วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อย่าปฏิรูปแบบหลงทาง

คงเห็นเฉกเช่นที่ประชาชนเห็นอยู่เป็นประจำ...

ก็เรื่องของ “ตำรวจ” ซึ่งมีเสียงเรียกร้องจากประชาชนมาตลอดแล้วว่า ถึงเวลาที่จะต้องมีการปฏิรูปกันอย่างจริงจังเสียที

ที่ว่าอย่างนี้ก็เพราะเป็นความที่ปรากฏ เพราะแม้กระทั่ง คสช.เข้ามาควบคุมอำนาจ มีรัฐบาลซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็น นายกรัฐมนตรี

ต่างคนต่างหวัง ต่างคิดว่าจะสามารถดำเนินการได้ เนื่องจากมีอำนาจเต็มๆ และเป็นปัญหามาตลอด เนื่องจากเชื่อว่าจะทำจริงทำได้

ไม่เคยคิดหรือคาดหวังจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

แม้แต่ในยุคสมัยนี้ก็ยังได้รู้ได้เห็นแล้วว่า ทุกอย่างยังไม่มีความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีอย่างที่ควรจะเป็น

ล่าสุด พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล ได้แถลงว่า การประชุม คสช.ที่มีนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน ว่าได้มีการพูดคุยถึงสถานการณ์ความมั่นคงและแนวทางที่จะออกคำสั่ง ม.44 ในการปฏิรูปตำรวจ

การหาวิธีการป้องกันแก้ไขการทุจริต วิ่งเต้น หรือการซื้อขายตำแหน่ง โดยจะนำแนวทางกองทัพมาเป็นหลักในการปฏิบัติ ทั้งนี้ จะให้ผู้บังคับบัญชาแต่ละชั้นมีอำนาจแต่งตั้งผู้ใต้บังคับบัญชา

แต่อำนาจการตัดสินใจสูงสุดอยู่ที่ ผบ.ตร.

เมื่อมีระบบขั้นตอนนี้แล้ว จะไม่เหมือนในอดีตที่มีการระบุว่านักการเมืองสั่งลงไป

ในที่ประชุม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรับผิดชอบตำรวจโดยตรง ว่ามีการกล่าวอ้างการซื้อขายตำแหน่งโดยพาดพิงไปถึงบุคคลนั้น บุคคลนี้ โดยยืนยันว่าไม่มีสิ่งเกิดขึ้น

“เป็นเรื่องของคนไม่ได้ตำแหน่งก็จะพูด เพราะไม่ได้จ่ายเงินหรือนายเขาสั่งมา ไปพูดกันในลักษณะนี้”

จะมีการหาแนวทางในการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเหล่านี้ แต่ไม่ได้หมายความวันข้างหน้าจะไม่เกิดขึ้น ทั้งหมดอยู่ที่ตัวบุคคล

แต่จะพยายามสร้างระบบที่ดีที่สุดที่คิดว่าสามารถป้องกันและพัฒนาการปฏิรูปงานของตำรวจให้ดีขึ้น เมื่อมีหลักการแล้ว

เช่นกัน นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ จะรับแนวทางเพื่อไปออกคำสั่ง ม.44 เพื่อวางกฎ กติกา และเมื่อคำสั่งออกเมื่อไหร่ ก็จะดำเนินการไปตามนั้น

“เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาอย่างที่ผ่านมา อย่างน้อยก็ทำให้สถานการณ์ต่างๆดีขึ้น แต่จะดีแบบบริสุทธิ์ 100% คงเป็นไปไม่ได้ เพราะอยู่ที่ตัวบุคคลที่มีอำนาจหน้าที่ จะรู้จักอำนาจหน้าที่ของตัวเอง อย่างไร”

ก็ดีครับ...แม้จะเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าก็ตาม

พูดถึงเรื่องนี้ก็ยังแปลกใจว่า สปท.ที่ตั้งกันขึ้นมา ก็เพื่อวัตถุในการศึกษาและหาแนวทางปฏิรูปประเทศทุกด้าน แต่เรื่องนี้ซึ่งเป็นเรื่องที่รู้กันอยู่เต็มอกว่าเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ และควรจะเร่งรัดจัดทำแนวทางเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน

แต่ไม่เห็นออกมาเสนอเป็นแนวทางเพื่อให้สาธารณชนได้

รับรู้รับทราบความเป็นไป เพื่อจะได้มีการวิเคราะห์วิจารณ์ หรือรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง เพื่อให้แนวทางที่เหมาะสมที่สุด

ดันไปเสนอให้ออกกฎหมาย “ปิดปากสื่อ” เสียอย่างนั้นแหละ...

ทุกวันนี้ “สื่อ” มีอิสระมากพอสมควร แต่ก็มีกฎหมายทั้งอาญาและแพ่ง แถมยังมีประชาชนเป็นฝ่ายตรวจสอบในความเที่ยงตรง สุจริตอยู่แล้ว

อีกทั้งการทำหน้าที่ของสื่อคือ การตรวจสอบทุกฝ่าย ซึ่งเป็น การทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนประชาชนอันเป็นอาชีพเฉพาะด้าน ต่างกับมอเตอร์ไซค์รับจ้างอีกอาชีพหนึ่ง ทำไมจะต้องให้ขึ้นทะเบียนด้วย

คิดจะปฏิรูปประเทศ แต่มาลงท้ายอย่างนี้ เพื่อเอาใจอารมณ์ใครหรือเปล่า?

“สายล่อฟ้า”

1 ก.พ. 2560 10:43 ไทยรัฐ