วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ของจริง! โมเดิร์นด็อก 22 ปีแห่งมหัศจรรย์ พลิกโฉมวงการเพลงไทย! (ชมคลิป)

หากถามถึงวงดนตรีในเมืองไทยที่ถูกยกเป็นตำนาน ถึงขนาดที่จะบอกว่าพวกเขาคือวงดนตรีที่นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่วงการเพลงไทย ชื่อของ โมเดิร์นด็อก คือหนึ่งในชื่อแรกที่ผุดขึ้นมา พวกเขาคือความมหัศจรรย์ของวงการเพลงไทย 22 ปีของการเดินทางสร้างปรากฏการณ์มากมาย และอีกหนึ่งปรากฏการณ์ใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนมีนาคมนี้กับคอนเสิร์ต "โมเดิร์นด็อก 22"

บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ ได้คุยกับทั้ง 3 หนุ่ม โมเดิร์นด็อก พวกเขายอมรับว่าวงนี้คือวงดนตรีขี้อาย แต่เชื่อหรือไม่ 22 ปี วันนี้ของ โมเดิร์นด็อก เกิดจากความสนุกในการอยากเล่นดนตรี และพวกเขาก็อยู่ซัดกับความสนุกนั้นเพียง 7 เดือน ก่อนที่ผลของความเต็มที่นั้นจะผลิดอกออกผลจน โมเดิร์นด็อก เติบโตอย่างยั่งยืนมา 22 ปีเต็ม!

22 ปีที่แล้วย้อนไปทำอะไรกันอยู่

ป๊อด : "เป็นนักศึกษาครับปี 4 เริ่มทำอัลบั้ม ปี 3 คือเริ่มก่อตั้งวง เราตั้งชื่อกันว่า โมเดิร์นด็อกแต่แรกเลย"

เมธี : "เรารวมตัวกับเพื่อนที่อยู่ในจุฬาฯ เริ่มจากการประกวดโค้กมิวสิคอวอร์ด"

ป๊อด : "โค้กเป็นการแข่งขันระดับมหาวิทยาลัยซึ่งทำการคัดเลือกระหว่างภายในมหาวิทยาลัย ก่อนจะข้ามไปแข่งกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ ต้องชนะเลิศของมหาวิทยาลัยก่อน ก็เริ่มจากผมไปชวนเพื่อนๆ ที่รู้จักในจุฬาฯ โป้งผมรู้จักมาตั้งแต่ป.1 ส่วนเมธีป้องไปตามมาให้ (หัวเราะ)"

หลังประกวดเสร็จ ก็เข้ามาอยู่กับพี่สุกี้ที่เบเกอรี่มิวสิคเลยหรือเปล่า

ป๊อด : "ใช่ครับ เราเข้าไปติดต่อเพราะว่าอยากทำงานกับเขาตอนนั้น พี่สุกี้โปรดิวซ์วงทีเคโอวงแร็พวงแรกของประเทศไทย และผลงานก็เข้าตาพวกเรา (หัวเราะ) เราก็เลยเข้าไปทาบทามอยากทำงานกับเขา เอาผลงานของเราเข้าไปเสนอว่าเราอยากทำงานกับเขา"

นับว่ามั่นใจเหมือนกันนะกับวงดนตรีเด็กนักศึกษาน้องใหม่ อยู่ๆ เดินเข้าไปบอกค่ายว่าฉันอยากทำงานกับเธอ
ป๊อด : "ไม่นะตอนนั้นไม่ได้คิดเรื่องมั่นใจหรืออะไร แค่คิดว่าคนเนี่ยเราอยากทำงานด้วย รู้สึกว่าคนนี้เหมาะสมที่จะทำงานกับเรา"

เคยเอาผลงานส่งค่ายใหญ่ยุคนั้นหรือเปล่า

ป๊อด : "ไม่เคยเลยครับ เราไม่ได้คิดว่าค่ายใหญ่ค่ายเล็กเราคิดว่าเราอยากทำกับใคร ไม่ได้คิดว่าจะทำงานกับค่ายใหญ่ สมมติคุณสุกี้ถ้าคนนี้ทำงานค่ายใหญ่เราก็จะส่งค่ายใหญ่เพราะคุณสุกี้อยู่ที่นั่น"

หลายคนจะบอกว่า โมเดิร์นด็อก เป็นวงดนตรีนึงที่เปลี่ยนวงการเพลงไทย จากยุคหนึ่งเข้าสู่ยุคอัลเทอร์เนทีฟดนตรีทางเลือกอย่างแท้จริง

โป้ง : "ช่วงนั้นยังไม่มีวงที่ทำเพลงแบบนี้ในเมืองไทย ช่วงจังหวะที่เราทำมันคงพอดีกับที่เป็นวงแรกที่ทำดนตรีทางเลือก จังหวะมันเลยโดนคน คือคนอาจจะเบื่อแนวดนตรีหลักในช่วงนั้นพอดีมันก็เลยทำให้เกิดกระแสแบบนี้ตามมา ก็ไม่รู้เหมือนกันจะพูดได้หรือเปล่าว่าเราเป็นผู้บุกเบิก"

ก่อนที่จะทำอัลบั้มออกมาคาดหวังมั้ย หรือแค่อยากจะทำเพลงไม่ได้คาดหวังเสียงตอบรับ

โป้ง : "เราไม่เคยคาดหวังอะไรเลยตั้งแต่ประกวดแล้ว ไม่เคยคาดหวังว่าจะได้เราแค่อยากจะเล่นดนตรีแค่นั้นเอง แต่พอประกวดแล้วมันก็เป็นสเต็ปมาเรื่อยๆ พอประกวดชนะก็อยากจะทำเพลงเป็นของตัวเอง พอทำเพลงเป็นของตัวเองก็อยากทำอัลบั้มต่อไป ก็มากันเรื่อยๆ จนถึงวันนี้"

เมธี : "จริงๆ ตอนทำเรารู้สึกว่าเพลงไทยมันมีอยู่ 2 แบบ 3 แบบมีแค่แบบนี้ เราก็เลยรู้สึกอยากจะสร้างทางเลือกให้กับคนฟังซึ่งเป็นทางเลือกเล็กๆ เราไม่ได้คิดหรอกว่าต่อมามันจะกลายเป็นกระแสหลักจนมาถึงทุกวันนี้"

เพลงแรกที่ปล่อยออกมาจำได้มั้ยคะ

เมธี : "บุษบา" (ต่อจากนั้นทั้ง 3 คนก็ถกเถียงรำลึกความหลังกันสักพักว่าเพลงแรกปล่อยมาแค่เพลงเดียวหรือเสร็จแล้วทั้งอัลบั้ม เมธีบอกเพลงเดียว โป้ง ป๊อดบอกเสร็จแล้วทั้งอัลบั้ม สุดท้าย โป้ง ค้นหาข้อมูลแล้วพบว่า ข้อมูลของตนและป๊อดถูกต้องแล้ว)

สมัยก่อนเวลาปล่อยเพลงเขาทำกันยังไงคะ
ป๊อด :
"เราไปที่ฮอตเวฟ ป๋าเต๊ด ยุทธนา จัดรายการ เรายังไปนั่งสัมภาษณ์ ที่พื้นห้องส่งแคบมากไม่มีเก้าอี้ พวกเราก็เลยต้องลงไปนั่งกับพื้นเหมือนกินข้าวกับพื้นน่ะครับ นั่งล้อมวงแล้วเอาไมโครโฟนมาวางตรงกลางเป็นประสบการณ์แรกๆ ของวงโมเดิร์นด็อกเลย"

พอปล่อยออกมาแล้วก็ได้รับผลตอบรับที่ดีมากใช่ไหมคะ

โป้ง : "ไม่นะ ไม่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากทันที เงียบเลยแหละ เรียกว่ากริบ มาตูมตามตอนที่ไปออกรายการทไวไลท์โชว์หลังจากนั้นทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหมด"

แล้วที่มาของเพลงก่อน เพลงในตำนานของโมเดิร์นด็อกมาได้ยังไง

ป๊อด : "ก็มีเย็นวันหนึ่งตอนที่เราซ้อมกันปกติ อยู่ๆ พี่สุกี้ก็หยิบกีตาร์ขึ้นมาบอกว่ามีเพลงอยู่เพลงนึงพี่พราย ปฐมพร เป็นคนแต่ง ตอนนั้นพี่พรายกับพี่สุกี้ทำงานร่วมกัน แล้วพี่สุกี้ก็บอกว่าเพลงก่อนเนี่ยเขาขอมา แล้วก็เล่นให้เราฟัง ฟังครั้งแรกพวกเราก็ประทับใจมาก ก็เลยขอใช้เพลงนี้จากพี่พรายอย่างเป็นทางการ ตอนนั้นเพลงก่อนของพี่พรายยังไม่มีการบันทึกเสียง เป็นเพลงที่เล่นกีตาร์โปร่งกันธรรมดาพอพวกเราขออนุญาตพี่พลายอย่างเป็นทางการ ก็เอามาบันทึกเสียงลงในอัลบั้มชุดแรก" (ฟังเพลงก่อน)

ยิ่งปล่อยเพลงก่อนออกมาก็ยิ่งตอกย้ำความโด่งดัง ตั้งตัวติดหรือเปล่าจากวงดนตรีนักศึกษาที่ทำเพลงเพื่อความสนุกเปลี่ยนมาเป็นวงดนตรีที่ทำให้เพื่อธุรกิจ

ป๊อด : "มันถือเป็นปรากฏการณ์ในชีวิตเราเลยที่ออกงานชิ้นแรกและผลตอบรับดีมากขนาดนี้ก็ถามว่าตั้งตัวติดไหม มีความอึ้ง คือเราใช้ชีวิตกับมันเพียงแค่เจ็ดเดือน เราใช้ชีวิตตั้งแต่อัลบั้มนี้ออกแล้วปล่อยให้มันทำงานให้กับเราเจ็ดเดือนกับสามวัน วันที่เล่นคอนเสิร์ตสุดท้ายคือเดือนเมษายน กันยายนปีก่อนคือเดือนที่เราปล่อยอัลบั้ม ครั้งสุดท้ายเมษายนเป็นคอนเสิร์ตที่สนามกองทัพบกเป็นคอนเสิร์ตที่ใหญ่ที่สุดของพวกเราคนดูประมาณ 20,000 คน หลังจากนั้นก็แยกย้าย"

ทำไมตัดสินใจอย่างนั้นหรือเพราะช่วงนั้นมีเรื่องเทปผีซีดีเถื่อนเข้ามาแล้ว เลยเซ็ง

ป๊อด : "ไม่ ไม่มีเลยตอนนั้นแค่คิดอย่างเดียวว่าพอ"

ทำไมไม่น้ำขึ้นแล้วรีบตัก
ป๊อด : "ไม่รู้เหมือนกัน งงอยู่ (หัวเราะลั่น)"

ด้วยความติสต์ของพวกคุณหรือเปล่า
ป๊อด : "(พยักหน้า) ติสต์ๆ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะไม่ติสต์ (หัวเราะ)"

เมธี : "ตอนแรกเราไม่ได้คาดหวังว่ามันจะต้องเป็นอาชีพ เราทำเพราะใจรัก พอป๊อดบอกว่าป๊อดจะไปเรียนต่อต่างประเทศ ผมกับโป้งก็ยังเรียนอยู่ โดยพื้นฐานเราต้องกลับไปเรียนหนังสืออยู่แล้ว ดังนั้นต่างคนก็เลยต้องกลับไปทำอะไรที่ต้องทำ"

โดยพื้นฐานอารมณ์ศิลปินอยู่แล้วพอดังแล้วแรงกดดันได้หรือเปล่า เลยแยกย้ายเลย

ป๊อด : "ใช่ ผมว่าในช่วงเวลานั้นเราใช้เอเนอร์จี้ต่อโชว์ไม่ว่าจะโชว์เลยโชว์ใหญ่เราซัด 500 ถึง 1000% เพราะฉะนั้นเราเลยรู้สึกว่าเราเต็มที่กับโมเมนต์นั้นไปแล้ว เราใส่หมด หลังจากนั้นการที่จะมาเล่นเพลงซ้ำๆ ร้องเพลงก่อนซ้ำๆ ในทุกเวทีเหมือนๆ เดิมไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ เพราะเราไม่ได้มองว่านี่คืออาชีพ เพราะตอนที่เราทำเราเป็นนักศึกษาที่ทำเอามัน พอมันเกินความมันแล้วน่ะแหละ เราเลยไม่เอา"

ไม่เสียดายเหรอตอนนั้น

ป๊อด : "ไม่เลย (เน้นเสียง) ไม่เลยจริงๆ แล้วเราคิดว่าเพราะวันนั้นเป็นแบบนั้น ทำให้เราเป็นอย่างนี้ในวันนี้ เราจึงอยู่มาได้จนทุกวันนี้"

โป้ง : "ตอนนั้นเราไม่ได้คิดว่าเราเป็นไอดอลของวัยรุ่นอะไรเลย เราเล่นดนตรีเพื่อเอาสนุกกันเท่านั้น ผมไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองดังหรือมีชื่อเสียง ตอนนั้นที่เฟดออกมาแค่รู้สึกว่าเราต้องไปเรียนต่อมันก็คือต้องเรียนต่อ พอไปเรียนแล้วเราถึงได้รู้ว่าเพลงที่มันทำงานอยู่มันค่อยๆ มีมวลที่มันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ มีอะไรที่มันตามมา ซึ่งส่วนตัวเราแล้วเราไม่ได้รู้สึกอะไรถึงโมเมนต์พวกนั้นเลย"

ป๊อด : "ใช้อ่านจดหมายที่เมธีเขียนส่งมาเอา (หัวเราะ) สมัยนั้นปีสามแปดยังไม่มีอีเมลโทรศัพท์ก็นาทีละ 60 บาท เมธีก็จะเขียนมาเล่าว่าเป็นยังไงบ้าง"

โป้ง : "บางเมธีส่งเทปมาให้เป็นกล่องใหญ่ๆ แต่ไม่เขียนอะไรมาเลย (หัวเราะ)"

ภูมิใจหรือเปล่าที่วงดนตรีรุ่นน้อง ยุคต่อๆ ไปออกเพลงมาโดยมีเราเป็นแรงบันดาลใจ

โป้ง : "ภูมิใจครับ" 
ป๊อด : "รู้สึกดีครับ แต่หลังจากหยุดเราก็ไม่หายไปนะ ตอนอยู่เมืองนอกเราก็ทำงานเพลงของเรานั่นแหละเพราะยังไงเราก็ต้องทำชุด 2 เพราะเซ็นสัญญาไว้ว่าทำ 2 อัลบั้ม"

แล้วชุดสองเป็นอย่างไรบ้าง
ป๊อด : "ฉีกออกไปจากชุดแรกเลยเหมือนวงใหม่เพิ่งออกเทปอีกชุดเลย (หัวเราะ)"

เมธี : "ผลตอบรับก็โอเคนะยอดขายก็ 200,000-300,000 เพลงก็ติดชาร์ต แต่ถ้าไปเทียบกับอัลบั้มแรกคนก็จะหาว่าเราเฟลแล้วไม่ประสบความสำเร็จ แต่เราเองรู้สึกว่าเราทำเพลงอิเล็กทรอนิกส์ขนาดนี้ แต่ผลตอบรับยังได้ขนาดนี้เราถือว่าเราประสบความสำเร็จ"

ป๊อด : "อัลบั้มนั้นมีเพลงติ๋มเป็นเพลงมวลชน (หัวเราะ) เป็นเพลงที่เข้าถึงคนฟังได้มากที่สุด"

คิดว่าถ้าโมเดิร์นด็อกมาเกิดในยุคนี้จะประสบกับความสำเร็จอย่างนี้ไหม

ป๊อด : "ความลงตัวอะไรหลายๆ อย่างอาจจะไม่เท่ากับตอนนั้นนะ มันเป็นเรื่องของวงการเพลงในตอนนั้นทางเลือกมันยังไม่เยอะเท่าทุกวันนี้ เพลงยังเป็นอะไรที่มาจากแกนหลักๆ เราเข้ามาในจังหวะนั้นมันเลยเป็นเหมือนการเปิดทางใหม่ถ้าเป็นยุคนี้สิ่งที่มันเป็นอยู่มันมีความหลากหลายมากอยู่แล้วผลตอบรับของเราอาจจะออกมาอีกแบบหนึ่ง"

ปัจจุบันคิดว่าวงการเพลงไทยยังมีอนาคตไหม

ป๊อด : "มีสิครับ วงการเพลงยังเหมือนเดิมเพียงแค่ช่องทางในการรับฟังมันเปลี่ยนไปแล้วไม่ต้องไปยืนรอซื้อเทปที่แผงเทปเท่านั้นเอง มีคอมพิวเตอร์เปิดฟัง"

เมธี : "เพลงที่ออกมาทุกวันนี้ก็มีหลากหลาย เด็กรุ่นใหม่เขาอาจจะฟังเพลงเยอะ เขามีโอกาสได้ฟังเพลงมากกว่ารุ่นเรา สมัยก่อนอยากจะฟังเพลงอะไรสักทีถ้าจะต้องฝากเพื่อนที่ไปเมืองนอกซื้อกลับมาแต่สมัยนี้เขามีให้เลือกฟังเยอะแยะ เปิดยูทูบได้เลย"

โป้ง : "จริงๆ ด้วยความที่สื่อมันไม่เหมือนกับเมื่อก่อน คนทำกับคนฟังเขาสามารถสื่อสารกันได้ง่ายขึ้นฉะนั้นเพลงมันก็เลยเหมือนของฟรีที่ใครๆ ทำแล้วก็แจกได้ มันก็นับเป็นทางเลือกที่ดีในการนำเพลงสู่ผู้ฟัง"

แต่การทำในรูปแบบของค่ายเพลงก็ยากขึ้นใช่ไหม

ป๊อด : "ทั้งนี้ทั้งนั้นมันต้องลงไปที่เพลงนั้นๆ จริงๆ นะ คนเรายังต้องการเพลงไพเราะที่ตอบสนองเรื่องของเนื้อหา ทำนองดนตรีที่ประทับใจ ส่วนนี้ยังคงอยู่ มันยังไม่ถูกทำให้หายไปไหนหรอก"

แต่ไม่สามารถทำเป็นอาชีพได้?
เมธี : "ส่วนใหญ่ตอนนี้นักดนตรีที่จะยืนระยะได้ยาวๆ เลยเขามักจะเป็นคนที่มีอาชีพอื่นด้วย ส่วนใหญ่จะเป็นฟรีแลนซ์เขาจะทำงานอะไรสักอย่างแล้วก็ทำเพลงไปด้วย ซึ่งมันก็มีข้อดีข้อเสีย ข้อดีตรงที่ว่ายังไงเขาก็อยู่ได้เพราะเขามีงานอื่นรองรับสามารถทำเพลงอย่างมีอิสระ แต่ข้อเสียคือเวลาส่วนใหญ่มันก็หมดไปกับงานประจำ ดนตรีมันก็ถูกเล่นกันน้อยลง"

นี่คือเหตุผลที่ โมเดิร์นด็อก ไม่ค่อยปล่อยงานออกมาใหม่ๆ กันใช่ไหม

ป๊อด : "อัลบั้มชุดล่าสุด ใช้เงิน 2 ล้านบาททีนี้เราก็คิดว่าถ้าเราปล่อยวันนี้เช้า พอตอนเย็น 2,000,000 ก็กลายเป็นอากาศแล้ว เราก็เลยคิดว่าเราปล่อยแค่ 200,000 แล้วกันเนอะปล่อยเป็นเพลงดีกว่า ทำครั้งเดียวนี่แหละแต่ทยอยปล่อยไปดีกว่า"

โมเดิร์นด็อก22 คอนเสิร์ตครั้งนี้มีอะไรพิเศษบ้าง

ป๊อด : "ก็จะเป็นการรวบรวมความเป็นโมเดิร์นด็อกทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้นถึงปัจจุบันนำเพลงที่เราคัดเลือกแล้วว่าเป็นชิ้นดี และน่าสนใจที่สุดออกมาให้ดูฟัง และโปรดักชั่นการนำเสนอจะแตกต่างจากการที่เราไปเล่นตามเฟสติวัล เพราะอย่างนั้นเวลาเราไปเล่นเราจะตอบโจทย์ตามสถานการณ์นั้นๆ แต่ครั้งนี้คือสิ่งที่เราเลือกสรรมาจริงๆ ว่าเป็นตัวตนของเรา มีทั้งเพลงฮิตและก็เพลงดีๆ ที่ซ่อนอยู่ เพราะเราโตขึ้น (หัวเราะ) ใช้คำว่าโต (หัวเราะลั่น) คือเรามีความเข้าใจ ที่จะเลือกสรรเพลงให้เหมาะกับคอนเสิร์ตไซส์ อิมแพ็ค อารีน่า แล้วคิดว่าน่าจะมีแฟนเพลงหลากหลายทั้งแฟนรุ่นแรกหรือว่าแฟนรุ่นใหม่ เพราะฉะนั้นแต่ละคนก็จะมีเพลงที่ประทับใจหรือโหมดของเพลงที่ตัวเองโดนแตกต่างกัน"

เมธี : "เป็นครั้งแรกที่เราเล่นอิมแพ็คอารีน่า ปกติเราไม่เคยเล่นสเตเดียมที่เป็นสเกลใหญ่ขนาดนี้ แต่ครั้งนี้เป็นการเหมือนเฉลิมฉลองของพวกเรา 22 ปีมันจึงพิเศษมากจริงๆ คือทุกครั้งก็พิเศษมาตลอดนะแต่ครั้งนี้ก็ยัดเข้าไปอีก จริงๆ วงเรายังมีอีกหลายด้านคนอาจจะคิดว่าวงเราต้องกระโดดแต่เรายังมีโมเมนต์อื่นอีก"

โป้ง : "ปกติแล้วบางเพลงเราก็ไม่สามารถเอาไปเล่นในคอนเสิร์ตตามเฟสติวัลได้หรือในสถานที่จะโชว์ได้ เพราะมันอาจจะไม่เหมาะสมกับกลุ่มคนที่เขาเข้ามาดู แต่ครั้งนี้เป็นแฟนของเราจริงๆ ตั้งใจมาดู เราจึงมีเพลงที่ไม่ค่อยได้เล่นมาโชว์แทนที่จะมีแต่เพลงที่ได้ยินกันบ่อยๆ และครั้งนี้ยังมีโปรดักชั่นที่มันช่วยทำให้ทุกอย่างที่มันลงตัวมากกว่าครั้งคอนเสิร์ตอื่นๆ"

ป๊อด : "แต่ก็ยังมีโดดเหมือนเดิมนะครับ เราเอาเก้าอี้ของพื้นในส่วนของการยืนออกไปหมดเพื่อให้กระโดดได้เต็มที่ จะได้ไม่ต้องมีเก้าอี้มันเป็นตัวขวางกั้นความมัน คอนเสิร์ตโมเดิร์นด็อก 22 จะมีขึ้น 18 มีนาคมนี้ ซื้อบัตรกันได้แล้วนะครับที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ (ยิ้ม)"

บนเส้นทางเติบโตของ โมเดิร์นด็อก 22 ปี ที่ผ่านวันนี้คงพูดได้เต็มปากเลยว่า ของจริงบางครั้งไม่จำเป็นต้องพูดเยอะ.

หากถามถึงวงดนตรีในเมืองไทยที่ถูกยกเป็นตำนาน ถึงขนาดที่จะบอกว่าพวกเขาคือวงดนตรีที่นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่วงการเพลงไทย ชื่อของ โมเดิร์นด็อก คือหนึ่งในชื่อแรกที่ผุดขึ้นมา พวกเขาคือความมหัศจรรย์ของวงการเพลงไทย 22 ปีของการเดินทางสร้างปรากฏการณ์มากมาย 2 ก.พ. 2560 17:04 ไทยรัฐ