วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

  • Share:

เปิดทำงานวันแรกของสัปดาห์นี้ ทีมเศรษฐกิจเปิดพื้นที่ให้นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานกรรมการบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) “PTTGC” ในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอกชนจากคณะทำงานด้านการพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve)...

ได้เล่าถึงแผนงานที่เขาและทีมงานช่วยกันระดมสมองมาเพื่อให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำไปใช้เป็นยุทธศาสตร์ และจุดเริ่มต้นของการผลักดันประเทศไทย 4.0 ให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้าในแบบก้าวกระโดดด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง ควบคู่ไปกับการพัฒนาพื้นที่ที่มีศักยภาพให้ก้าวทันแนวโน้มการแข่งขันของโลกธุรกิจปัจจุบัน และตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกันก็เพื่อสร้างตัวอย่างสำหรับการพัฒนาพื้นที่อื่นๆของประเทศในอนาคต!

เพราะนับตั้งแต่ปี 2530 ภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยซึ่งได้กลายเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโลก นับตั้งแต่โครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออก (Eastern Seaboard) ที่ก่อให้เกิดการลงทุนตั้งแต่อุตสาหกรรมต้นน้ำ เช่น โรงกลั่น และปิโตรเคมี จนถึงอุตสาหกรรมปลายน้ำอย่างครบวงจร เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้าสิ่งทอ ฯลฯ นั้น

“อีสเทิร์น ซีบอร์ด” คือต้นแบบอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) ของไทยที่ประสบความสำเร็จ จนก่อให้เกิดการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ-อุตสาหกรรมใหม่ รวมถึงการสร้างงาน สร้างรายได้ อันเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจไทย ขณะเดียวกันก็เป็นต้นแบบการพัฒนาประเทศของสมาชิกในกลุ่มอาเซียนด้วย

แต่นับจากปีนั้นจนถึงปีนี้ รวมระยะเวลา 30 ปีพอดี ประเทศไทยเรายังคงนิ่งอยู่กับที่ ไม่ได้ปรับตัวให้สอดรับกับกระแสโลกาภิวัตน์ การลงทุนที่เกิดขึ้นเป็นไปเพื่อการซ่อมมากกว่าสร้าง และนั่นทำให้ GDP ต่ำ แข่งขันในตลาดส่งออกไม่ได้ ขณะที่เงินลงทุนจากต่างประเทศลดลงเฉลี่ยปีละ 6% จึงน่าจะถึงเวลาเหมาะสมของการปรับตัวครั้งใหญ่ครั้งใหม่ให้เป็น New S-Curve อีกครั้ง เพื่อไม่ให้ตกขบวนการแข่งขันทางการค้า

ปฏิวัติการลงทุนครั้งประวัติศาสตร์

“ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมมีการย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น ส่งผลให้ขีดความสามารถของไทยลดลง แนวโน้มการลงทุนชะลอตัว เศรษฐกิจในประเทศขยายตัวตกต่ำ การลงทุนภาคเอกชนลดลง ขณะที่ทุกประเทศในเอเชียเริ่มปรับตัวเข้าสู่การลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ หากยังปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป แนวโน้มที่ประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศล้าหลังในเอเชียในอีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า”

หัวหน้าทีมภาคเอกชน คณะทำงานด้านการพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เปิดฉากสนทนากับเราด้วยมุมมองของความห่วงใยในภาคอุตสาหกรรมไทย

รัฐบาลจึงต้องหามาตรการผ่าวิกฤติดังกล่าว เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างจริงจัง โดยตั้งเป้าหมายให้เราสามารถก้าวไปสู่การเป็นประเทศพัฒนาภายในปี 2575 ภายใต้แผนการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก...การเดินหน้าสู่ความรุ่งเรือง

นายประเสริฐระบุด้วยว่า การพัฒนาในภาคอุตสาหกรรมถือเป็นส่วนสำคัญที่จะต้องส่งเสริมให้เกิดการลงทุนที่ทันสมัย สามารถเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจจากการพึ่งพาการผลิต (Manufacturing and asset based industry) ไปสู่การผลิตสมัยใหม่ที่ใช้ความรู้ในการผลิตขั้นสูง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากการลงทุนพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการ (Knowledge based industry)

ด้วยเหตุผลนี้ รัฐบาลจึงจัดตั้ง “คณะทำงานด้านการพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต” (D5 : New S-Curve) ที่มี นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เป็นหัวหน้าทีมภาครัฐ และมีเขาเป็นหัวหน้าทีมภาคเอกชน เพื่อร่วมกันทำงานเสนอความเห็นในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและกฎหมายทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการลงทุนให้ทันสมัย และดึงดูดให้เกิดการลงทุนเพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต

ที่สำคัญก็เพื่อรองรับทัพนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศให้เป็นฟันเฟืองพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศไทยกลับสู่ภาวะปกติ

“ถ้าเราไม่ปรับปรุงตัวเอง ในอนาคตตลาดโลกจะเป็นตัวกดดันให้เราขายของได้ยาก ยกตัวอย่างเช่น มาตรการกีดกันทางการค้าที่มีอยู่แล้ว แต่อาจมีการใส่ลูกเล่นในเรื่องของบรรจุภัณฑ์ที่ลดโลกร้อนมาเป็นตัวกีดกันทางการค้า แม้ว่าเราอาจจะขายของได้ แต่ราคาของเราจะแพงขึ้น เพราะถูกเก็บภาษีเพิ่มในอัตราแพงขึ้น ค้าขายแข่งกับคู่แข่งลำบาก สุดท้ายเราก็จะถูกเขี่ยพ้นเวทีการค้าโลกไปโดยอัตโนมัติ...”

สำหรับการทำงานในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาภาครัฐและเอกชนได้ร่วมกันทำงานอย่างใกล้ชิดตามแนวนโยบายประชารัฐเพื่อสร้างความเข้าใจ ร่วมคิดเสนอแนวทางและสร้างกลไกขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติ เพื่อลดการเหลื่อมล้ำ พัฒนาคุณภาพคน เตรียมพร้อมต่อความท้าทายของโลกอนาคต

ทำให้เชื่อมั่นว่าผลจากการพัฒนาอุตสาหกรรมคลัสเตอร์แห่งอนาคตใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ประกอบด้วย อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่, อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ, การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ, อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร, เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ, อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร, อุตสาหกรรมการขนส่งและการบิน, อุตสาหกรรมดิจิทัล การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ, หุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม

ทั้งหมดจะส่งผลให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมที่ทันสมัยในอาเซียน โดยมีนวัตกรรมเป็นต้นแบบการปฏิรูปเศรษฐกิจด้วยอุตสาหกรรมฐานความรู้ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มผลผลิต ลดความเหลื่อมล้ำ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

...เป็นฐานการเติบโตที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของประเทศ!!!

นำร่องลงทุน 4 แสนล้านบาท

“คณะทำงานฯเห็นตรงกันว่า การพัฒนา 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่จะต้องมีเขตพื้นที่รองรับการลงทุนที่ชัดเจน มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแบบใหม่ที่เน้นประสิทธิภาพ และความรวดเร็ว อาทิ การเชื่อมโยงทางรถไฟกับท่าเรือ เชื่อมโยงสนามบินกับท่าเรือและรถไฟความเร็วสูง เป็นต้น”

เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการในการพัฒนาอุตสาหกรรม เมือง และชุมชนอย่างเป็นระบบ มีสิทธิประโยชน์การลงทุนที่จูงใจตรงกับความต้องการของนักลงทุน จึงต้องมีโครงสร้างการบริหารที่เป็นศูนย์กลางในการวางกลยุทธ์ และดำเนินการในเขตเศรษฐกิจการลงทุนพิเศษร่วมกับภาคเอกชน

จึงได้เสนอยกระดับพื้นที่ 3 จังหวัดประกอบด้วย ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ให้เป็นพื้นที่หลักในการส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อให้ภาคตะวันออกเป็นฐานผลิต และบริการชั้นนำของอาเซียน

“เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาคณะทำงานฯได้จัดให้มีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษาและวิจัยรวม 23 หน่วยงาน เพื่อเริ่มต้นการขับเคลื่อนการลงทุนด้านเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศไทย โดยคณะทำงาน กลุ่มไบโออีโคโนมี (Bioeconomy) หรือ เศรษฐกิจชีวภาพ ที่เกิดจากการรวมตัวกันของภาคเอกชนได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นที่ต้องนำประเทศไทยก้าวข้ามผ่านความท้าทายของการพัฒนาไปให้ได้”

ทั้งนี้ แผนการดำเนินงานพัฒนาไบโออีโคโนมีมีระยะเวลา 10 ปี (ปี 2560-2561) มีกรอบลงทุนคิดเป็นมูลค่าประมาณ 400,000 ล้านบาท แบ่งออกเป็น 3 ระยะ

ระยะที่ 1 ปี 2560-2561 ใช้เงินลงทุนประมาณ 51,000 ล้านบาท เพื่อต่อยอดการพัฒนาพลังงาน ชีวภาพ เคมีชีวภาพ อาหาร ชีวเภสัชภัณฑ์ ตั้งเป้าหมายผลิตน้ำตาลทรายเกรดบริสุทธิ์สูงเพื่อนำมาผลิตยารักษาโรคจากวัตถุดิบทางธรรมชาติ ลดการใช้สารเคมีในกระบวนการผลิตที่จะมีการทำงานผ่านโครงการต่างๆ

ระยะที่ 2 ระหว่างปี 2562-2564 ใช้เงินลงทุนประมาณ 182,000 ล้านบาท สร้าง “ไบโอรีไฟเนอรี คอมเพล็กซ์ (Biorefinery Complexes)” หรือผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง อย่างครบวงจร ต่อยอดผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมชีวภาพ (อ้อยและมันสำปะหลัง) รวมถึงการสร้างเมืองใหม่บนเศรษฐกิจชีวภาพและนวัตกรรมอย่างครบวงจร หรือ ไบโอโพลิส (Biopolis) รวมทั้งการพัฒนานวัตกรรมผ่านโครงการสนับสนุนต่างๆ อาทิ การพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ฐานชีวภาพที่มีมูลค่าเพิ่มในเครือข่ายต่างๆที่ต้องการร่วมมือกับเรา

ระยะที่ 3 ปี 2565-2569 มีเม็ดเงินลงทุนประมาณ 132,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับสู่ Regional Hub... ศูนย์กลางแห่งการผลิตอุตสาหกรรมไบโอพลาสติกของอาเซียน, สร้างโรงงานต้นแบบและโรงงานผลิตเชิงพาณิชย์สำหรับผลิตภัณฑ์ ชีวเภสัชภัณฑ์ การจัดตั้งสถาบันวิจัยขั้นสูง เรื่องเภสัชภัณฑ์ชั้นสูง

“แผนงานนี้จะทำให้เกิดการลงทุนทั้งในและต่างประเทศในด้านชีวเภสัชภัณฑ์ 100,000 ล้านบาท สร้างมูลค่าการส่งออกชีวเภสัชภัณฑ์ 75,000 ล้านบาท เพื่อทำให้ประเทศไทยมีการผลิตยาชีววัตถุและวัคซีนระดับโลก 20 รายการ ก่อให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 20,000 ตำแหน่ง ขณะที่ในปีที่ 10 ของแผน จะเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจชีวภาพเพิ่มมากกว่า 2 เท่าตัว สร้างมูลค่าเพิ่มจากอ้อยและมันสำปะหลัง 400,000 ล้านบาทต่อปี สร้างมูลค่าการส่งออกชีวเภสัชภัณฑ์ 75,000 ล้านบาท ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจาก 48,000 บาทต่อคนต่อปีเป็น 75,000 บาทต่อคนต่อปี”

ที่สำคัญเมื่อรวมกับการจ้างงานที่จะเกิดขึ้นภายใต้โครงการลงทุนอื่นๆของภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ ทำให้เกิดการจ้างงานรวมกันถึง 100,000 คน


PTTGC พร้อมก้าวสู่ “ไทยแลนด์ 4.0”

สำหรับ “พีทีที จีซี” ได้เข้าไปลงทุนในพื้นที่อีสเทิร์นซีบอร์ดนานกว่า 30 ปี จากยุคอุตสาหกรรมต้นน้ำ คือปิโตรเคมี ที่มีส่วนก่อให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่อง อาทิ รถยนต์ ไฟฟ้า สิ่งทอ อิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ ช่วยยกระดับเคมีภัณฑ์พื้นฐานไปสู่เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ ที่นอกจากจะนำเม็ดเงินเข้ามาแล้ว ยังนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

เพื่อก้าวไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 “พีทีที จีซี” จึงมีแผนการลงทุนที่สอดคล้องกับอีอีซีในระยะ 5 ปีข้างหน้า (2560-2565) คิดเป็นวงเงินรวม 100,000 ล้านบาท เน้นการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน อันจะส่งผลให้ “พีทีที จีซี” สามารถดึงดูดพันธมิตรที่มีเทคโนโลยีสูงให้เข้ามาลงทุนเพิ่มเติมในอนาคต เช่นโครงการ Map Ta Phut Retrofit ที่เป็นโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพ และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันการผลิตโรงงานที่มาบตาพุด ก่อสร้างโรงงานแนฟทาแครกเกอร์ขนาดกำลังการผลิตเอทิลีน 500,000 ตันต่อปีและโพรพิลีน 261,000 ตันต่อปี

ขณะเดียวกัน ยังได้มีการลงนามในข้อตกลงเบื้องต้น (HOA) กับบริษัท คุราเร่ จำกัด บริษัทเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษชั้นนำของโลก และบริษัท ซูมิโตโม คอร์ปอเรชั่น จำกัดเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์พลาสติกวิศวกรรมชั้นสูง ถือเป็นหนึ่งในแผนลงทุนโครงการ Map Ta Phut Retrofit โดยผลิตภัณฑ์ยางเทอร์โมพลาสติกส่วนใหญ่ถูกนำมาใช้ในหลายอุตสาหกรรม เช่น รถยนต์ ก่อสร้าง เครื่องมือแพทย์ ซีลยางหน้าต่าง ด้ามแปรงสีฟัน ฯลฯ คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างโรงงานได้ในปีหน้า และเดินเครื่องผลิตในปี 2563

นอกจากนี้ ยังมีโครงการลงทุนกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีขั้นปลายน้ำ (C2-C8 Chain) ที่ตลาดมีความต้องการเพิ่มมากขึ้นตามการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ และเครื่องนอน อุตสาหกรรมก่อสร้าง อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์ไฟฟ้า ที่จะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในปี 2562 และในอนาคตจะขยายกิจการหรือลงทุนในธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม ร่วมกับบริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด อาทิ โครงการลงทุนโรงงานผลิตเมทิลเอสเทอร์แห่งที่ 2 โครงการพัฒนา Biocomplex เป็นต้น

“ทั้งนี้ โครงการลงทุนของพีทีที จีซี จะสอดคล้องกับ New S-Curve ที่เป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตามนโยบายรัฐบาลที่จะมุ่งสู่ไทยแลนด์ 4.0 พร้อมๆกันทั้งภาครัฐและเอกชน”


ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนให้ประเทศก้าวไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ในครั้งนี้ นายประเสิรฐกล่าว ทิ้งท้ายว่า “ภาครัฐและเอกชนจะต้องร่วมมือร่วมใจกันผลักดันให้เกิดเป็นผลสำเร็จได้จริง โดยรัฐบาลเป็นผู้นำร่อง และอำนวยความสะดวกในการลงทุนให้แบบครบวงจร ขณะที่ภาคเอกชนก็ต้องปรับตัวตามให้ทันกับกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

...ใครไม่ยอมปรับตัว หรือปรับตัวไม่ทัน ก็อาจถูกทิ้งไว้กลางทางจนต้องปิดกิจการไปในที่สุด!!!

ทีมเศรษฐกิจ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้