วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โกงแบบวงศาคณาญาติ

กฎหมายปราบปรามการทุจริต 7 ชั่วโคตรกลับมาอีกครั้ง เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เปิดเผยว่า ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับส่วนรวม ผ่านการพิจารณาเรียบร้อยแล้ว และส่งให้คณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาต่อไป แต่ไม่ใช่กฎหมาย 7 ชั่วโคตร เพราะแก้ไขให้ลดเหลือเพียง 3 ชั่วโคตร

เป็นร่างกฎหมายที่มาจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีหลักการสำคัญคือถ้ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐและ “ญาติ” กระทำการที่เรียกว่า “ผลประโยชน์ทับซ้อน” เช่น ห้ามกำหนดนโยบาย หรือเสนอกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ต่อกิจการของตน คู่สมรส หรือบิดามารดา ห้ามรับหรือแทรกแซงการรับสัมปทาน จากหน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ

กฎหมายฉบับนี้ใช้บังคับกับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. ข้าราชการการเมืองอื่นๆ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ดำรงตำแหน่งตามที่ ป.ป.ช.กำหนด รวมเรียกว่า “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ส่วนญาติที่ถูกห้ามด้วยมี 3 ชั่วคน ได้แก่ บุพการีคือ พ่อแม่ ผู้สืบสันดานหรือบุตร และคู่สมรส และยังห้ามใช้ทรัพย์และสิ่งอำนวยความสะดวกของรัฐ เพื่อประโยชน์ส่วนตัว

เดิมที ร่างกฎหมายฉบับนี้เรียกกันว่า “กฎหมาย 7 ชั่วโคตร” เสนอโดยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เมื่อประมาณปี2550 ให้คำจำกัดความของคำว่า “ญาติ” ถึง 7 ชั่วโคตร รวมถึงคู่สมรสของบุตร พี่น้องร่วมบิดามารดา คู่สมรสของพี่น้อง บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย ของคู่สมรส แต่มีผู้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ จึงเงียบหายไป

ร่างกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการกฤษฎีกา อาจเรียกได้ว่าเป็นกฎหมายปราบการทุจริต 3 ชั่วโคตร ไม่ใช่กฎหมายปราบโกงโดยตรง แต่เป็นกฎหมายส่งเสริมการป้องกันการคอร์รัปชัน โดย เฉพาะการสมคบกันโกงกินในหมู่วงศาคณาญาติ ซึ่งมีให้เห็นกันบ่อยๆในสังคมไทย จนถูกประณามว่า “โกงทั้งโคตร” จึงต้องป้องกันด้วยกฎหมายห้ามญาติ

สังคมไทยเป็นสังคมที่ยึดมั่นในระบบอุปถัมภ์อย่างเหนียวแน่น เมื่อไม่นานมานี้ คณะกรรมาธิการของ สนช. หรือ สปท. ได้ทำการศึกษาและเสนอแนะมาตรการแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ เพราะเป็นต้นตอและเป็นอุปสรรคสำคัญในการแก้ไขปัญหาการทุจริต เช่น กรณีที่ญาติพี่น้องของผู้มีอำนาจถูกกล่าวหา มักจะมีการลูบหน้าปะจมูก ตรวจสอบแค่เป็นพิธี

กฎหมายปราบการทุจริต 3 ชั่วโคตร จึงกลับมาอีกครั้ง และเชื่อว่าน่าจะผ่านความเห็นชอบของสภา ถ้าไม่มีปัญหาการเมืองแทรก แต่การมีกฎหมายดีๆ อย่างเดียวยังไม่พอ จะต้องมีระบบการตรวจสอบที่เป็นอิสระ การบังคับใช้กฎหมายที่จริงจัง โปร่งใส ตรงไปตรงมา ไม่เลือกปฏิบัติ หรือลูบหน้าปะจมูก มิฉะนั้นจะไร้ประสิทธิภาพ เหมือนหลายๆฉบับที่มีอยู่.

2 ก.พ. 2560 12:03 ไทยรัฐ