วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปรองดองคงไม่ง่ายอย่างคิด

ทำงานใหญ่ต้องไปกันอย่างเป็นรูปขบวน...

คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง (ป.ย.ป.) ถือว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลที่จะขับเคลื่อนประเทศไปในมิติที่คิดว่าจะทำให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าได้อย่างเป็นระบบ

เนื่องจากเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญในทุกด้าน ไม่ใช่เน้นไปด้านใดด้านหนึ่ง แต่เดินหน้าไปทุกองคาพยพเลยทีเดียว

แต่ดูเหมือนว่าจะมีการพูดกันถึงความปรองดองกันมากกว่าด้านอื่นๆ เพราะเห็นว่าหากทำได้ก็เท่ากับผ่านทางตันในเรื่องความขัดแย้ง

นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เน้นย้ำความปรองดองที่รัฐบาลจะดำเนินการนั้น มุ่งไปที่การทำให้บ้านเมืองสงบลดความขัดแย้ง

“นิรโทษกรรม” ไม่เกี่ยว...

เท่าที่ฟังเสียงจากพรรคการเมือง โดยเฉพาะเพื่อไทยนั้น แรกๆดูเหมือนว่าจะเห็นด้วย เพราะทางเลือกที่ดีที่สุด

แต่เมื่อมีการประกาศย้ำว่าไม่เกี่ยวกับการนิรโทษกรรมอันเป็นเป้าหมายหนึ่งที่หวังผลที่จะต่อรองเกี่ยวกับผู้มีความผิด และมีคดีความต่างๆ

เน้นไปที่ “นายใหญ่” ของพวกเขา...

ด้วยเงื่อนไขที่รัฐบาลเปิดทางอย่างนี้ จึงพยายามที่จะสร้างองค์ประกอบใหม่ภายในพรรคก็คือแนวคิดเพื่อความปรองดอง

อันหมายถึงโครงสร้างพรรคที่จะต้องหาหัวหน้าพรรคคนใหม่ที่เดินตามแนวทางนี้ได้ และได้รับการยอมรับของสังคม และฝ่ายผู้มีอำนาจในปัจจุบัน

การดำเนินการในเรื่องดูเหมือนจะคืบหน้าไปพอสมควรด้วยการวางบุคคลที่เชื่อว่าจะสามารถพูดคุยกับผู้มีอำนาจได้

เปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่จากที่เคยมีรูปแบบ “ฮาร์ดคอร์” ให้มาเป็นแบบ “ปรองดอง” ไม่ใช่วิธีการที่รุนแรงอย่างที่ผ่านมา

มีการต่อรองกันภายในพรรคมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ถึงจุด ลงตัวได้ แม้จะมีลูกพรรคและกรรมการบริหารพรรคเห็นชอบไม่น้อย

แต่ติดปัญหาที่ว่า อำนาจเก่าภายในพรรคยังไม่สามารถตกลงและยอมรับได้ โดยเฉพาะคนในตระกูล “ชินวัตร” ที่ยังขอมีอำนาจต่อไป และไม่มั่นใจว่าแนวทางปรองดองจะทำให้พรรคได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย

แม้ว่าฝ่าย “นายใหญ่” จะยอมรับ เพราะเห็นว่าเป็นทางออกที่น่าจะมีความเป็นไปได้จนเกิดความขัดแย้งหลักภายในส่วนหัว

นี่คือปัญหาที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน

แต่เมื่อ คสช.ประกาศท่าทีชัดเจนว่าความปรองดองที่จะเกิดขึ้น ต้องไม่มีการนิรโทษกรรม เพียงแต่ต้องการให้ยุติความขัดแย้งเท่านั้น

ท่าทีอย่างนี้จึงทำให้คนของพรรคเพื่อไทยที่เคยดาหน้ากันเห็นชอบด้วยในแนวทางปรองดอง จึงแสดงท่าทีแปร่งแปลกออกไปจากเดิม

พยายามเสนอแนวทางเพื่อให้เป็นเงื่อนไขต่อรอง

ทำไปทำมาที่คิดว่าน่าจะเจรจาลงเอยกันได้ง่าย ก็ทำท่าว่าจะยากขึ้นเป็นลำดับ และมีท่าทีว่าจะไปไม่รอดด้วยซ้ำไป

ทั้งหลายทั้งปวงดังที่ว่ามานี้ จึงขึ้นอยู่กับคณะกรรมการปรองดอง และคณะอนุกรรมการที่กำลังจะมีการประกาศรายชื่อด้วยนำบุคคลที่มีชื่อเสียงเข้ามาร่วม

เพราะมองแล้วหากใช้ทหารเพียงอย่างเดียว จะทำให้ไม่ได้การยอมรับ.

“สายล่อฟ้า”

6 ก.พ. 2560 11:00 ไทยรัฐ