วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตัวฉุดปรองดองแท้จริง

โทษของความเหิมเกริม เผลอคิดว่าจะป่วนเมืองยังไงก็ได้

ตามภาพข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ล่าสุดศาลอาญาพิพากษาจำคุก 2 ใน 5 จำเลยกลุ่ม “ชายชุดดำ” ที่พกอาวุธสงครามป่วนกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง นปช.ในปี 2553 คนละ 10 ปี

ต้องเดินคอตกเข้าเรือนจำไปใช้กรรมที่ก่อไว้

และข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์วันเดียวกันเลย ศาลแพ่งมีคำพิพากษาในคดีบริษัทเอกชนยื่นฟ้องแกนนำเครือข่ายม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กรณีนำกลุ่มผู้ชุมนุมบุกเข้าไปที่สำนักงานใหญ่ของกลุ่มบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กระทบพื้นที่เช่าของบริษัทเอกชน

สั่งให้จำเลยร่วมชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินเกือบร้อยล้านบาท

ม็อบหน้ามืด เจอเช็กบิลย้อนหลังอ่วมอรทัยไปตามๆกัน

นี่คือภาระต้นทุนที่ต้องจ่ายให้กับความขัดแย้งทางการเมือง เรื่องตกค้างจากวิกฤติความแตกแยกในประเทศไทยที่ดำเนินต่อเนื่องมานับสิบปี

ไม่มีใครทำอะไรตามอำเภอใจแล้วลอยนวลเหนือขื่อแปกฎหมายบ้านเมือง

เรื่องของเรื่อง ตามปรากฏการณ์ที่ม็อบสีต่างๆเริ่มสัมผัสได้ถึงโทษทัณฑ์ ต้องชดใช้ในพฤติกรรมที่ก่อคดีไว้จากการเคลื่อนไหวทางการเมือง น่าจะเป็นอารมณ์ต่อเนื่องกระตุ้นให้ยุทธศาสตร์ปรองดองของรัฐบาล คสช.รอบนี้ มีแนวร่วมสนับสนุนมากกว่าช่วงที่แต่ละฝ่ายยังห้าว อารมณ์ยังแรง

ตามสภาพการณ์ที่หัวเชื้อจากความขัดแย้งขั้วสีทางการเมืองจางลงไปเยอะแล้ว

ม็อบอ่อนแรง ล้าเต็มที

ตรงกันข้ามกับจังหวะที่สัมผัสได้ถึงอุณหภูมิร้อนแรง บรรยากาศย้อนแย้งโหมดปรองดอง

ตามท้องเรื่องที่เชื้อความขัดแย้งปะทุขึ้นมาจากการที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เริ่มเปิด 11 วาระของการปฏิรูป เดินหน้ายกเครื่องใหญ่ระบบประเทศไทย

เปิดมาเป็นปมร้อน จุดไฟชนวนต้าน

ไล่ตั้งแต่การเห็นชอบรายงานเรื่องการจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้และเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศ มาตรการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ร่าง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติฯ

โดนกลุ่มเอ็นจีโอ กลุ่มอนุรักษ์คัดค้าน อ้างเอื้อประโยชน์ให้นายทุนเจ้าของรีสอร์ต

เรื่องถึง “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ต้องออกโรงเคลียร์ เป็นแค่การปรับปรุงกฎหมายเดิมที่มีอยู่แล้ว เป็นการดูแลคนที่อยู่ในพื้นที่อุทยานก่อนมีกฎหมาย ชาวบ้านอยู่มาก่อนจะไล่ออกจากพื้นที่ได้อย่างไร

แค่ให้ประชาชนอยู่ร่วมกับป่า ฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรม โดยไม่ให้มีการบุกรุกใหม่

เช่นเดียวกับการตั้งแท่นชงร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนฯ ก็โดนองค์กรสื่อผนึกกำลังต่อต้าน

แล้วก็เป็น “นายกฯลุงตู่” ที่ต้องรับหน้าเสื่อชี้แจง ไม่ได้ออกกฎหมายเพื่อปิดกั้น ควบคุมสื่อ แต่ประเทศเราจำเป็นต้องมีการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพทั้งหมดทุกอาชีพในประเทศไทย

หรือกับอาการล่าสุดที่ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ออกมาโซ้ยกลับ “นักวิชาเกิน” ที่จัดเวทีสัมมนาหัวข้อ “มีตำรวจไว้ทำไม” ขึ้นเสียงเขียวเลยว่า อย่ามาย่ำยีองค์กรตำรวจให้มาก ในฐานะหัวหน้าหน่วยก็ต้องออกมาปกป้องเหมือนกัน

ล้อกับสถานการณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์พูดออกอากาศเองเลยว่า ในที่ประชุม คสช.นัดล่าสุด มีการพูดคุยเรื่องความมั่นคงทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องของตำรวจ โดยเฉพาะการปฏิรูปตำรวจคืบหน้าไปถึงไหน เพื่อให้ตอบคำถามสังคมได้

โดยเฉพาะข้อกล่าวหาว่ามีการซื้อขายตำแหน่ง ระบบอุปถัมภ์ต่างๆ

ตำรวจ สื่อมวลชน ทรัพยากรป่าไม้ “ปฏิรูป” จุดชนวนร้อนไปทุกจุด

โดยสถานการณ์แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องเคลียร์นอกรอบก่อนการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ทำความเข้าใจกับนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. และ ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท.

ระบุเลยว่า สิ่งสำคัญคือวันนี้ประชาชนยังไม่เข้าใจว่าอะไรคือการปฏิรูป จึงต้องการสร้างความชัดเจนต่อสังคม เพราะกลัวว่าเราจะเหนื่อยเปล่า ถ้าสังคมไม่เข้าใจแล้วก็จะขัดแย้งไปทุกเรื่อง เพราะทุกเรื่องเป็นสิ่งที่ไม่เคยทำ หรือทำแล้วทำไม่ได้

สรุป “ผลประโยชน์” ของแต่ละองค์กรนี่แหละคือชนวนขัดแย้ง

ปัจจัยฉุดปรองดองอย่างแท้จริง.


ทีมข่าวการเมือง

1 ก.พ. 2560 23:42 1 ก.พ. 2560 23:42 ไทยรัฐ