วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ผู้จัดพิมพ์โต้ซีเอ็ด เรียกเก็บค่าขนส่ง

ธุรกิจสิ่งพิมพ์แต่ละภาคส่วนกำลังปรับตัวเพื่อความอยู่รอด

ล่าสุด “ซีเอ็ด” บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ประกอบธุรกิจจัดจำหน่ายและร้านขายหนังสือ ร่อนหนังสือลงวันที่ 26 มกราคม พ.ศ.2560 ถึงเจ้าของ กิจการสำนักพิมพ์คู่ค้าเรื่อง “การปรับส่วนลดการค้า และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการขาย” พูดภาษาชาวบ้านก็คือ เรียกเก็บเงินบริการเพิ่มนั่นเอง

เหตุผลก็คือ “เนื่องด้วยปัจจุบันค่าใช้จ่ายในการดำเนินการร้านหนังสือในห้างสรรพสินค้านั้นปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ค่าเช่าสถานที่ ค่าขนส่ง ค่าสาธารณูปโภค และค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร ส่งผลให้ต้องมีการทบทวนและปรับปรุงในเรื่องส่วนลดการค้า และค่าใช้จ่าย ในการดำเนินการขายต่างๆให้สอดคล้องกับต้นทุนจริงที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการขายมากขึ้น”

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทำให้ต้อง “เรียกเก็บค่าขนส่งสินค้า 1.40 เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าใบส่งสินค้าตามราคาปกในทุกช่องใบส่งของ ในทุกเงื่อนไขการค้า (สินค้าฝากขาย, ตัดลอตพิเศษ, ร่วมรายการส่งเสริมการขาย เป็นต้น)”

และยังยื่นเงื่อนไขอื่นๆอีกหลายรายการ ล้วนแต่เป็นการ “ขอความเห็นใจ” กับคู่ค้าแต่ละราย เหตุการณ์นี้สะเทือนถึงเจ้าของกิจการสำนักพิมพ์โดยตรง

ในเมื่อสำนักพิมพ์ต่างๆเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์เป็นสมาชิก สมาคม ผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ซึ่งปัจจุบันมีนายจรัญ หอมเทียนทอง เป็นนายกสมาคมฯ จึงตอบโต้ด้วยแถลงการณ์ ลงวันที่ 31 มกราคม 2560

แถลงการณ์โต้กลับมีสาระสำคัญว่า สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯเห็นใจและเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นกับทุกฝ่าย แต่กรณีของ “ซีเอ็ด” ซึ่งเป็นผู้ค้ารายใหญ่ ที่สุดในธุรกิจค้าปลีกหนังสือได้รับส่วนลดการค้ามากที่สุดอยู่แล้ว เงื่อนไขของบริษัทซีเอ็ดจึงไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่กลับเป็นแนวทางที่จะก่อให้เกิดปัญหาใหม่ขึ้นมาในวงการธุรกิจหนังสือ

ดังนั้น คณะกรรมการสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯจึงมีมติออกมา 2 ข้อ คือ 1.ให้บริษัทซีเอ็ดระงับและทบทวนเงื่อนไขการเรียกร้องเก็บค่าขนส่งสินค้า 1.4 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าใบส่งสินค้าตามราคาปก และ 2.สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ยินดีที่จะเป็นตัวกลางในการเปิดเจรจาหรือร่วมกับทุกฝ่าย เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ

กรณีการเรียกเก็บค่าขนส่งเพิ่มจากผู้ฝากขาย นายจรัญบอกว่า “ซีเอ็ด ทำจดหมายถึงคนส่งหนังสือขายหน้าร้าน เพิ่มค่าขนส่งซึ่งแต่เดิมไม่ได้เรียกเก็บ แต่มาเรียกเก็บ 1.4 เปอร์เซ็นต์จากราคาปก ธรรมดาเมื่อเราส่งหนังสือให้ซีเอ็ดขาย ซีเอ็ดจะจ่ายเงินให้เราในราคาที่ลดเปอร์เซ็นต์จากเราอยู่แล้ว”

คำว่า “ลดเปอร์เซ็นต์” เสมือนค่าวางขายในร้าน ถ้าเป็นกรณี ให้ซีเอ็ดจัดจำหน่าย สนพ.ผู้ผลิตหนังสือต้องจ่ายให้ซีเอ็ด 45 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเป็น สนพ.และสายส่งที่นำมาฝากขายร้าน ซีเอ็ดจะคิดค่าวางขาย 40 เปอร์เซ็นต์ กรณีที่ผู้ประกอบการสำนักพิมพ์เดือดร้อนนี้อยู่ในกรณีที่ 2 คือกลุ่มที่นำมาฝากขาย

เดือดร้อนอย่างไร “เราเสียไป 1.4 เปอร์เซ็นต์ ถามว่าเยอะไหม ตอบว่าเยอะครับ ถ้าหนังสือขายได้หมดเราโดนไป 1.4 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้า หนังสือขายไปได้ครึ่งหนึ่งเท่ากับเราต้องเสียไป 2.8 เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าเขาเก็บจากยอดที่เราส่งทั้งหมด กรณีเดียวกันนี้ แม้จะมีบางแห่งเขาเก็บ แต่เปอร์เซ็นต์เขาเก็บน้อยกว่า และการขอค่าส่วนลดเขาก็น้อยกว่าซีเอ็ด ซีเอ็ดมีร้านหนังสือมากที่สุด และขอค่าเปอร์เซ็นต์มากกว่าทุกแห่ง ในเมื่อ ซีเอ็ดรับตรงนี้มากกว่าทุกเจ้าอยู่แล้ว จึงไม่ควรเก็บค่าขนส่งอีก” นายจรัญเน้น

ดังนั้น “ถ้าซีเอ็ดยืนกรานจะเอาค่าขนส่ง ก็ต้องปรับค่าส่วนลดจากลูกค้าลงมา”

นายจรัญอธิบายต่อว่า สายส่งบางรายเขาก็ไม่เก็บ กรณีที่เก็บก็จะหักค่าขนส่งในวันจ่ายเงินให้ลูกค้า แต่ซีเอ็ดนั้นแยกค่าขนส่งมาเป็นหนี้ของ สนพ.ต่างหาก ทำให้ สนพ.ต้องจ่ายค่าขนส่งให้ก่อน 1 เดือน ซึ่งขณะนั้นหนังสือแทบไม่ทันได้ขาย การกระทำอย่างนี้ “ผมถือว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ใช่การแก้ปัญหา ซีเอ็ดมีปัญหาหน้าร้านก็ต้องแก้หน้าร้าน สมาคมฯอยากช่วยซีเอ็ดไหม เราอยากช่วยเพราะลูกค้าขาดเขาไม่ได้ แต่สิ่งเหล่านี้เราต้องเจรจากัน”

แนวทางแก้ปัญหา “ในนามของสมาคมฯเราก็ยื่นหนังสือให้เขาระงับและทบทวน เปิดโอกาสให้มีการคุยกัน เราส่งไปแล้วแต่ซีเอ็ด ยังไม่ตอบมา เราทราบอยู่ว่าซีเอ็ดบอกกับลูกค้าว่า ใครไม่เซ็นก็ไม่ต้องจ่าย แสดงว่าไม่รับเงื่อนไขเขา แต่ในหนังสือที่ส่งมาไม่มีช่องไหน ที่จะให้ลงว่า ไม่ยอมรับเงื่อนไขเขาได้”

ถ้าเพิ่ม 1.4 เปอร์เซ็นต์ “ภาระเราคนทำ สนพ.ก็หนัก ปกติเราแทบจะไม่เหลืออะไรอยู่แล้ว การฝากหน้าร้านส่วนลดทางการค้าเราโดนไปแล้ว 40-45 เปอร์เซ็นต์ การลงทุน สนพ.ต้องจ่ายค่านักเขียน 10 เปอร์เซ็นต์ ค่าดำเนินการจัดการของเราประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ สนพ.จะเหลือกำไรประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ถ้าหนังสือนั้นขายหมด แต่ปัจจุบันโอกาสขายหมดยากมาก”

วงจรของการทำหนังสือ “ค่าจัดจำหน่ายเยอะที่สุด 40-45 เปอร์เซ็นต์ ซีเอ็ดบอกว่าเป็นความจำเป็นที่คนทำหนังสือต้องขึ้นราคาหนังสือ ถ้าผมขึ้นราคาหนังสือมา แล้วใครจะซื้อหนังสือผมล่ะ และถ้าผมขึ้นค่าหนังสือมา ซีเอ็ดก็ได้เพิ่มขึ้นด้วย เพราะเก็บไปถึง 40-45 เปอร์เซ็นต์ และยังจะเก็บค่าขนส่ง 1.4 อีก ซึ่งสินค้าทั้งหมดเป็นสินค้าฝากขาย ซีเอ็ด ไม่ต้องจ่ายเงินอะไรเลย”

จรัญย้ำว่า “ขอยืนยันว่ากรณีเช่นนี้ ไม่ใช่ขัดแย้งคุยกันไม่ได้ แต่เป็นเรื่องคนทำหนังสือขอความกรุณาซีเอ็ดว่า เห็นใจคนทำหนังสือบ้าง ซีเอ็ดบอกว่าให้คนทำหนังสือเห็นใจเขา ทุกคนเห็นใจเขาครับ แต่อยากจะบอกว่าต้องคุยกัน คนตัวใหญ่ต้องการความเห็นใจ คนตัวเล็กก็ต้องการความเห็นใจเหมือนกัน เพราะว่าในยามที่คุณมีความสุข เราก็ไม่เคยขอความสุขจากคุณ แต่ในยามที่คุณมีทุกข์จะให้เรามีความทุกข์ด้วย ก็คงร่วมทุกข์ได้บางอย่าง ถ้าจะให้ร่วมทุกข์ทั้งหมดคงทำไม่ได้”

สำหรับทางออก ถ้าทางสมาคมฯไม่ยอม “เราทำได้แค่ขอความร่วมมือ บอกแล้วว่าคนทำหนังสือต้องกล้าที่จะก้าวผ่านความกลัว ร้านหนังสือซีเอ็ด ถ้าไม่มี สนพ.ก็อยู่ไม่ได้ คนทำ สนพ.ต้องกล้าข้ามความกลัวออกไปให้ได้ว่า อย่ากลัวในสิ่งที่มองไม่เห็น เราทุกคนทำหนังสือ เราไม่ได้ทำร้านหนังสือ ซีเอ็ดเป็นร้านหนังสือที่มีสาขาเยอะที่สุด ถ้าซีเอ็ดไม่ขายเราเดือดร้อน แต่ถ้าเราขายเราขาดทุน เราก็ไม่ขายดีกว่า ก็แล้วแต่ สนพ. เขาจะว่าอย่างไร แต่ในนามของสมาคม เราทำหน้าที่ของเรา การตัดสินใจเป็นเรื่องซีเอ็ดกับสมาชิก”

เรื่องแบบนี้ “ควรมีความเมตตากรุณา คนตัวใหญ่ควรมีความเมตตากับคนตัวเล็ก ถ้าให้คนตัวเล็กมีเมตตาต่อคนตัวใหญ่ ผมว่าสังคมจะผิดเพี้ยนเอา ไม่ใช่คนตัวใหญ่จะไปยืนอยู่บนหัวคนตัวเล็ก มีแต่คนตัวใหญ่ ต้องไปช่วยเหลือเขา ทุนซีเอ็ดกับ สนพ.ก็ต่างกันเยอะแยะ ไม่ใช่ว่าซีเอ็ดเพิ่งทำในเรื่องแบบนี้ จริงๆแล้วมีการเก็บโน่นเก็บนี่มาเรื่อยทุกคนก็ยอมหมด ค่าเก็บหนังสือคืน ค่ากล่องกระดาษ ค่าสารพัดเก็บ ค่าทำโปรโมชั่นทุกคนก็ให้หมด แต่มาเพิ่มอีก 1.4 เปอร์เซ็นต์อาจจะเป็นจุดสิ้นสุดของการจำยอมก็ได้”

ทางออกอื่นๆ “บ้านเรามีสายส่งอยู่หลายเจ้าก็จริง แต่เผอิญว่าซีเอ็ด เป็นสายส่งรายใหญ่และมีร้านหนังสือด้วย นี่คือความได้เปรียบของซีเอ็ด แต่ในความได้เปรียบนี้ ไม่ควรเอาเปรียบใคร จริงๆแล้วคนตัวใหญ่ควรเสียสละบ้าง เราต่างรับผลกระทบจากผลภายนอกอยู่แล้ว คนภายในด้วยกัน ไม่ควรมาทำอย่างนี้”

ทางเลือกอื่นอย่างการขายทางออนไลน์ “ก็ช่วยได้ แต่ขายได้ดีเฉพาะในหนังสือบางประเภทเท่านั้น เพราะคนในชนบทร้านหนังสือยังเป็นที่พึ่ง ร้านหนังสือซีเอ็ดมีสาขามากทุกคนเห็นใจ เราเห็นใจเขาเหมือนกัน ว่า ที่เขาเช่าห้างตั้งร้าน เรารู้ว่าตัวหนังสือลดลง เรื่องนี้เราเข้าใจ”

อัตราการผลิตหนังสือ “เมื่อก่อนออกมาราวเดือนละ 1,000 ปก หนึ่งปีออกราว 10,000 ปก แต่เดี๋ยวนี้ 1 เดือนอยู่ในหลักร้อย รวมทั้งหนังสือทำมือขายเองด้วย ทำให้หนังสือเข้าระบบร้านน้อยลง”

นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯถามทิ้งท้ายว่า “สมัยเมื่อมีหนังสือมาก คุณบอกว่ารับไม่ไหว แม้เมื่อหนังสือน้อยลง คุณสามารถแต่งหน้าร้านได้ แต่ทำไมคุณกลับมามีปัญหา”

ปัญหามีไว้ให้แก้ไข เมื่อมีปัญหาใดก็ต้อง “คุยกัน”.

6 ก.พ. 2560 12:03 6 ก.พ. 2560 12:04 ไทยรัฐ