนที่ 2 จากพี่น้องทั้งหมด 9 คน ส่วนตนเป็นน้องสาวคนที่ 8 ในวัยเด็กท่านบวชอยู่ที่วัด สัตตนารถปริวัตรวรวิหาร อ.เมืองราชบุรี ก่อนจะย้ายไปอยู่ที่วัดตรีญาติ ซึ่งเป็นวัดใกล้บ้าน ขณะนั้นตนยังอยู่ในวัยเด็กมาก มารู้ความก็ต่อเมื่อท่านได้บวชเป็นพระแล้ว และได้ไปอยู่ที่วัดราชบพิธฯ กรุงเทพฯ ในเวลาต่อมา

ด้านพระมงคลธรรมาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัตตนารถปริวัตรวรวิหาร กล่าวว่า อาตมาเป็นพระรุ่นหลาน รุ่นเหลนแล้ว จึงไม่ค่อยทราบประวัติท่านเท่าไหร่ แต่พอจะทราบว่าท่านเคยมาบวชที่วัดแห่งนี้ และถือเป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องสิริมงคลที่สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ ซึ่งเป็นชาว จ.ราชบุรี ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประมุขของสงฆ์ไทย

ขณะที่ นายบุญธรรม สุกใสดี อายุ 90 ปี อยู่บ้านเลขที่ 44 หมู่ 6 ต.พงสวาย อ.เมืองราชบุรี เพื่อนในสมัยที่สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ บรรพชาเป็นสามเณรอยู่ที่วัดตรีญาติ เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า มีบ้านอยู่ใกล้กันและบวชเณรมาด้วยกันหลายพรรษา ช่วงนั้นตนป่วยอยู่หลายเดือน ท่านก็ดูแลบิณฑบาตนำอาหารมาให้ตลอด สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ ท่านเป็นคนเรียนเก่ง เป็นมหาตั้งแต่สมัยยังเป็นสามเณร และไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ทุกๆวันที่ 12 ก.พ.ของทุกปี สมเด็จพระมหามุนีวงศ์จะกลับมาทำบุญที่วัดตรีญาติ ให้กับบรรพบุรุษ ขณะเดียวกันที่วัดตรีญาติ ขณะนี้มีการบูรณะกุฏิ ที่สมเด็จพระมหามุนีวงศ์เคยจำพรรษาเพื่อเก็บไว้เป็นอนุสรณ์สถานด้วย

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง “สมเด็จพระมหามุนีวงศ์” เจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ เป็น “สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20” แล้ว... 8 ก.พ. 2560 07:38 8 ก.พ. 2560 12:30 ไทยรัฐ