วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ใหญ่แค่ไหนก็ล้มได้!!

ถ้ามัวแต่กินบุญเก่า และคิดว่าอะไรที่เคยใช้ได้เมื่อวาน จะยังเวิร์กอยู่ในวันนี้พรุ่งนี้ ต่อให้ใหญ่แค่ไหนก็เตรียมล้มครืนไปได้เลย เพราะยุคนี้เป็นยุคที่ทุกคนมีพลังเปลี่ยนโลกได้ ไม่มีใครผูกขาดความยิ่งใหญ่ไว้ลำพังอีกแล้ว

ไดโนเสาร์เคยครองโลกนับ 100 ล้านปี แต่จู่ๆวันหนึ่งยุคของไดโนเสาร์ก็จบสิ้นลง เมื่ออุกกาบาตยักษ์ เส้นผ่าศูนย์กลาง 10 กิโลเมตร เกือบเท่าเมืองซานฟรานซิสโก พุ่งชนโลก ที่คาบสมุทรยูคาทานในเม็กซิโก ปรากฏการณ์ครั้งนั้นสร้างแรงสั่นสะเทือนแบบฟ้าถล่มดินทลายไปทั้งโลก ทำให้เกิดคลื่นสึนามิขนาดยักษ์ เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ไฟไหม้ทั่วโลก ภูเขาไฟปะทุ ส่งควันสีดำออกมากลืนกินโลก พระอาทิตย์ถูกบดบังด้วยเมฆฝุ่นก้อนมหึมานานเป็นทศวรรษ สภาพแวดล้อมบนโลกเปลี่ยนแปลงรุนแรงฉับพลัน จนไดโนเสาร์ต้องสูญพันธุ์เพราะปรับตัวไม่ทัน

แต่สำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวเล็กๆ ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์เรา กลับว่องไวและปรับตัวได้ดีกว่ามาก พวกมันคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลก และสามารถปรับตัวเองเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ จนในที่สุดก็วิวัฒนาการมาเป็นเจ้าโลกจนถึงปัจจุบัน

“ปีเตอร์ ไดอามันดิส” และ “สตีเวน คอตเลอร์” สองนักเขียนดังเบสท์เซลเลอร์ของอเมริกา เขียนไว้อย่างน่าสนใจในหนังสือ “BOLD” โดยเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า แท้จริงแล้ว “เทคโนโลยีดิจิทัล” และ “อินเตอร์เน็ต” ที่กำลังเปลี่ยนโฉมทุกชีวิตบนโลก ก็ไม่ต่างจากอุกกาบาตยักษ์ที่เคยพุ่งชนโลกเมื่อร้อยล้านปีก่อน พลังนี้จะเป็นภัยร้ายกับไดโนเสาร์ หรือบริษัทใหญ่ๆที่เทอะทะล้าหลังเทคโนโลยี แต่ตรงกันข้ามกลับส่งผลดีต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวจิ๋ว นั่นคือ “ผู้ประกอบการขนาดเล็กรุ่นใหม่” ที่รู้จักใช้นวัตกรรมยุคใหม่ได้อย่างว่องไว จนในที่สุดก็สามารถก้าวกระโดดไปสู่การเป็นเศรษฐีพันล้านในชั่วข้ามคืน

ในอดีตคงมีแต่มหาราชา ฟาโรห์ กษัตริย์ และจักรพรรดิ ที่สามารถพลิกโฉมหน้าโลกในพริบตา แต่ในยุคนี้ คนธรรมดาๆกลับสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี ความรู้ และโอกาสทางธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้แค่มือเอื้อม โดยมีพลังความห้าวหาญ และกองทัพมวลชนจำนวนมหาศาลในชุมชนออนไลน์ เป็นเครื่องมือสำคัญสู่การพิชิตฝัน

การล้มละลายของบริษัทยักษ์ใหญ่อายุร้อยกว่าปีอย่าง “อีสต์แมน โกดัก” คือตัวอย่างสุดคลาสสิกของ “ไดโนเสาร์ในโลกยุคใหม่” ที่ต้องสูญพันธุ์ เพราะปรับเปลี่ยนตัวเองไม่ได้ โกดักสร้างความมั่งคั่งจากการผลิตฟิล์มและกระดาษอัดภาพ โดยครองความยิ่งใหญ่มาหลายทศวรรษ กระนั้น เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคดิจิทัล ในทศวรรษ 1990 แทนที่โกดักจะปรับตัวให้ทันเทคโนโลยี ยักษ์ใหญ่รายนี้กลับเลือกกินบุญเก่าจากการขายกล้อง ฟิล์มและกระดาษอัดภาพ จนสุดท้ายก็ต้านทานโลกดิจิทัลไม่อยู่ ต้องยื่นล้มละลายในปี 2012 ที่น่าเจ็บใจยิ่งกว่าก็คือ พนักงานของโกดัก “สตีเวน แซสสัน” คิดค้นกล้องดิจิทัลตัวแรกของโลกได้ตั้งแต่ปี 1975 (แม้จะมีความละเอียดแค่ 0.01 เมกะพิกเซล) แต่กลับถูกผู้บริหารโกดักมองข้าม และเก็บโปรเจกต์ไว้ใต้พรม เพราะกลัวจะมาแข่งกับธุรกิจหลักของตัวเอง โกดักพลาดที่ประเมินความเร็วของเทคโนโลยีไว้ต่ำเกินไป เพราะเมื่อมีกล้องดิจิทัล และโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ก็ไม่มีใครสนใจเทคโนโลยีล้าหลังของโกดักอีกเลย

อะไรที่เป็นดิจิทัลมักแพร่กระจายได้เร็วเท่าแสง สามารถผลิตซ้ำและแบ่งปันได้ไม่รู้จบ แถมยังฟรีซะด้วย ยุคนี้เราสามารถใช้อินเตอร์เน็ตคุยโทรศัพท์ ลงโฆษณาขายของ โหลดหนังโหลดเพลงฟัง ซึ่งทุกอย่างมีแต่คำว่าฟรีๆๆ แบบนี้ย่อมฆ่าทุกอุตสาหกรรมตายเรียบ บนคำว่าฟรี ถ้ารู้จักทำมาหากิน ก็ก่อเกิดรายได้มหาศาล อย่างกูเกิลให้ใช้เบราว์เซอร์ฟรี แต่ทำกำไรอื้อซ่าส์จากข้อมูลที่เก็บได้ อะไรที่เคยเป็นเทคโนโลยีฟุ่มเฟือยในยุคทศวรรษ 1980 ได้กลายมาเป็นของฟรีหมดในสมาร์ทโฟน แค่มีมือถือเครื่องเดียวก็ทำได้ทุกอย่าง เป็นทั้งกล้องถ่ายวีดิโอความละเอียดสูง, เครื่องจีพีเอส, ห้องสมุด, เครื่องเล่นวีดิโอเกม, เครื่องอัดเสียง, แผนที่, เครื่องคิดเลข และสารพัดฟังก์ชัน อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนโลก เปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรม คือ “การพิมพ์ 3 มิติ” ซึ่งกำลังพลิกโฉมการผลิตในหลายภาคธุรกิจ ทั้งอุตสาหกรรมรถยนต์, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, แฟชั่น, อุปกรณ์การแพทย์, การขนส่ง, สินค้าครัวเรือน รวมไปถึงอุตสาหกรรมอวกาศและการบิน อาจได้เห็นโรงงานใหญ่ล้มกันครืนเร็วๆนี้.

มิสแซฟไฟร์

3 ก.พ. 2560 09:12 ไทยรัฐ