วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

‘สตีเฟน มิลเลอร์’ ชายผู้อยู่เบื้องหลังคำสั่งแบนชาติมุสลิมของ 'ทรัมป์’

ถือว่าตกอยู่ในสภาพปั่นป่วนทีเดียวสำหรับสหรัฐอเมริกาในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนใหม่ป้ายแดงของพวกเขาลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร ยกเลิกวีซ่าเข้าสหรัฐฯ ของพลเมืองจากอิรัก, ซีเรีย, อิหร่าน, ลิเบีย, โซมาเลีย, ซูดาน และเยเมน เป็นเวลา 90 วัน และ ระงับการรับผู้อพยพเป็นเวลา 120 วันเพื่อทบทวนกระบวนการต่างๆ เมื่อวันที่ 27 ม.ค. หรือเพียง 7 วันหลังรับตำแหน่งผู้นำแห่งแดนลุงแซม ทำให้เกิดกระแสต่อต้านทั่วประเทศ

คำสั่งดังกล่าวทำให้เกิดความสับสนในอย่างยิ่งตามสนามบินต่างๆ พลเมืองจาก 7 ประเทศที่ถูกแบนหลายคนถูกกักตัวโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ทันทีที่เดินทางถึงสหรัฐฯ ทั้งที่ถือวีซ่าเข้าเมืองอย่างถูกกฎหมาย หรือมีกระทั่งกรีนการ์ด ขณะที่ผู้โดยสารหลายคนต้องติดแหงกอยู่ที่สนามบินในต่างประเทศ เพราะถูกห้ามไม่ให้ขึ้นเครื่องบินที่จะเดินทางไปสหรัฐฯ แม้แต่นักมาราธอนเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกอย่าง โม ฟาราห์ ผู้มีอเชื้อสายโซมาเลียก็อาจกลับไปหาครอบครัวในสหรัฐฯ ไม่ได้

สหประชาชาติ, ผู้นำประเทศต่างๆ, นักวิชาการ, นักการทูต รวมทั้งพลเมืองในหลายประเทศ ต่างส่งเสียงประณามโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ออกมาตรการซึ่งพวกเขามองว่าไร้มนุษยธรรมนี้ออกมา แต่หลายคนคงยังไม่รู้ว่า ผู้ที่ร่างคำสั่งดังกล่าวหาใช่มหาเศรษฐีจากนิวยอร์กผู้นี้ไม่ แต่เป็นที่ปรึกษาด้านนโยบายแห่งทำเนียบขาววัยเพียง 30 ต้นๆ ‘สตีเฟน มิลเลอร์’

อวยโดนัลด์ ทรัมป์ มาตั้งแต่ต้น

สตีเฟน มิลเลอร์ วัย 31 ปี เป็นผู้ให้คำปรึกษาด้านผู้อพยพคนสำคัญของโดนัลด์ ทรัมป์ เคียงคู่กับนาย สตีฟ แบนนอน ที่ปรึกษาอีกคนหนึ่ง เขาเป็นผู้ร่างคำสั่งแบน 7 ชาติมุสลิมอันอื้อฉาว ซึ่งแหล่งข่าวผู้หนึ่งเปิดเผยว่า การตัดสินใจส่วนใหญ่เกี่ยวกับคำสั่งนี้ รวมทั้งการห้ามผู้ถือกรีนการ์ดจาก 7 ประเทศที่ถูกแบนเข้าสหรัฐฯ ก็กระทำอย่างลับๆ จนสร้างความไม่พอใจแก่สมาชิกสภาคองแกรสจากพรรครีพับลิกันซึ่งเป็นต้นสังกัดของนายทรัมป์อย่างมาก

นายมิลเลอร์ ไม่เหมือนเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่มาเข้าร่วมในช่วงหลังของการเลือกตั้ง เขาอยู่กับทรัมป์มาตั้งแต่เดือนม.ค. 2016 และทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงคอยเชียร์นายทรัมป์ตลอดช่วงการเลือกตั้งขั้นต้นและการเลือกตั้งแห่งชาติ เขามักขึ้นเวทีปราศรัยก่อนนายทรัมป์เสมอ เพื่อพูดปลุกใจเหล่าผู้สนับสนุนด้วยข้อความว่า เหล่าผู้ที่อยู่ในอำนาจอยากจะกดพวกเขาให้ต่ำลง แต่โดนัลด์ ทรัมป์ มาเพื่อยกพวกคุณให้สูงขึ้น

“ทุกคนที่ขัดขวางโดนัลด์ ทรัมป์ คือเหล่าคนที่กำลังทำให้ประเทศนี้จมดิน” นายมิลเลอร์กล่าวที่การหาเสียงในรัฐเทกซัส “ทุกอย่างที่ผิดพลาดที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ในวันนี้ เหล่าผู้ที่ต่อตานโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ คือผู้ที่ต้องรับผิดชอบ”

รีพับลิกันบางคนมองว่ามิลเลอร์ยังไม่พร้อม

แน่นอนว่า การให้คนอายุเพียง 31 ปีรีบตำแหน่งสำคัญอย่างที่ปรึกษาด้านนโยบายของทำเนียบขาว ย่อมทำให้เกิดความกังขาและความสงสัยในตัวนายมิลเลอร์ โดยนายโจ สการ์โบโรห์ อดีตสมาชิกสภาคองเกรสจากพรรครีพับลิกัน และพิธีกรโทรทัศน์ช่อง เอ็มเอสเอ็นบีซี กล่าวว่า “ทำไมสตีเฟน มิลเลอร์ ต่อสู้อย่างหนักเพื่อผลักดันคำสั่งนั้นออกมาในวันศุกร์ โดยไม่พูดคุยกับหน่วยงานอื่นๆ (ที่เกี่ยวข้องกับผู้อพยพ) เลย?”

“คุณได้คนหนุ่มบ้าอำนาจเข้าไปอยู่ในทำเนียบขาว และคิดได้แค่ว่าคุณสามารถเขียนคำสั่งฝ่ายบริหาร และบอกให้ทุกคนในหน่วยงานของคณะรัฐมนตรีของคุณไปลงนรกซะ”

ต่อต้านผู้อพยพมาตั้งแต่วัยเรียน

นายมิลเลอร์บ้าอำนาจจริงหรือไม่ไม่ฟันธงได้ แต่เขาไม่ได้สักแต่เขียนคำสั่งออกมาลวกๆ แน่นอนเพราะแถลงการณ์ฉบับหนึ่งของทำเนียบขาวระบุว่า เขาใช่เวลาหลายเดือนในการร่างคำสั่งนี้ และนายมิลเลอร์มีความคิดเรื่องการสกัดกันผู้อพยพมานานแล้ว โดยคำสั่งที่เขาร่าง คล้ายกับสิ่งที่เขาเคยพูด, ผลักดัน และเขียนตอนอายุ 16 ปีมาก

ตามการเปิดเผยของ เอเดรียน คาริมา นักกฎหมายชาวอเมริกันเชื้อสายอิหร่านวัย 31 ปี เพื่อนร่วมห้องของนายมิลเลอร์สมัยเรียนอยู่ที่โรงเรียนมัธยม ซานตา โมนิกา ที่ปรึกษาของประธานาธิบดีทรัมป์ผู้นี้มีแนวคิดกีดกันผู้อพยพออกไปจากโรงเรียน และมุมมองด้านลบที่เขามีต่อผู้อพยพเข้าเมืองก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ “เขามักโต้คารมกับอาจารย์ในชั้นเรียนวิชาการปกครอง และบอกว่าโรงเรียนนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยชาวแอฟริกันอเมริกัน และชาวฮิสปานิค กำลังพยายามจะยัดเยียดความเชื่อให้นักเรียน”

เมื่อเดือนมี.ค. 2002 ตอนที่มิลเลอร์มีอายุ 16 ปี เขาเขียนบทบรรณาธิการให้แก่ ‘ซานตา โมนิกา ล็อกเอาต์’ หนังสือพิมพ์โรงเรียน ซานตา โมนิกา โดยแสดงความคิดเห็นว่า นักเรียนชาวฮิสปานิคสามารถเข้าศึกษาในชั้นเรียนชั้นสูงเพราะทางโรงเรียนช่วยเหลือคนเหล่านั้นซึ่งไม่พูดภาษาอังกฤษ ด้วยการรับประกันว่า เอกสารทั้งหมดจะมีทั้งภาษาอังกฤษและสเปน เขายังเขียนด้วยว่าโรงเรียนของเขาไม่รักชาติ เพราะวิพากษ์วิจารณ์การตอบสนองของกองทัพสหรัฐฯ ต่อผู้ก่อการร้าย หลังเกิดเหตุ 9/11 “โอซามา บิน ลาเดน คงได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากโรงเรียนมัธยมซานตา โมนิกา”

หลังจากจับการศึกษาชั้นมัธยม นายมิลเลอร์ก็เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยดุค และอีกครั้งที่เขาแสดงแนวคิดสายอนุรักษ์นิยมออกมาอย่างเต็มที่ และเขาเขียนบทความตั้งคำถามอย่างรุนแรงเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยในสนามบินในช่วงเหตุการณ์ 9/11 ที่ปล่อยผู้ก่อการร้ายซึ่งไม่ใช่คนอเมริกันขึ้นไปบนเครื่องบิน “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับรีพับลิกันหรือเดโมแครต, ไม่เกี่ยวกับฝ่ายซ้ายหรือขวา นี่ไม่ใช่เรื่องการเมือง เราสามารถเห็นไม่ตรงกันในเรื่องทำอย่างไรจึงจะต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายและปกป้องประเทศของเราได้ดีที่สุด แต่ไม่อาจแย้งว่า พวกเราต้องทำทั้งสองอย่างนี้” นายมิลเลอร์เขียนในบทความของเขาเมื่อปี 2006

เริ่มเข้าสู่วงการการเมืองสหรัฐฯ

หลังจากจบมหาวิทยาลัย เขาก็เดินทางไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เริ่มนำความคิดทางการเมืองที่เขาสนับสนุนมาหลายปีไปใช้จริง โดยเริ่มทำงานเป็นเลขาธิการฝ่ายสื่อให้แก่นาง มิเชล แบคแมนน์ ซึ่งสมัยนั้นเป็นสมาชิกสภาคองเกรสฝั่งรีพับลิกัน ซึ่งเธอกล่าวว่า มิลเลอร์เป็นคนจริงจังมาก ฉลาด, ขยัน, มีความสามารถสูง และภายในโตกว่าอายุจริง

ต่อมาเขาได้ทำงานร่วมกับ เจฟฟ์ เซสซันส์ วุฒิสมาชิกสายเหยี่ยวจากรัฐแอละแบมา ผู้ต่อต้านการให้สัญชาติแก่ผู้ลักลอบเข้าเมือง ซึ่งขณะนี้ได้รับเลือกเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติะรรมของโดนัลด์ ทรัมป์ โดยในช่วงแรกมิลเลอร์ทำงานกับนายเซสซันส์ในคณะกรรมาธิการยุติแห่งวุฒิสภา ก่อนจะได้ไปทำงานในสำนักงานของนายเซสซันส์ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายการสื่อสาร

ภายใต้การทำงานกับนายเซสซันส์นี่เอง ที่ทำให้นายมิลเลอร์ฉายรัศมีอออกมาในฐานะ ผู้ปฏิบัติงานที่มีความสามารถ และผู้เชื่อในนโยบายคนเข้าเมืองแบบอนุรักษ์นิยมอย่างแท้จริง เขาช่วยเจ้านายของเขาให้กลายเป็นหัวเรือใหญ่ในการต่อต้าน ร่างกฎหมายปฏิรูปคนเข้าเมือง ‘แก๊ง 8 ส.ว.’ (Gang of Eight) ที่พรรครีพับลิกันและเดโมแครตเสนอร่วมกันในปี 2013 และเขียนหนังสือชี้ประเด็นที่เป็นข้อถกเถียง จนร่างกฎหมายนี้ไม่อาจเผยความเห็นชอบจากสภาคองเกรส

อาชีพของมิลเลอร์มั่นคงยิ่งขึ้นไปอีก หลังจากนายเซสซันส์กลายเป็นส.ว.ในตำแหน่งคนแรกที่สนับสนุนสโลแกน ‘ทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง’ ของโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อเดือนก.พ. 2015 และทำให้เขาสามารถไต่เต้าขึ้นมาอยู่ในจุดเปรียบเสมือนแขนข้างหนึ่งของประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯ ได้สำเร็จ

ทำความรู้จักกับนาย สตีเฟน มิลเลอร์ ชายผู้ร่างคำสั่งฝ่ายบริหารที่แบนพลเมืองจากชาติมุสลิม 7 ประเทศไม่ให้เข้าสหรัฐฯ ซึ่งทำให้เกิดความปั่นป่วนไปทั่ว... 3 ก.พ. 2560 03:58 3 ก.พ. 2560 05:15 ไทยรัฐ