วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปฏิรูปสื่อ : อย่าเดินหลงทาง

โดย ซูม

ยังมีข่าวสำคัญอีกข่าวหนึ่งที่เกิดขึ้นระหว่างที่ผมเดินทางตะลอนไปโน่นไปนี่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่ผมตั้งใจจะเขียนถึง

ได้แก่ ข่าวที่ว่าคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน จะเสนอร่างกฎหมาย “คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ....” ต่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปเพื่อส่งให้ สนช.ดำเนินการให้เป็นกฎหมายนั่นแหละครับ

หนังสือพิมพ์ทุกฉบับรายงานข่าวว่า คุณ เทพชัย หย่อง ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้นำตัวแทน 30 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนออกมาแถลงคัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้

ผมเป็นคนมองโลกในแง่ดีและเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน ท่านมีเจตนาดีที่จะเข้ามาปฏิรูปสื่อมวลชน โดยจะดำเนินการโน่นนี่ในหลายๆเรื่อง รวมทั้งการจัดตั้ง สภาวิชาชีพสื่อ เพื่อให้มาควบคุมดูแลสื่อต่างๆ

มีอำนาจในการตรวจสอบ บังคับ เพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน รวมทั้งบทให้คุณให้โทษตามที่ได้เขียนไว้

แต่เจตนาดีดังกล่าวได้กลายเป็นความประสงค์ร้ายไปในที่สุด เนื่องจากในจำนวน 13 กรรมการที่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เสนอไว้ จะเป็นกรรมการโดยตำแหน่งที่เป็นตัวแทนภาครัฐ ในระดับสูงถึง 4 ราย

ได้แก่ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ

การที่จะมีกรรมการที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงถึง 4 รายเช่นนี้เข้ามาอยู่ในสภาวิชาชีพสื่อมวลชนเช่นนี้ไม่เร็วก็ช้าจะต้องเข้าแทรกแซงการทำงานของสื่ออย่างแน่นอน ซึ่งจะนำไปสู่การปิดกั้นการรับรู้ข่าวสารที่แท้จริงของประชาชน

ที่สำคัญปลัดกระทรวงย่อมอยู่ใต้อำนาจรัฐมนตรีกระทรวงนั้นๆ

ซึ่งจะทำให้ฝ่ายการเมืองเข้าครอบงำสื่อได้โดยง่าย

ประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญที่สุดที่สื่อต่างๆไม่เห็นด้วย เพราะเป็นจุดยืนของเรามาโดยตลอด ที่ไม่อยากให้มีกฎหมายใดๆออกมารับรองหรือให้อำนาจแก่องค์กรที่จะมาควบคุมสื่อด้วยกัน

เพราะทุกครั้งที่ออกกฎหมายจะหนีไม่พ้นที่จะมีฝ่ายราชการเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ และในที่สุดก็ไม่พ้นที่จะถูกแทรกแซงหรือครอบงำโดยฝ่ายราชการหรือฝ่ายการเมืองไปได้

เราจึงขอที่จะควบคุมกันเองจัดตั้งองค์กรของเราเอง ร่างกฎเกณฑ์ ร่างกติกาของเราเองออกมาเป็น สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ตั้งแต่ พ.ศ.2540 ไม่มีอำนาจใดๆอย่างเป็นทางการ ไม่สามารถจะลงโทษใครได้อย่างจริงจัง นอกจากการตำหนิการตักเตือนและอย่างแรงก็คือการไม่คบค้า

ทำให้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เรายังไม่สามารถควบคุมกันเองได้ดีนัก เพราะยังคงมีผู้ประกอบวิชาชีพนี้ ที่นอกรีตนอกรอยอยู่บ้าง

แต่เราจะต้องให้โอกาสในการควบคุมกันเองของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ ต่อไป เพราะนี่เป็นหลักการของประชาธิปไตยที่ทุกประเทศที่เป็นประชาธิปไตยทั่วโลก ล้วนดำเนินการในลักษณะนี้ โดยไม่ให้ภาครัฐเข้าไปยุ่ง

การปฏิรูปสื่อที่ถูกต้องก็คือการหาวิธีที่จะช่วยให้การควบคุมกันเองของสื่อเป็นไปอย่างได้ผลมากขึ้นต่างหาก

ไม่ต้องห่วงว่าสื่อจะใช้อำนาจเกินขอบเขต เพราะทุกวันนี้เรามีกฎหมายแรงๆอย่างกฎหมายหมิ่นประมาทอยู่แล้ว สื่อใดกระทำการที่เข้าข่ายหมิ่นประมาทก็จัดการฟ้องร้องได้เลย ทั้งแพ่ง ทั้งอาญา มีโทษจำคุกด้วย ชดใช้ค่าเสียหายด้วย หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว

นอกจากโทษทางกฎหมายแล้ว ยังมีโทษทางสังคม โดยเฉพาะการต่อต้านหรือการปฏิเสธจากประชาชน โดยไม่ยอมรับ ไม่ซื้อสื่อ ไม่บริโภคสื่อนั้นๆ ซึ่งก็ถือเป็นการลงโทษอย่างตรงไปตรงมา

มีหนังสือพิมพ์ฉบับไหนบ้างที่ไม่กลัวยอดตก และมีโทรทัศน์ช่องไหนบ้างที่ไม่กลัวเรตติ้งต่ำ หรือไม่มีเรตติ้งเอาเลยเพราะคนไม่ดู

การสร้างบทบาทขององค์กรประชาชนให้เข้มแข็ง และให้ประชาชนรู้เท่าทันสื่อ และหันมาจัดการกับสื่อนอกรีตนอกรอยด้วยกลวิธีทางกฎหมายและสังคมข้างต้น จึงน่าจะเป็นหนทางปฏิรูปที่ดีที่สุด

ดีกว่าที่จะมาออกกฎหมายให้เป็นตราบาปแก่ประเทศชาติที่กำลังจะเดินหน้าไปสู่ระบอบประชาธิปไตย อย่างที่ท่านกำลังทำอยู่ขณะนี้

ถ้าจะใช้สำนวนของท่านอาจารย์ พิรงรอง รามสูต แห่งคณะนิเทศศาสตร์จุฬาฯ ที่ให้สัมภาษณ์มติชนเมื่อวานนี้ ก็คงต้องบอกว่า “เหมือนเอาจูราสสิคปาร์คมาไว้ในไทยแลนด์ 4.0”

นั่นน่ะซี...ในทางเศรษฐกิจเราฝันกันว่าจะไปให้ถึง 4.0 แต่ในทางการเมืองและความเป็นประชาธิปไตย เรากลับจะถอยไป 1.0 สวนทางกันโดยสิ้นเชิงเลยนะครับลุงตู่ครับ.

“ซูม”

6 ก.พ. 2560 10:59 6 ก.พ. 2560 10:59 ไทยรัฐ