วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
บลจ.กรุงไทย ยิ้มธุรกิจกองทุนโต 22% ชู 'จัดสรรเงินลงทุน' ตอบโจทย์ลูกค้า

บลจ.กรุงไทย ยิ้มธุรกิจกองทุนโต 22% ชู 'จัดสรรเงินลงทุน' ตอบโจทย์ลูกค้า

  • Share:

KTAM โชว์ผลงานปี 59 เติบโตเพิ่มขึ้น 22% ส่งผลให้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การจัดการอยู่ที่ 750,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าปีนี้โตอีก 20% ลุยส่งกองทุนเพิ่มอีก 10 กองทุน เน้นสินทรัพย์ที่หลากหลายเพื่อจัด Asset allocation ได้ง่ายขึ้น

นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTAM กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในปี 2559 บลจ.ยังคงครองอันดับ 3 ในอุตสาหกรรมกองทุนรวม โดยมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การจัดการ (AUM) ณ วันที่ 30 ธ.ค.59 อยู่ที่ 750,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% จากปี 2558 และเติบโตสูงกว่าอุตสาหกรรมที่โต 15%

ทั้งนี้ธุรกิจกองทุนรวมของ บลจ.เติบโตประมาณ 33% หรือคิดเป็น 108,300 ล้านบาท ในขณะที่อุตสาหกรรมโต 16.4% โดยเฉพาะกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ส่วนธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลเติบโตเพิ่มขึ้น 11,650 ล้านบาท และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเติบโตเพิ่มขึ้น 6,600 ล้านบาท

นางชวินดา กล่าวอีกว่า ช่องทางการขายของบริษัทที่เติบโตและสามารถประสบความสำเร็จได้ เนื่องจากได้รับการสนับสนุนที่ดีจากธนาคารกรุงไทย รวมถึงช่องทางการจำหน่ายผ่านพันธมิตรที่ดีต่างๆ อีกด้วย ส่วนในปี 2560 นี้ บลจ.ตั้งเป้าหมายโตเพิ่มขึ้นประมาณ 20% โดยเรามีแผนที่จะเปิดจำหน่ายกองทุนให้มีความหลากหลายมากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ คาดว่าไม่ต่ำกว่า 10 กองทุน ส่งผลให้มีกองทุนที่ครบมากขึ้น และสามารถจัดสรรเงินลงทุน หรือ Asset allocation ให้กับลูกค้าได้มากขึ้นอีกด้วย  

ด้านนายวีระ วุฒิคงศิริกูล รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายจัดการลงทุน บลจ.กรุงไทย กล่าวว่า ภาพรวมการลงทุนของ บลจ.กรุงไทยในปีนี้เรายังคงให้น้ำหนักในตลาดเกิดใหม่ (Emerging markets) เป็นหลัก แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาตลาดเกิดใหม่ถูกแรงเทขายจากนักลงทุนทั่วโลกก็ตาม แต่เม็ดเงินเหล่านั้นเริ่มกลับเข้ามาทยอยลงทุน

โดยเฉพาะประเทศจีน ซึ่งเศรษฐกิจยังคงมีแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่อง จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลังและโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการเติบโตการบริโภคภายในประเทศและการเติบโตของภาคบริการ

ทั้งนี้กลุ่มประชากรชนชั้นกลาง (Middle class) จะช่วยชดเชยความเสี่ยงหากภาคการส่งออกได้รับผลกระทบจากการดำเนินนโยบายปกป้องทางการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจเกิดขึ้นได้ ขณะเดียวกันเศรษฐกิจจีนยังได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะกลุ่มโลหะพื้นฐานซึ่งเริ่มมีการฟื้นตัวตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ทำให้บริษัทที่เกี่ยวข้องกับการผลิตโลหะพื้นฐานมีแนวโน้มการเติบโตของรายได้และกำไรต่อเนื่อง

“หุ้นจีนยังถือว่าถูกเมื่อเทียบกับอดีต ปัจจุบันดัชนี Shanghai Composite Index มีการซื้อขายที่ระดับ PE 13 เท่า ในขณะที่ค่าเฉลี่ยในอดีตอยู่ที่ระดับ 14 เท่า เรามีแผนที่จะเสนอขายกองทุนเปิดเคแทม ไชน่า อีควิตี้ ฟันด์ (KT-China) ในช่วงไตรมาสแรก ซึ่งกองทุนจะไปลงทุนกองทุนรวมหลัก BGF China Fund เน้นการบริหารเชิงรุกเพื่อรับโอกาสจากการลงทุนในตราสารทุนของบริษัท ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในหรือเป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของจีน”

นายวีระ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้เรายังมีแผนที่จะจัดตั้งกองทุนที่จะไปลงทุนในกลุ่มประเทศ CLMV หรือ กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม ซึ่งเรามองว่าประเทศเหล่านี้เป็นแหล่งผลิตขนาดใหญ่ที่จะส่งออกไปยังแหล่งบริโภค หรือซีกโลกตะวันตก โดยการออกกองทุนดังกล่าวคงต้องดูเวลาและจังหวะที่เหมาะสมอีกด้วย.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้