วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ยัน 4 ตัวแทนนักข่าวไขก๊อกอนุ กมธ.สื่อ โวย สปท. บิดหลักการ

4 ตัวแทนสื่อไขก๊อกอนุ กมธ.สื่อ โวย สปท.สื่อสารมวลชนบิดเบือนหลักการ แก้กฎหมายตั้งหน่วยงานภาครัฐเข้ามากำกับครอบงำสื่อ จวกย้อนยุคสู่เผด็จการ หวั่นกระทบข้อมูลข่าวสารที่ประชาชนได้รับ ด้าน อดีตรองโฆษกฯ รบ. ซัดไม่ควรคุมสื่อในโอวาทอำนาจ รบ.

เมื่อวันที่ 1 ก.พ. นายจักร์กฤษ เพิ่มพูล อนุกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสื่อสิ่งพิมพ์คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวถึงกระแสข่าวตัวแทนสื่อที่เป็นอนุ กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสื่อสิ่งพิมพ์จะยื่นหนังสือลาออกจากอนุ กมธ. เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ของ สปท.ว่า เป็นเรื่องจริงของตัวแทนสื่อที่อยู่ในคณะอนุกมธ. 4 คนประกอบด้วยตน นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ นางสุวรรณา สมบัติรักษาสุข และนางอมรรัตน์ มหิทธิรุกข์ จะยื่นหนังสือลาออกจากอนุ กมธ. เพื่อแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวที่มีเนื้อหาจำกัดสิทธิเสรีภาพสื่อ

ทั้งนี้ เดิมร่างกฎหมายดังกล่าว เป็นเรื่องที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ศึกษาไว้และ สปท.มาสานต่อ โดยให้คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสื่อสิ่งพิมพ์เป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งอนุ กมธ.ได้ศึกษาและรับฟังความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องทั้งสื่อมวลชน ภาคประชาสังคมนักวิชาการ ใช้เวลาเป็นปี จนตกผลึกเป็นร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ออกมา มีเนื้อหาในแง่ส่งเสริมสนับสนุนการทำหน้าที่สื่อและให้สื่อกำกับดูแลกันเอง ไม่ได้มีเนื้อหาการควบคุมสื่อตามที่เป็นข่าว แต่เมื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชนกลับถูกแก้ไขเนื้อหาไปจากเดิม ซึ่งเป็นเนื้อหาสาระสำคัญ

นายจักร์กฤษ กล่าวต่อว่า หลักการสำคัญที่ถูกแก้ไขคือ 1. การให้สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติมีอำนาจออกใบอนุญาตและเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสื่อ ซึ่งเคยปรากฏในกฎหมายช่วงเผด็จการ และขัดกับบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติที่รับรองให้สื่อและประชาชนมีสิทธิในการแสดงความเห็นจึงเป็นกฎหมายย้อนยุคไปสู่เผด็จการ 2. องค์ประกอบสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติมีปลัดกระทรวง 4 กระทรวง ร่วมเป็นกรรมการถือว่าบิดเบือนหลักการโดยสิ้นเชิง จากที่เคยเสนอมาตั้งแต่ สปช.ที่ให้สื่อมีความเข้มแข็ง แต่กลับกลายเป็นสื่อถูกบังคับควบคุมโดยกฎหมาย ทั้งนี้ ไม่ได้แปลว่า สปท.จะแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ได้ แต่เนื้อหาที่แก้ไขเป็นสาระสำคัญซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่อนุ กมธ.นำเสนอจากที่ไปรับฟังภาคส่วนต่างๆ มา การที่สื่อออกมาคัดค้านไม่ใช่การปกป้องสิทธิของตัวเอง แต่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้คือการปิดหูปิดตาประชาชน สุดท้ายจะไปกระทบกับข้อมูลที่ประชาชนได้รับ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ต้องให้เกียรติที่ประชุม สปท. ซึ่งควรเปิดใจให้กว้าง รับฟังเสียงคัดค้าน ไม่ใช่ยืนยันจะเดินหน้าอย่างเดียว สิ่งที่ไม่สบายใจคือ มีน้ำเสียงคล้ายๆ ว่าการปฏิรูปสื่อต้องฟังเสียงรัฐบาลและผู้มีอำนาจด้วย ถือเป็นหลักที่ผิดโดยสิ้นเชิง เพราะสื่อไม่สามารถรับใช้อำนาจรัฐได้

ขณะที่ ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. และ สปท.ไม่ควรอ้างว่าสื่อมวลชนต้องถูกควบคุมด้วยใบอนุญาตเหมือนอาชีพอื่น ผู้มีอำนาจต้องเข้าใจลักษณะการทำงานของสื่อมวลที่หัวใจสำคัญ คือ ความเป็นอิสระในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล อำนาจในการออกใบอนุญาต จะกลายเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจในการบีบให้สื่อมวลชนอยู่ในโอวาท เสนอข่าวในทิศทางที่รัฐบาลและผู้มีอำนาจต้องการ ไม่ได้เป็นการปฏิรูปสื่อเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมหรือแก้ปัญหาจรรยาบรรณสื่ออย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ อ้าง ถ้าปล่อยให้รัฐบาลควบคุมสื่อมวลชนได้เบ็ดเสร็จ เมื่อนั้นสังคมจะได้ยินข่าวการโกงกินของรัฐบาลน้อยลง หรืออาจไม่ได้รับรู้ข้อเท็จจริง ถ้าร่างกฎหมายปฏิรูปสื่อฉบับนี้ผ่าน สื่อมวลชนอาจไม่กล้าตรวจสอบรัฐบาลอีกต่อไป เนื่องจากกลัวถูกกลั่นแกล้ง ถอนใบอนุญาต ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าจะมีสัดส่วนตัวแทนจากภาครัฐกี่คนจากองค์กรสื่อกี่คน แต่ประเด็นคือรัฐบาลไม่สมควรเข้ามาควบคุมสื่อเพราะมันสวนทางกับหัวใจการทำงานของสื่อมวลชน

4 ตัวแทนสื่อไขก๊อกอนุ กมธ.สื่อ โวย สปท.สื่อสารมวลชนบิดเบือนหลักการ แก้กฎหมายตั้งหน่วยงานภาครัฐเข้ามากำกับครอบงำสื่อ จวกย้อนยุคสู่เผด็จการ หวั่นกระทบข้อมูลข่าวสารที่ประชาชนได้รับ... 1 ก.พ. 2560 11:54 2 ก.พ. 2560 13:12 ไทยรัฐ