วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ขออิสรภาพลูก แม่ไผ่หัวโขกกำแพง

‘บิ๊กตู่’ลุยเวิร์กช็อปปยป. ปชป.ฉะขรก.กินหนักข้อ

“บิ๊กตู่” ถกเวิร์กช็อป ป.ย.ป. เคาะตั้งต้น 27 วาระด่วนเดินเครื่องปฏิรูป ปัดทอดเวลาหวังอยู่ยาว “โภคิน” ขอความจริงใจเปิดอกพูดคุย “เต้น” ติง “ประยุทธ์-ประวิตร” อย่ารีบตั้งธงปิดทางเดิน “นิพิฏฐ์” สะกิดรัฐบาลจะปรองดอง อย่ามัวแต่ด่านักการเมืองโกงฝ่ายเดียว แฉ ขรก.ยุค คสช.งาบงบยุทธศาสตร์หนักข้อกว่าเดิม ท้า มท.อยากได้ข้อมูล คุยหลังไมค์ยินดีเปิดเผยให้ “วัฒนา” เย้ยนายกฯไม่กล้ารับเป็นเจ้าภาพสอบสินบนโรลส์รอยซ์ ผวาสาวไปโดนพวกเดียวกัน ป.ป.ช.ยังไม่ตั้งอนุ กก.สอบสินบนฉาว อ้างรอเอกสารที่ถูกต้องจากอังกฤษ “วัชระ” จี้ “พรเพชร” ตามล้างตามเช็ดเงินใต้โต๊ะซีซีทีวีรัฐสภา เลขาฯสภายันผลสอบจัดซื้อไม่พบทุจริต 4 ตัวแทนสื่อไขก๊อกอนุ กมธ.ฯ สับ สปท.แก้หลักการ ก.ม.ย้อนยุคเผด็จการ “แม่ไผ่ ดาวดิน” ร่ำไห้วิ่งเอาหัวโขกกำแพงร้องขออิสรภาพให้ลูก ศาลขอนแก่นสั่งฝากขังต่อผัดที่ 6

จากกรณีที่รัฐบาล คสช.เร่งจัดทำกรอบการปฏิรูปประเทศ เดินหน้ายุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งมีเรื่องการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันรวมอยู่ด้วย ขณะเดียวกัน มีการเปิดเผยข้อมูลการจ่ายสินบนในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจของไทย ขยายวงกว้างออกไปไม่หยุด ล่าสุดนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่ามีข้อมูลพบว่างบประมาณยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด ถูกเรียกชักเปอร์เซ็นต์มากกว่าเดิม

“บิ๊กตู่” นั่งหัวโต๊ะเวิร์กช็อป ป.ย.ป.

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 1 ก.พ. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือเวิร์กช็อป ป.ย.ป.โดยมีรองนายกฯ 6 ด้าน นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในฐานะเลขานุการ ป.ย.ป.นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) รองประธาน สนช. ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) รองประธาน สปท. ตัวแทนคณะกรรมาธิการทุกคณะของ สปท.และ สนช. นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขานุการคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) พร้อมด้วยนายอำพน กิตติอำพน ผอ.สำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี (พีเอ็มดียู) เข้าร่วม

ลั่น ปท.ต้องเดินหน้าถอยหลังไม่ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการประชุม เวลา 08.30 น. นายสุวิทย์ พร้อมด้วยประธาน สนช.และประธาน สปท. ได้ขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อซักซ้อมวาระประเด็นต่างๆในการประชุมเวิร์กช็อป ป.ย.ป. ก่อนการประชุม ผู้สื่อข่าวได้ถามนายกฯว่า การประชุมวันนี้จะเห็นความคืบหน้าและเห็นเป็นรูปเป็นร่างหรือไม่ นายกฯพยักหน้าพร้อมกล่าวเพียงสั้นๆว่า “มันต้องเป็นรูปธรรม ประเทศจะถอยหลังได้อย่างไร ก็ต้องเดินหน้า”

เคาะตั้งต้น 27 วาระเร่งด่วน

ต่อมาเวลา 12.30 น. นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ แถลงผลการประชุมว่า ที่ประชุมได้จัดลำดับความสำคัญการปฏิรูป แก้ปัญหาความซ้ำซ้อน เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และการปฏิรูปที่นำวาระของ สปท. และของนายกฯมาจัดลำดับความสำคัญ กลั่นกรองแล้วเหลือเบื้องต้น 27 วาระสำคัญ แบ่งเป็น 1.กลไกภาครัฐ 9 วาระ ได้แก่ ปฏิรูปงบประมาณ/ การคลัง การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ปฏิรูปกระจายอำนาจ บริหารรัฐที่ต้องเปิดเผยข้อมูล การควบคุมและการตรวจสอบอำนาจรัฐ การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม ศาลป้องปรามการทุจริตและวิธีพิจารณาคดีป้องปรามการทุจริตการคุ้มครองติดตามทรัพย์สินของแผ่นดินจากการทุจริต 2.การปฏิรูปคนว่าด้วยการปฏิรูปกฎหมายการศึกษา แรงงาน หลักประกันสุขภาพ และผู้สูงอายุ 3.เครื่องมือพัฒนาฐานราก อาทิ เกษตรพันธสัญญา ประกันภัยการเกษตร ธนาคารที่ดิน 4.เศรษฐกิจอนาคตอย่างเศรษฐกิจทัล (สื่อ) และโครงสร้างพื้นฐาน และที่ประชุมยังเสนอเพิ่มการปฏิรูปการบริหารในระดับท้องถิ่นและการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งจะนำไปพิจารณาอีกครั้ง

ผุด 4 อนุ กก.จัดทัพปฏิรูป

นายสุวิทย์กล่าวว่า คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ จะช่วยกลั่นกรองและผลักดันวาระปฏิรูปเร่งด่วน 27 วาระ รวมถึงวาระการปฏิรูปจากรัฐธรรมนูญ และวาระการปฏิรูปอื่นที่สำคัญ ทั้งนี้ ได้ตั้ง 4 คณะอนุกรรมการขึ้นมาจัดทัพ คือ 1.คณะอนุกรรมการจัดเตรียมพิมพ์เขียวของวาระการปฏิรูป 2.คณะอนุกรรมการทำงานประสานกระทรวงเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูป 3.คณะอนุกรรมการสร้างการรับรู้และสร้างการมีส่วนร่วม และ 4.คณะอนุกรรมการติดตามและประเมินผล รวมถึงจะเร่งพิจารณาเชิญผู้ทรงคุณวุฒิเข้ารวมเป็นกรรมการในป.ย.ป. ส่วนคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองคืบหน้าไปมาก ทั้งกรรมการและเวทีพูดคุย ที่ไม่ใช่เฉพาะนักการเมือง กลุ่มการเมืองเท่านั้น แต่จะเป็นเวทีที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น

แจกการบ้าน สนช.ล้างท่อ ก.ม.

ด้านนายพรเพชร กล่าวว่า ภารกิจของ สนช.ในช่วงที่เหลือตามโรดแม็ปของรัฐบาลคืองานนิติบัญญัติ ที่ต้องพิจารณากฎหมายจาก 3 แหล่ง คือกฎหมายที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติกำหนดไว้ 10 ฉบับ ต้องทำให้เสร็จภายใน 8 เดือน กฎหมายสำคัญ 2 ฉบับคือ พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติและร่าง พ.ร.บ.ปฏิรูปประเทศ ต้องทำให้เสร็จภายใน 4 เดือน รวมถึงกฎหมายปกติเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินในวาระเร่งด่วนของรัฐบาล เหลืออยู่ประมาณ 30 ฉบับ ทำให้ สนช.ต้องเปลี่ยนกลยุทธ์การทำงานจากที่เคยตั้งรับเปลี่ยนเป็นฝ่ายรุก ดูหลักการกฎหมายแต่ละฉบับ ดูความคิดเห็นเพื่อจะได้รู้ล่วงหน้า และพิจารณาได้รวดเร็วขึ้น

นายกฯย้ำไม่ได้ยืดเวลาอยู่ยาว

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.แถลงว่า แม่น้ำ 5 สายได้มารับทราบปรับความเข้าใจกันในการปฏิรูปประเทศ วางยุทธศาสตร์ชาติทั้งหมดในการทำงานของ ป.ย.ป. ให้เป็นเป้าหมายเดียวกันวิธีการเดียวกัน วันนี้มีสปท.-ป.ย.ป.ทำงานเป็นสองแท่งลงไปสู่ข้างล่าง ที่มี ป.ย.ป.เพื่อให้กิจกรรมเร่งด่วนทำได้เร็วขึ้น เดิมมันติดขัดต้องปลดล็อกให้ได้ ทุกคนต้องเรียนรู้ตรงนี้อย่าปวดหัว เพราะสิ่งที่ทำมาไม่ใช่ง่ายนักและไม่ยากนักถ้าเราร่วมมือกัน สานต่อที่เราทำมา 2 ปีครึ่งกับที่เราจะทำอีก 1 ปี และส่งต่อไปยังรัฐบาลต่อไป เป็นสิ่งที่ตนและรัฐบาลพยายามทำ คิดตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาตลอด ไม่ใช่ว่าจะมาทำเมื่อนั่นเมื่อนี่เพื่อทอดเวลาไม่ใช่ ร่างรัฐธรรมนูญออกมาตามเวลา กฎหมายลูกสำคัญ 10 ฉบับก็ต้องทำ ไม่ใช่จะไปลดเหลือ 2 ฉบับให้มันเร็วอย่างนั้นตนว่าประเทศชาติน่าอันตราย ถ้าทำ 10 ฉบับจบในเวลากำหนดได้ก็โอเค ไม่ได้จะทำอย่างไรพวกเราก็ตัดสินก็แล้วกัน ตนไปสั่งอะไรไม่ได้ เดี๋ยวจะกลายเป็นว่ารัฐบาลอยากจะอยู่ต่อนานๆไม่ใช่เลยๆ ตนพยายามทำตามเวลาที่มีอยู่ไม่เช่นนั้นไม่ตั้งคณะขึ้นมาให้วุ่นวายอยู่ขณะนี้หรอก

โอ่ ขรก.พอใจแนวทางปฏิรูป

ผู้สื่อข่าวถามข้าราชการประจำพอใจกับการปฏิรูปของรัฐบาลหรือไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า “เขาบอกว่าเขาพอใจเพราะรัฐบาลให้โอกาสแสดงความคิดเห็นในแต่ละแผนงานโครงการที่เขาต้องการจริงๆ ที่ผ่านมาเขาเคยทำ แต่ไม่ค่อยได้รับการปฏิบัติเท่าใดนัก แต่ในวันนี้ผมเข้ามาแก้และให้นโยบายไป เขาก็ทำขึ้นมา และเมื่อทำมาแล้วเขาก็เสนอขึ้นมาได้ ผมฟังมาจากผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 10 ภาค 20 คนเขาก็บอกว่าดี เป็นแบบที่เขาสบายใจ ก็เขามีศักดิ์ศรีไง เข้าใจกันหรือไม่ อย่าทำลายศักดิ์ศรีกันให้มากนักเลย”

“วิษณุ” เผยจ่อใช้ ม.44 ย้าย ตร.

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯกล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.มอบหมายให้ดูรายละเอียดการออกคำสั่งตามมาตรา 44 เกี่ยวกับการปฏิรูปตำรวจว่า เป็นเพียงการปฏิรูปตำรวจบางส่วน ไม่ใช่ทั้งระบบ เพราะการปฏิรูปตำรวจทั้งระบบมีการกำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ มาตรา 260 ที่ระบุให้มีคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจขึ้นมา 1 ชุด เป็นผู้ดำเนินการเมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้ แต่ขณะนี้เป็นการปฏิรูปในส่วนเฉพาะหน้าไม่ใช่ถาวร จากนั้นต้องส่งให้คณะกรรมการชุดที่เกี่ยวข้องต่อ เป็นเรื่องเฉพาะหน้าเกี่ยวกับการโยกย้าย ไม่มีพูดเรื่องอำนาจสอบสวน คำสั่งจะออกมาเร็วๆนี้ ไม่ใช่ปรับการแต่งตั้งให้เหมือนทหาร เพราะตำรวจไม่เหมือนทหาร โดยจะหาวิธีการป้องกันการซื้อขายตำแหน่ง แต่อาจทำได้ไม่ทั้งหมด คงต้องกลั่นกรองกันอีกชั้นหนึ่ง ต้องยึดคณะกรรมการตามมาตรา 260 เป็นหลัก ทำให้เสร็จภายใน 1 ปี

ปรามอย่าโยงคดีชุดดำกับปรองดอง

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีศาลอาญาพิพากษาให้ชายชุดดำในเหตุการณ์ชุมนุมปี 2553 จำนวน 2 คน ต้องโทษจำคุก 10 ปีว่าเป็นสิ่งยืนยันว่าชายชุดดำที่ถูกพูดถึงมาโดยตลอดกระทำผิดจริง มีหลักฐานหักล้างการกล่าวอ้างของกลุ่มการเมืองว่าทหารยิงกันเอง จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต ที่กลุ่มการเมืองระบุว่าการชุมนุมวันที่ 10 เม.ย.2553 เป็นการชุมนุมที่สงบปราศจากอาวุธ จึงสวนทางกับความเป็นจริง เพราะศาลได้พิเคราะห์แล้วพบอาวุธปืนหลายประเภท แสดงว่ามีเจตนาร้ายโดยเฉพาะการใช้ยิงทหารที่ขอคืนพื้นที่การชุมนุม รัฐบาลหวังว่าคงไม่มีใครมาแสดงความเห็นเชื่อมโยงกรณีนี้กับการสร้างความปรองดองที่กำลังเดินหน้าอยู่ในทำนองว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงาน เพราะเป็นคนละเรื่องกัน ผู้กระทำผิดต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและรับโทษตามกฎหมาย จำเลยมีสิทธิจะอุทธรณ์ต่อสู้คดี

ปชป.เตือนเลี่ยงการเผชิญหน้า

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เชิญตัวเเทนพรรค การเมืองพรรคละ 10 คน พูดคุยแนวทางการสร้างความปรองดองว่า เห็นด้วยว่า ป.ย.ป.ด้านการปรองดอง ควรจะเป็นหน่วยงานหลักของแม่น้ำ 5 สาย รวบรวมความคิดเห็น นำผลการศึกษาในอดีตมาเป็นส่วนหนึ่งของการแสวงหาวิธีการปรองดอง พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีอะไรขัดข้อง พร้อมให้การสนับสนุนร่วมส่งบุคลากรแสดงความคิดเห็น แต่ควรจะเชิญเป็นรายพรรค ไม่ควรเชิญให้มาพร้อมกัน หากเผชิญหน้าอาจจะเกิดการถกเถียงจนเสียบรรยากาศเริ่มต้นการปรองดอง

“นิพิฏฐ์” สะกิด พท.เคลียร์องค์กรอิสระ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีการเริ่มต้นสร้างความปรองดอง โดยรัฐบาลเป็นเจ้าภาพว่า ภาพรวมวันนี้รัฐบาลเริ่มต้นได้ดี แต่ต้องยอมรับจะสร้างความปรองดองทำยาก อย่างไรเสียจะต้องทำ คงทำไม่เสร็จใน 3- 5 เดือนเเน่ เพราะความขัดแย้งตกผลึกในหัวใจคน กว่าจะทำให้คนหันหน้าเข้าหากัน สามัคคีกันอีกครั้งต้องใช้เวลา เช่น พรรคเพื่อไทยชอบบอกว่าบรรดาองค์กรอิสระสองมาตรฐาน ไม่เป็นธรรม ต้องให้พรรคเพื่อไทยระบายออกมาให้หมด อย่าไปห้ามเขา แต่ต้องให้องค์กรอิสระที่ถูกวิจารณ์ได้อธิบายด้วยว่าเป็นไปตามที่พูดหรือไม่ ให้สองฝ่ายพูดคุยเคลียร์ใจอย่าปล่อยไว้ ส่วนกรณีที่รัฐบาลยังไม่ส่งสัญญาณปลดล็อกพรรคการเมืองไม่ขัดข้อง เชื่อว่า คสช.จะปลดล็อกให้ ถ้าได้พูดคุยกับพรรค การเมืองไปสักระยะ เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ก่อนการเลือกตั้ง คสช.อย่ามุ่งเเต่จะคุยกับนักการเมือง อย่าลืมคุยกับประชาชนด้วย เพื่อพลิกสถานการณ์ให้ประชาชนหันมากำกับพรรคการเมือง ต่อไปจะได้ไม่มีใครไปปลุกปั่น ปลุกมวลชนได้ คุยกับนักการเมืองได้ผลอย่างไรต้องบอกประชาชนให้รับรู้

แฉ ขรก.งาบหัวคิวงบยุทธศาสตร์

นายนิพิฏฐ์กล่าวว่า วันนี้ถ้ารัฐบาลโดนว่าให้เงียบไว้ เพื่อลดภาพความขัดเเย้ง อย่าลงไปร่วมวงเป็นคู่กรณีเสียเองเด็ดขาด พยายามเลี่ยงด่า ตอบโต้กับนักการเมือง โดยเฉพาะเรื่องการทุจริตอย่ากล่าวหา ว่านักการเมืองโกงเเต่ฝ่ายเดียว ต้องยอมรับว่าข้าราชการก็มีส่วนด้วย ตนไม่ได้กล่าวหาใครลอยๆ เพราะทุกเช้าตนนั่งจิบกาเเฟคุยกับหัวหน้าส่วนราชการ ได้ข้อมูลว่างบประมาณยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด ที่การเบิกจ่ายจะเเบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.งบกลุ่มจังหวัด จะใช้กรณีที่หลายจังหวัดรวมกลุ่มกันทำตามนโยบาย 2.งบพัฒนาจังหวัด ส่วนนี้นำไปใช้ เช่น เรื่องพัฒนาการท่องเที่ยว ซ่อมถนน แหล่งน้ำ เเต่ไม่เกี่ยวกับงบช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้ในปัจจุบัน ทุกวันนี้มีการคิดเปอร์เซ็นต์จากงบดังกล่าวมากกว่าเดิม ถ้ากระทรวงมหาดไทยหรือรัฐบาลอยากได้ข้อมูลว่าเรียกเปอร์เซ็นต์กันจำนวนเท่าไหร่ มาคุยเป็นการส่วนตัวได้ ยินดีเปิดเผย

“โภคิน” จี้จริงใจเปิดอกคุย

ด้านนายโภคิน พลกุล แกนนำพรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะกรรมการศึกษา ติดตามเรื่องการปรองดองของพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการส่งตัวแทนพรรคไปพูดคุยเรื่องความปรองดองว่า เท่าที่พูดคุยกับหัวหน้าและเลขาธิการพรรค ทราบว่ายังไม่มีติดต่อมาเป็นทางการ มีเเต่ข่าว หัวหน้าและเลขาธิการพรรคประสานมายังตนและกรรมการอีก 4 คนว่าช่วยกันดู นำเสนอในสิ่งที่จะนำไปสู่ความปรองดอง ต้องสนับสนุนปรองดองไม่อยากเห็นบ้านเมืองแตกแยก ต้องทำอย่างจริงใจ ไม่ใช่ทำไปอย่างนั้น ต้องมีหลักการความรู้ที่ถูกต้อง ต้องมีวิธีทำให้ทุกฝ่ายพูดคุยกันได้อย่างเปิดอก เดินไปข้างหน้าร่วมกัน อย่ามองพรรคการเมือง หรือนักการเมืองเป็นสิ่งเลวร้าย ไม่ว่านักการเมืองจะมาจากพ่อค้า นายทหาร หรือข้าราชการ

ติบิ๊ก คสช.ตั้งธงปิดทางเดิน

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหมให้สัมภาษณ์ว่าอย่างนี้ไม่เอา อย่างนั้นไม่ใช่อยู่เรื่อยๆ จะทำให้ทางเดินไปสู่การปรองดองแคบลง อาจจะถึงขั้นเป็นทางตัน ผู้มีอำนาจสูงสุดแสดงท่าทีเป็นธงก่อนรับฟังความคิดเห็นจะเริ่มเท่ากับกำหนดกรอบให้เดิน ขัดกับหลักการปรองดองที่ต้องเปิดกว้าง กรอบการปรองดองควรเกิดหลังจากได้พูดคุยกัน ถ้าเกิดก่อนจะกลายเป็นกรอบครอบกรรมการและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม นปช.ยังคงยืนยันการให้ความร่วมมือ โดยส่งข้อเสนอทางหลักการไปให้ สปท.แล้ว ส่วนรายละเอียดและรูปธรรมพร้อมจะนำเสนอในวงประชุม หากได้รับเชิญ ที่จริงรัฐบาลมีปัจจัยบวกหลายด้านที่จะทำเรื่องนี้ให้ชัดเจนได้ ถ้ายังล่มกลางทางเหมือนที่ผ่านมาน่าสนใจว่า ความชอบธรรมในการอยู่ในอำนาจจะเป็นอย่างไร

4 ตัวแทนสื่อไขก๊อกอนุ กมธ.

ส่วนกรณีที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ผลักดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ที่มีเนื้อหาควบคุมและแทรกแซงสื่อนั้น นายจักร์กฤษ เพิ่มพูล อนุ กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสื่อสิ่งพิมพ์ คณะ กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน สปท.กล่าวถึง กระแสข่าวตัวแทนสื่อที่เป็นอนุ กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสื่อสิ่งพิมพ์ จะยื่นหนังสือลาออกเพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนของ สปท.ว่า เป็นเรื่องจริง ตัวแทนสื่อที่อยู่ในคณะอนุ กมธ. 4 คนประกอบด้วยตน นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ น.ส.สุวรรณา สมบัติรักษาสุข และ น.ส.อมรรัตน์ มหิทธิรุกข์ จะยื่นหนังสือลาออกจากอนุ กมธ. เพื่อแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ที่มีเนื้อหาจำกัดสิทธิเสรีภาพสื่อ เดิมร่างกฎหมายนี้เป็นเรื่องที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ศึกษาไว้ และ สปท.มาสานต่อ โดยให้คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสื่อสิ่งพิมพ์รับผิดชอบ อนุ กมธ.ได้ศึกษาและรับฟังความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องทั้งสื่อมวลชน ภาคประชาสังคม นักวิชาการ ใช้เวลาเป็นปี จนตกผลึกเป็นร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ออกมา มีเนื้อหาในแง่ส่งเสริมสนับสนุนการทำหน้าที่สื่อ และให้สื่อกำกับดูแลกันเอง ไม่ได้มีเนื้อหาควบคุมสื่อตามที่เป็นข่าว แต่เมื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน กลับถูกแก้ไขเนื้อหาสาระสำคัญไปจากเดิม

โวย สปท.แก้หลักการรับใช้ผู้มีอำนาจ

นายจักร์กฤษกล่าวว่า หลักการสำคัญที่ถูกแก้ไขคือ 1.การให้สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติมีอำนาจออกใบอนุญาต และเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสื่อ ซึ่งเคยปรากฏในกฎหมายช่วงเผด็จการ และขัดกับบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติที่รับรองให้สื่อและประชาชนมีสิทธิในการแสดงความเห็น เป็นกฎหมายย้อนยุคไปสู่เผด็จการ 2.องค์ประกอบสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ มีปลัดกระทรวง 4 กระทรวง ร่วมเป็นกรรมการ ถือว่าบิดเบือนหลักการโดยสิ้นเชิงจากที่เคยเสนอมาตั้งแต่ สปช.ที่ให้สื่อมีความเข้มแข็ง แต่กลับกลายเป็นสื่อถูกบังคับควบคุมโดยกฎหมาย ทั้งนี้ไม่ได้แปลว่า สปท.จะแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ได้ แต่เนื้อหาที่แก้ไขเป็นสาระสำคัญ ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่อนุ กมธ.นำเสนอจากที่ไปรับฟังภาคส่วนต่างๆมา การที่สื่อออกมาคัดค้าน ไม่ใช่การปกป้องสิทธิของตัวเอง แต่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้คือการปิดหูปิดตาประชาชน สุดท้ายจะไปกระทบกับข้อมูลที่ประชาชนได้รับ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ต้องให้เกียรติที่ประชุม สปท. ซึ่งควรเปิดใจให้กว้าง รับฟังเสียงคัดค้าน ไม่ใช่ยืนยันจะเดินหน้าอย่างเดียว สิ่งที่ไม่สบายใจคือ มีน้ำเสียงคล้ายว่า การปฏิรูปสื่อต้องฟังเสียงรัฐบาลและผู้มีอำนาจด้วย ถือเป็นหลักที่ผิดโดยสิ้นเชิง เพราะสื่อไม่สามารถรับใช้อำนาจรัฐได้

ฉะรื้อเละสวนทางองค์กรสื่อ

น.ส.อมรรัตน์ มหิทธิรุกข์ ในฐานะอนุ กมธ. ปฏิรูปด้านสื่อสิ่งพิมพ์ฯเปิดเผยว่า ตัวแทนสื่อทั้ง 4 คนจะยื่นหนังสือลาออกจากอนุ กมธ.ในวันที่ 2 ก.พ.เนื่องจากร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสาร มวลชนที่ออกมา เป็นคนละร่างกับที่อนุ กมธ.ได้เสนอไป มีการเปลี่ยนเนื้อหาทั้งหมด เป็นคนละทิศทางกับที่องค์กรวิชาชีพสื่อเสนอ

ระดมพลรณรงค์หยุด ก.ม.ติดหนวด

ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นายปราเมศ เหล็กเพ็ชร์ อุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพฯ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวถึง กรณีที่ กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชนเสนอให้ 4 ปลัดกระทรวงเข้ามาควบคุมออกใบอนุญาต ใบประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนและเพิกถอนใบประกอบวิชาชีพฯ ว่าเรื่องนี้ฝ่ายสิทธิเสรีภาพฯ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ติดตามมาตลอดพบว่าหลักการสำคัญด้านสิทธิเสรีภาพไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ ดังนั้นวันที่ 2 ก.พ. เวลา 09.09 น. จึงขอเชิญชวนนักประชาธิปไตยและเพื่อนวงการสื่อมวลชน ดีเดย์รณรงค์หยุดกฎหมายกดหัวสื่อ คัดค้าน 4 ปลัดกระทรวงควบคุมสื่อ ไม่เอาใบอนุญาต-เพิกถอนใบประกอบวิชาชีพสื่อ เพื่อต่อต้านรัฐเข้ามาแทรกแซงสื่อ ปิดหูปิดตาประชาชน โดยเปลี่ยนแบ็กกราวน์เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ พร้อมกัน ต่อไปจะยกระดับการเคลื่อนไหวคัดค้านกฎหมายฉบับ “คณิต” ให้ถึงที่สุด

พท.ขวางรัฐคุมสื่อเบ็ดเสร็จ

ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต ทีมสำนักเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นายกฯและ สปท.ไม่ควรอ้างว่าสื่อมวลชนต้องถูกควบคุมด้วยใบอนุญาตเหมือนอาชีพอื่น ผู้มีอำนาจต้องเข้าใจการทำงานของสื่อมวลชนหัวใจสำคัญคือความเป็นอิสระ ตรวจสอบรัฐบาล อำนาจการออกใบอนุญาตจะกลายเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจบีบให้สื่อมวลชนอยู่ในโอวาท เสนอข่าวในทิศทางที่ต้องการ ถ้าปล่อยให้รัฐบาลควบคุมสื่อมวลชนได้เบ็ดเสร็จ สังคมจะได้ยินข่าวการโกงกินของรัฐบาลน้อยลง ถ้าร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่าน สื่อมวลชนอาจไม่กล้าตรวจสอบรัฐบาลเพราะกลัวถูกกลั่นแกล้งถอนใบอนุญาต

ป.ป.ช.ยังไม่ตั้งอนุฯสอบโรลส์รอยซ์

อีกเรื่อง ที่สโมสรทหารบก พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.กล่าวถึงกรณีสินบนโรลส์รอยซ์ว่า ได้ประสานงานกับอังกฤษและอเมริกาแล้ว พร้อมมอบหมายเจ้าหน้าที่ไปคุยกับการบินไทยและ ปตท. ได้นัดส่งเอกสาร ช่วงนี้ ป.ป.ช.อยู่ระหว่างแสวงหาข้อเท็จจริง ไม่สามารถตั้งอนุกรรมการไต่สวนได้ ถ้าจะตั้งต้องรู้ชัดเจนก่อนว่าจะกล่าวหาใคร จึงตรวจสอบเอกสารก่อน เอกสารทั้งหมดต้องได้รับการรับรองความถูกต้องจากหน่วยงานที่มีอำนาจ จึงจะนำมาใช้ดำเนินคดีได้ หัวใจสำคัญอยู่ที่การดำเนินคดีของอังกฤษ ที่ระบุว่ามีการจ่ายสินบนจึงต้องดูเอกสารว่าพูดถึงใคร ส่วนที่มีการเปิดเผยว่ามีการจ่ายสินบน 3 ช่วงเวลานั้นเป็นเรื่องช่วงระยะเวลาเท่านั้น แม้ว่าจะช่วยเรื่องข้อมูล แต่การจะดำเนินคดีตามกฎหมาย กระทบสิทธิผู้ถูกกล่าวหาต้องดูพยานหลักฐานชัดเจนจึงจะกล่าวหาได้ ขณะนี้เป็นข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านสื่อมวลชน ยังไม่ใช่เอกสารที่รับรองความถูกต้อง ที่จะดำเนินการตามขั้นตอนได้

รับโทษประหารอุปสรรคขอข้อมูล

พล.ต.อ.วัชรพล ยังกล่าวถึงข้อกังวลขององค์กรตรวจสอบต่างประเทศ ที่มีต่อโทษประหารชีวิตในคดีทุจริตของไทย อาจส่งผลกระทบต่อความร่วมมือระหว่างประเทศในการขอข้อมูล ยอมรับว่ามีอุปสรรค เพราะไทยมีโทษสูงทำให้ต่างชาติมีเงื่อนไขในการประสานความร่วมมือ ก่อนหน้านี้ฝ่ายนิติบัญญัติได้แก้ไข พ.ร.บ.ความร่วมมือทางอาญาแล้ว รัฐบาลให้คำมั่นได้ว่าจะไม่มีการประหารชีวิตในคดีนั้นๆ เป็นกรณีไป ส่วนคดีสินบนโรลส์รอยซ์ ต้องดูในรายละเอียดก่อนว่าข้อกล่าวหาคืออะไรและโทษสูงสุดคืออะไร

ศอตช.คลำทางแก้ปัญหาใต้โต๊ะ

ด้านนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 1 ก.พ. มีการประชุมศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) เป็นการเรียกประชุมหน่วยงานตรวจสอบสินบนข้ามชาติ ใน ศอตช. อาทิ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และ สตง.ของนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธาน ศอตช. เป็นเพียงการพูดคุยนอกรอบอย่างไม่เป็นทางการของหน่วยงานตรวจสอบหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว ได้ข้อสรุปว่าจะมีการเรียกประชุมหน่วยงานต่างๆใน ศอตช.ทั้งหมดในวันที่ 9 ก.พ. เพื่อพูดคุยถึงปัญหาเรียกรับสินบน หาแนวทางบูรณาการแก้ไขปัญหา และวางมาตรการป้องกันการทุจริตไม่ให้เกิดขึ้นอีก ข้อสรุปในวันนั้นจะเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาสินบนที่ทุกหน่วยงานจะนำไปปฏิบัติให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นมีประสิทธิภาพต่อไป

“ศรีราชา” ซัด สตง.เกี้ยเซียะ ปตท.

ขณะที่นายศรีราชา วงศารยางกูร อดีตประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ระบุว่ามีการเจรจากับตัวแทนกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับแนวทางจะให้ ปตท.คืนท่อก๊าซมูลค่า 3.2 หมื่นล้านบาท ให้กับรัฐด้วยการคืนทางบัญชี โดยเปลี่ยนท่อก๊าซเป็นทรัพย์สินประเภทเช่า และให้ ปตท.จ่ายเงินค่าเช่าย้อนให้กรมธนารักษ์กว่าพันล้านบาทว่า ไม่เห็นด้วยกับแนวทางที่ สตง.ตกลงกับกระทรวงการคลัง เพราะ ไม่ตรงกับที่ผู้ตรวจการแผ่นดินประเมินไว้ ตัวเลขที่ต้องคืนกว่า 6.8 หมื่นล้านบาท ปตท.คืนมาแล้ว 1.6 หมื่นล้านบาท ยังเหลืออีก 5.2 หมื่นล้าน หากลดลงมาเหลือ 3.2 หมื่นล้านบาท จะหายไป 2 หมื่นล้านบาท ถ้าสุดท้ายไปสมยอมกัน สงสัยว่ามีอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังหรือเปล่า ตนไม่ค่อยไว้ใจคนในกระทรวงการคลัง แปลกใจกับการตัดสินใจของ สตง. ทำไมไม่คำนึงถึงเงินแผ่นดิน กลับไปรวมหัวกันทำในสิ่งที่ไม่น่าจะถูกต้อง อยากให้ทบทวน อยากฝากถึง ครม.ต้องดูอย่างตรงไปตรงมา รักษาผลประโยชน์ประเทศมากกว่าทำแบบลูบหน้าปะจมูก เห็นแก่ประโยชน์คนนั้นคนนี้ ได้ข่าวว่ากลุ่มปฏิรูปพลังงานกำลังมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ

เย้ย “บิ๊กตู่” กลัวสอบเจอพวกเดียวกัน

วันเดียวกัน นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์และแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. แสดงความฉุนเฉียวรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่เสนอให้รัฐบาลรับเป็นเจ้าภาพตรวจสอบปมสินบนโรลส์รอยซ์ ทั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์มีอำนาจหน้าที่โดยตรงเพราะเป็นประธานคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ สินบนถูกจ่ายเพื่อให้การบินไทยซื้อเครื่องยนต์โรลส์รอยซ์ จึงเป็นเรื่องทางเทคนิคที่อาจมีนักการเมืองเกี่ยวข้องด้วยน้อย ส่วนที่พอจะโยงถึงพรรคไทยรักไทยได้คือการจ่ายในปี 2547 เพราะ 2 ครั้งแรกเป็นรัฐบาลอื่นและยังมี รสช.เกี่ยวข้อง หากรับเป็นเจ้าภาพอาจโดนพวกเดียวกัน และต้องเปิดเผยข้อมูลที่ได้มา สู้ปล่อยให้ ป.ป.ช.รับผิดชอบจะควบคุมข้อมูลได้ เพราะถือเป็นความลับในสำนวนการสอบสวน ทั้งยังอาจเลือกดำเนินคดีเฉพาะฝ่ายตรงข้าม ส่วนพวกเดียวกันก็แช่ไว้เหมือนคดีเรือเหาะ หรือคดีจัดซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด GT 200 หรือฟอกขาวให้เหมือนกรณีอุทยานราชภักดิ์หรือการยื่นบัญชีทรัพย์สินของคนใกล้ชิดท่านผู้นำ

ซัดเลือกเชือดสร้างภาพปราบโกง

นายวัฒนาระบุด้วยว่า เรียกร้องให้ทุกฝ่ายจริงจังกับการตรวจสอบและนำข้อมูลทั้งหมดมาเปิดเผย ไม่เลือกปฏิบัติหรือปล่อยให้เงียบหายเหมือนกับเรื่องที่กองทัพมีส่วนเกี่ยวข้อง ส่วนถ้ามีนักการเมืองเกี่ยวข้องเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่ต้องรับผิดชอบกันเอง แต่สิ่งที่ภาครัฐแสดงออกไม่ว่าจะเป็นการปฏิเสธความรับผิดชอบของนายกฯหรือการที่ ป.ป.ช.จะขอข้อมูลเฉพาะการจ่ายสินบนครั้งสุดท้ายคือการเลือกปฏิบัติ เพราะข้อมูลการจ่ายสินบนทุกครั้งจะทราบถึงผู้เกี่ยวข้องและใช้ป้องกันเหตุในอนาคตได้ การปราบปรามการทุจริตเป็นเพียงผลงานเดียวที่เหลืออยู่ อย่าให้เป็นเพียงวาทกรรมสร้างภาพที่เลือกปฏิบัติ ประเทศชาติเสียหายเพราะการยึดอำนาจมากพอแล้ว

จี้ “พรเพชร” ตามเช็ดสินบนซีซีทีวี

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ปฏิเสธว่าในปี 2548 ไม่ได้มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดว่า ตนพูดตามรายงานข้อมูลของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา ที่ระบุว่าบริษัทลูกของบริษัทไทโคอินเตอร์เนชั่นแนลในประเทศไทย จ่ายค่าสินบนให้ที่ปรึกษาคนหนึ่ง เพื่อให้ได้มาซึ่งสัญญาติดตั้งกล้องวงจรปิดซีซีทีวีในรัฐสภาไทย ระบุในใบอินวอยซ์เป็นค่า “รีโนเวท” หรือค่าปรับปรุง ทั้งที่ความจริงไม่มีการปรับปรุง ส่วนที่เข้าใจว่าที่ปรึกษารัฐสภาไม่มีนั้นจริงของท่าน แต่ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา หรือที่ปรึกษาประธาน สนช.มีตามกฎหมายแน่นอน กราบขอบพระคุณที่เอาจริงเอาจังปราบทุจริตในรัฐสภา ขอให้ทำโดยเร็วอย่าเอาแต่ประเด็นที่ฝรั่งนำมาเปิดเผย ที่ทุจริตคา สนช.ก็มีมาก อยู่ที่จะกล้าดำเนินการหรือเปิดเผยหรือไม่ ปัญหาการติดสินบนกล้องซีซีทีวีในรัฐสภาไทยจะเป็นเรื่องจิ๊บๆ ขอนายพรเพชรโปรดติดตามและตรวจสอบเรื่องการติดตั้งกล้องซีซีทีวีที่รัฐสภาใหม่ด้วยว่าโปร่งใสหรือไม่ เพราะเกรงจะซ้ำรอยเดิม

“โภคิน” ชี้เป้าใครทำสัญญารอบ 2

นายโภคิน พลกุล แกนนำพรรคเพื่อไทย ในฐานะอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ถูกพาดพิงว่าดำรงตำแหน่งช่วงที่มีการจัดซื้อกล้องซีซีทีวีของรัฐสภา ที่มีรายงานว่ามีการจ่ายสินบนในช่วงปี 2548-49 ว่า จำไม่ได้เลยผ่านมานานมากแล้ว ไม่รู้เรื่องสินบนซีซีทีวี จากที่ติดตามข่าวทราบว่ามีการทำสัญญา 2 ครั้ง 30 มี.ค.49 และ ก.พ.52 กระบวนการทั้งหมดนั้นตนไม่เกี่ยวข้อง เพราะยุบสภาฯไปตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ.แล้ว เป็นเรื่องฝ่ายประจำต้องเข้าไปดูแล ช่วงปี 52 ที่มีการทำสัญญาอีกรอบ คงต้องตรวจสอบดูว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบ จัดซื้อจัดจ้างในวิธีปกติหรือไม่ ขอสนับสนุนให้สภาฯประสานกับ ป.ป.ช. ขอข้อมูลจากหน่วยงานของสหรัฐฯที่ออกมาเปิดเผย เมื่อถามว่า ตอนเป็นประธานสภาฯเคยได้ยินชื่อบริษัทไทโคหรือไม่ นายโภคินกล่าวว่า ไม่เคยได้ยิน ไม่แน่ใจว่าต้องถึงประธานสภาฯเป็นคนอนุมัติจัดซื้อจัดจ้างหรือไม่ อยากให้สอบถามเลขาธิการสภาฯในยุคนั้น

เลขาฯสภาฯยันจัดซื้อไร้ทุจริต

ที่รัฐสภา นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการตรวจสอบปมทุจริตกล้องซีซีทีวี ตามการเปิดเผยของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯว่า ประเด็นดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของสภาผู้แทนราษฎร ได้ทำรายงานการตรวจสอบการจัดซื้อกล้องทีวี เสนอต่อนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.แล้ว โดยการจัดซื้อเป็นการดำเนินการของสำนักประชาสัมพันธ์ 2 ช่วงคือ ระหว่างปี 2548-2549 และ ระหว่างปี 2551-2552 ผลการตรวจสอบไม่พบการทุจริต เป็นการดำเนินการตามแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ยังพบว่ารายชื่อบริษัทที่เข้าร่วมประมูลงาน ไม่ตรงตามการรายงานที่เปิดเผยจากสื่อมวลชน แต่นายพรเพชรอยากให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบรายละเอียดข้อเท็จจริงเพื่อความรอบคอบชัดเจนอีกครั้ง จึงรวบรวมรายชื่อคณะกรรมการตรวจสอบเสนอต่อนายพรเพชร ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอลงนามแต่งตั้ง

ผู้ตรวจการไม่ชัวร์ปราบโกงถูกทาง

เมื่อเวลา 10.30 น.ที่สโมสรทหารบก ผู้ตรวจการแผ่นดินจัดเวที “เหลียวหน้า แลหลัง จริยธรรมตามรัฐธรรมนูญ” มี พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “งานจริยธรรมในมุมมองของผู้ตรวจการแผ่นดิน” ตอนหนึ่งว่า การจัดเวทีครั้งนี้เพื่อประมวลผลงานของผู้ตรวจการแผ่นดินด้านจริยธรรมกว่า 10 ปีที่ผ่านมา เพราะหากรัฐธรรมนูญที่ผ่านการทำประชามติประกาศใช้การตรวจสอบจริยธรรมจะพ้นจากความรับผิดชอบของผู้ตรวจการแผ่นดินทันที ส่วนสถิติที่ได้รับร้องเรียนทางจริยธรรม 10 ปีที่ผ่านมา ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถูกร้องเรียนมากที่สุด 194 คน รองลงมาคือ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ 112 คน ส่วนกรณีดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันของประเทศไทยตกลงนั้น ทำให้รู้สึกไม่แน่ใจว่าการป้องกันการทุจริตที่ผ่านมาถูกทางหรือไม่

เล็งออก พ.ร.บ.มาตรฐานจริยธรรม

ช่วงบ่าย เป็นการจัดเสวนาหัวข้อ “อนาคตจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวว่า เมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ใหม่จะเริ่มนับหนึ่ง ผู้แทนองค์กรอิสระทั้ง 6 องค์กร ต้องมาประชุมร่วมกันเพื่อกำหนดมาตรฐานจริยธรรมให้เสร็จใน 1 ปี ถ้าไม่เสร็จให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระทั้ง 5 พ้นจากตำแหน่งทั้งหมด และมาตรฐานจริยธรรมต้องย้อนมาใช้กับศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระพร้อมผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วย กระบวนการต้องรับฟังความคิดเห็นจาก ส.ส. ส.ว.และ ครม. เชื่อว่าจะเป็นต้นแบบมาตรฐานจริยธรรม ที่เอาไปใช้กับเจ้าหน้าที่รัฐทั่วประเทศด้วย ที่ต้องไปถกเถียงกันอีกคือเส้นแบ่งระหว่างความผิดจริยธรรมร้ายแรงกับไม่ร้ายแรง มาตรฐานจริยธรรมสำหรับกลุ่มบุคคลระดับสูงคือที่ 6 องค์กรอิสระกำลังทำอยู่ รัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่าให้คนกลุ่มนี้ดูแลผลประโยชน์ของชาติ อะไรเป็นเรื่องร้ายแรง ไม่ร้ายแรง ถ้าศาลรัฐธรรมนูญทำเสร็จคงต้องทำเป็น พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลจริยธรรม แล้วกำหนดกลไกการปฏิบัติการลงโทษ เพื่อให้ระบบสมบูรณ์ภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่

“จรัญ” เข้มทำผิดกฎเหล็กพ่วงอาญา

นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า การกำหนดมาตรฐานจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญใหม่ซึ่ง 6 องค์กรอิสระกำลังร่วมกันจัดทำ มีแนวคิดว่าหากใครฝ่าฝืนจริยธรรมถือเป็นเรื่องฉกรรจ์เห็นว่าควรไล่ออกสถานเดียวและเชื่อมโยงกับกฎหมายอาญา แม้ว่าพฤติกรรมที่ฝ่าฝืนจริยธรรมจะไม่กระทบทางอาญา หรือวินัย แต่ไปกระทบความคาดหวังของสังคม และควรเชื่อมโยงกับความผิดวินัยของข้าราชการแต่ละองค์กรด้วย หลักคือให้ดูพฤติกรรมและความเสียหายที่เกิดกับสังคมเป็นเกณฑ์ เช่น กรณีทำผิดอาญาในต่างประเทศ แม้อยู่นอกเขตอำนาจกฎหมายไทย ไม่ผิดอาญากฎหมายไทย ไม่ใช่ความผิดในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ แต่ถือว่าผิดจริยธรรมทั่วไปเสียก่อน เมื่อความผิดนั้นสร้างความเสียหายต่อประเทศชาติ ภาพลักษณ์ของราชการไทยทั้งระบบ และทำให้ประชาชนไทยรู้สึกต่ำต้อยเสียหายไป ถือว่าทำผิดจริยธรรมร้ายแรง อาจมีผู้ทักท้วงว่ามาตรฐานจริยธรรมที่รัฐธรรมนูญให้ทำ ไม่ใช่กฎหมายที่ต้องไปทำขึงขัง รุนแรง ดังนั้นอย่างน้อยต้องเป็น พ.ร.บ. จะเปิดช่องให้เติมเต็มได้มากกว่ามาตรฐานจริยธรรม มีสถานะเสมือนประมวลกฎหมายฉบับหนึ่ง

กรธ.รับฟังความเห็นที่มา ส.ว.

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่รัฐสภา นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงการเตรียมรับฟังความเห็นของประชาชนและผู้เกี่ยวข้องต่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.ในพื้นที่ 4 ภูมิภาค ช่วงปลายสัปดาห์นี้ว่า หลักการที่จะสอบถามคือ การแบ่งกลุ่ม ส.ว.ตามความรู้ ความชำนาญ ประสบการณ์ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติกำหนดเป็นเงื่อนไขไว้ ต้องถามประชาชนว่าต้องการให้มี ส.ว.กี่กลุ่ม มีประสบการณ์ ความรู้ หรือประโยชน์ร่วมกันอย่างไรบ้าง 2.การเลือกกันเองของผู้สมัครเป็น ส.ว. ในร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดชัดเจนว่าต้องให้เลือกกันเองภายในกลุ่มผู้สมัครหรือเลือกนอกกลุ่มผู้สมัคร และเลือกกี่ครั้ง เลือกอย่างไร สิ่งที่ต้องการความเห็นคือ หากให้เลือกกันเองจะมีวิธีป้องกันการสมยอมหรือฮั้วกันอย่างไร เพราะมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าหากผู้มีเงินและต้องการอิทธิพลทางการเมือง อาจใช้เงินจ้างบุคคลที่มีคุณสมบัติให้ลงสมัคร ส.ว.ในทุกกลุ่มของระดับอำเภอได้ จึงต้องหาแนวทางสกัด รวมถึงวิธีที่จะทำให้การเลือกกันเองเป็นธรรม โปร่งใส และได้ตัวแทนของผู้สมัคร ส.ว.ที่ดีเข้าสู่การเลือกกันเองระดับประเทศต่อไป

กุมขมับจัดกลุ่มอาชีพไม่ลงตัว

นายชาติชายกล่าวอีกว่า สิ่งที่ยากที่สุดคือ การจัดกลุ่มของการสมัคร ส.ว.ที่ผ่านมา แม้แต่การสำรวจประชากรของหน่วยงานภาครัฐ ที่ไม่มีการสำรวจหรือรับรองความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์ตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนด มีเพียงแค่สำรวจว่าประกอบอาชีพใดเท่านั้น จึงต้องพิจารณาให้ความสำคัญด้วย เช่น กรณีที่ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ร้อยละ 30 มีอาชีพเกษตรกรรม หากตัวแทน ส.ว.ที่เข้ามามีสัดส่วนเกษตรกรน้อยกว่าประสบการณ์ด้านอื่น อาจถูกครหาได้ เป็นต้น ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ กรธ.ต้องรับฟังความเห็นของประชาชนด้วย

นายกฯโชว์แอโรบิกวอร์มอัพเบาๆ

เมื่อเวลา 15.30 น.ที่สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.นำข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาล ออกกำลังกายประจำสัปดาห์ทุกวันพุธตามปกติ แม้ว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผอ.เขตพระนคร เกิดอาการวูบเสียชีวิตระหว่างออกกำลังกาย อย่างไรก็ตาม ได้มีการเตรียมรถพยาบาลหน่วยกู้ชีพศูนย์นเรนทรไว้รองรับกรณีฉุกเฉิน ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ได้ร่วมเต้นแอโรบิกเพื่ออบอุ่นร่างกายหรือวอร์มอัพ 30 นาที จากนั้นได้ใช้เวลาเพียง 5 นาที ร่วมเตะฟุตบอลกับทีมงานของ พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ และไปขอร่วมวงเตะตะกร้อกับทีมงานและข้าราชการทำเนียบฯ

“แม่ไผ่” วิ่งชนกำแพงร้องขอปล่อยลูก

เมื่อเวลา 11.00 น.ที่ศาลจังหวัดขอนแก่น นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว แกนนำกลุ่มพลเมืองโต้กลับ พร้อมกลุ่มแกนนำประชาธิปไตยใหม่อีสาน และผู้ให้การสนับสนุน เดินทางมาเข้าเยี่ยมและขอพบนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน ผู้ต้องหาตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา ม.112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หลังจากศาลจังหวัดขอนแก่น เบิกตัวมาพิจารณาฝากขังผัดที่ 6 ตามการร้องขอของพนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยของตำรวจและทหารอย่างเข้มงวด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะเดียวกันได้เกิดความวุ่นวายขึ้นเมื่อนางพริ้ม บุญภัทรรักษา แม่ของผู้ต้องหา ได้วิ่งเอาหัวโขกกำแพงจนผู้อยู่ในเหตุการณ์ต้องเข้าไปห้ามกันชุลมุนก่อนนำตัวมาปฐมพยาบาล นางพริ้มกล่าวทั้งน้ำตาว่า ที่ผ่านมาตำรวจขอฝากขังถึง 5 ครั้งแล้ว ทำให้รู้ว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยเป็นอย่างไร ผู้ต้องหาเป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่งมีสิทธิ์อันพึงได้รับ โดยระเบียบมีระบุไว้แล้วทั้งหมด ที่ผ่านมาการขอฝากขัง 5 ครั้ง รวมครั้งนี้เป็นครั้งที่ 6 ยังคงหวังอำนาจศาลได้พิจารณาอีกครั้ง เมื่อความยุติธรรมไม่เกิดขึ้นกับลูกก็ต้องเรียกร้องความชอบธรรมและความถูกต้อง จึงตัดสินใจวิ่งชนกำแพงและใช้หัวโขกกำแพงเพื่อขอเอาชีวิตแลกกับอิสรภาพของลูก

ศาลพิจารณาลับฝากขังผัดที่ 6

ทั้งนี้ศาลจังหวัดขอนแก่น สั่งให้การพิจารณาฝากขังในฐานความผิดดังกล่าวเป็นผัดที่ 6 ระหว่างวันที่ 2-13 ก.พ.2560 เป็นการพิจารณาลับ โดยห้ามไม่ให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาในห้องพิจารณาคดี เนื่องจากพนักงานสอบสวนได้ส่งซีดีบันทึกข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อใช้เป็นหลักฐานใหม่ในการดำเนินคดี อย่างไรก็ตาม ทางครอบครัวของผู้ต้องหาเตรียมใช้หลักทรัพย์ในการยื่นขอประกันตัวอีกครั้ง

ระบุยังต้องสอบสวนเก็บหลักฐานเพิ่ม

ต่อมาเวลา 14.00 น. พ.ต.อ.นพดล เพ็ชรสุทธิ์ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่นและ พ.ท.พิทักษ์พล ชูศรี หัวหน้า กกล.รส.จ.ขอนแก่น นำตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง วางกำลังโดยรอบอาคารที่ทำการของศาลจังหวัดขอนแก่น และศาลอุทธรณ์ภาค 4 หลังกลุ่มพลเมืองโต้กลับ กลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่อีสาน และกลุ่มประชาชนที่ให้การสนับสนุนนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน กว่า 80 คน ยังคงปักหลักชุมนุมเพื่อติดตามการพิจารณาไต่สวนไผ่ ดาวดิน รวมทั้งการเปิดยุทธศาสตร์ดาวกระจาย ทำกิจกรรมต่างๆในเขตตัวเมืองขอนแก่น โดยล่าสุดศาลจังหวัดขอนแก่น มีคำสั่งฝากขังผู้ต้องหาเป็นผัดที่ 6 ระหว่างวันที่ 2-13 ก.พ.2560 ตามที่พนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่นได้ยื่นร้องขอต่อศาล โดยให้เหตุผลว่ายังต้องสอบสวนและการเก็บหลักฐานต่างๆเพิ่มเติม

“บิ๊กตู่” ถกเวิร์กช็อป ป.ย.ป. เคาะตั้งต้น 27 วาระด่วนเดินเครื่องปฏิรูป ปัดทอดเวลาหวังอยู่ยาว “โภคิน” ขอความจริงใจเปิดอกพูดคุย “เต้น” ติง “ประยุทธ์-ประวิตร” อย่ารีบตั้งธงปิดทางเดิน 2 ก.พ. 2560 07:58 2 ก.พ. 2560 08:02 ไทยรัฐ