วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เผ่าต้องสู้

ปี่พาทย์ยี่เก เมื่อจวนจะลงโรง จะทำเพลง ลาว มอญ ฯลฯเรื่อยไปจนถึงฝรั่งใส่กลองมะริกัน เสร็จแล้วก็ถึงเพลง “ออกแขก” เรียกกันว่า ออกสิบสองภาษา

สวดคฤหัสถ์ก็มีสิบสองภาษา แหล่เทศน์มหาพนก็มีสิบสองภาษา

ไล่เลียงนับเริ่มจาก แขก พม่า มอญ เขมร ไทย ข่า กะเหรี่ยง ลาว ญวน ต้องสู้ ฮอลันดา และโปรตุเกส ก็ได้ครบ 12 ภาษาพอดี

“กาญจนาคพันธุ์” เล่าไว้ใน “ภูมิศาสตร์วัดโพธิ์” (สำนักพิมพ์รวมสาส์น พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ.2516) ภาพกะเหรี่ยงเป็นภาษาที่สาม

ชาตุภูมิเดิมของกะเหรี่ยง ว่ากันว่าอยู่ที่เมืองพะมอ ทางพม่าใต้ ต้นน้ำอจิรวดี เป็นตลาดใหญ่ใกล้แดนจีน ปนๆอยู่กับมอญ มีมากตั้งแต่ใต้เมืองตองอูลงมา จนถึงเมืองมะริด

เขตแดนติดต่อกัน กะเหรี่ยงจึงมีมากในดินแดนไทยตั้งแต่แม่ฮ่องสอนมาถึงเพชรบุรี

กะเหรี่ยงมีสายสาขาแยกออกไปหลายสาย มีชื่อเรียกต่างๆกัน แต่งตัวก็ต่างกัน แต่พอสรุปกว้างๆเป็นสองพวก พวกหนึ่งใช้สีขาว ใส่เสื้อยาวถึงเข่า พวกสองนิยมสีแดง นุ่งกางเกงสั้น หรือโพกผ้าเป็นสีแดง

พ.ศ.2358 หมอมิชชันนารี อเมริกัน ชื่อ อโดนิราม ยัดสัน ไปสอนศาสนาคริสเตียนในพม่า เริ่มสอนพวกกะเหรี่ยงขาวแพร่หลายออกไป จนความหมายของกะเหรี่ยงขาวคือ พวกนับถือคริสเตียน

ส่วนกะเหรี่ยงแดงยังคงนับถือผี

กะเหรี่ยงขาวเจริญมาก มีการศึกษาดี พูดภาษาอังกฤษได้ จนเป็นรัฐใหม่ของพม่า

อีกเผ่าในสิบสองภาษาคือ เผ่าต้องสู้ “กาญจนาคพันธุ์” บอกว่า นับเป็นกะเหรี่ยงอีกพวกหนึ่ง หนังสือฝรั่งบอกว่า “ต้องสู้” เดิมทีอยู่ที่เมืองสะเทิม (สุธัมวดีของมอญ)

ราว พ.ศ.1500 พระเจ้าอโนรธามังฉ่อ ครองกรุงพุกาม ยกทัพไปยึดเมืองสะเทิม กวาดต้อนเอาพวกต้องสู้ ที่อยู่นอกเมือง เอาไปอยู่ปะปนกับพวกกะเหรี่ยง มอญ ไทยใหญ่ในพม่า

แม้จะบอกว่า ต้องสู้เป็นกะเหรี่ยงสาขาหนึ่ง แต่วิถีชีวิตต่างกัน

ในสมัยรัชกาลที่สี่ มีหนังสือเจ้าพระยาจักรี ถึงเจ้าเมืองต่างๆ เรื่องฝิ่น

“อนึ่ง กำปั่นลูกค้าชาติอังกฤษวิลันดา พุทธเกต ฝรั่งเศส มรีกัน ซึ่งเข้ามาค้าขายในกรุงเทพฯ และหัวเมืองชายทะเล และพม่า มอญ ต้องสู้ ลูกค้าเมืองเมาะลำเลิง เข้ามาทางบก ค้าขายเมืองฝ่ายเหนือ

จะมีฝิ่นเข้ามามากน้อยเท่าใด ให้บอกบาญชีกับเจ้าพนักงาน และกรมการเจ้าภาษีให้รู้ก่อน”

แสดงว่า ในขณะฝรั่งหลายชาติเข้ามาค้าขายในไทย พวกต้องสู้ไม่ใช่ชาวเขาชาวป่าบนดงดอยธรรมดา แต่มีฐานะเป็นพ่อค้า...ขึ้นชื่อลือนามเอาทีเดียว

ผมอ่านข่าว คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผลักดันให้สอบสวนหาตัวคนฆ่าบิลลี่ กะเหรี่ยง แก่งกระจาน...แต่ดีเอสไอ ...ไม่รับ แล้ว...สะดุดใจ

จนต้องไปเปิดหนังสือ เรื่องกะเหรี่ยง และพวกต้องสู้...อ่าน

บิลลี่ หายตัวไปกลางป่า จับมือใครดม...ไม่ได้ แต่สภาพแวดล้อมก็บ่งชี้ให้รู้ เขามีเรื่องบาดหมางกับคนมีหน้าที่รักษาป่า คดีเดินหน้ามานาน ถ้าถามก็พอจะบอกในใจได้ว่า...ใคร

แต่บ้านนี้เมืองนี้ พร้อมจะอ้างหลักการ เพื่อจะเล่นงานคนผิด แต่หากคนผิดเป็นพวกพ้อง หลักการนั้น...ก็พร้อมจะเปลี่ยนเป็น...หลักกู

ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตย หรือเป็นเผด็จการ บ้านนั้นเมืองนั้น จึงยกระดับเป็นบ้านเมืองพัฒนาไม่ได้สักที.

กิเลน ประลองเชิง

6 ก.พ. 2560 10:52 ไทยรัฐ