วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตัวแทนสื่อยกทีมไขก๊อก แสดงจุดยืน-ออกจากอนุกมธ.

‘บิ๊กตู่ ’ปิด‘ ใบสั่ง’-ขออย่าระแวง

“พรเพชร” เด้งสอบสินบนซีซีทีวีสภาฉาว ขอ ป.ป.ช.-สตง.ประสานข้อมูลสหรัฐฯ พร้อมตั้ง กก.สอบถ้าพบผิดฟันไม่เลี้ยง “อาคม” รอดูผลสอบการบินไทย “สุวพันธุ์” เรียกถกชุดใหญ่ ป.ป.ช.-สตง.-ป.ป.ท.-ปปง.เร่งปิดเกมปมสินบน “ปึ้ง” จี้เร่งปราบทุจริตให้จริง “ชาญชัย” ยุงัด ม.44 ล้างโกง “ประยุทธ์” ลั่นวางยุทธศาสตร์ชาติไม่ได้ทำส่งเดช ปรองดองต้องคุยจนกว่าจะจบ แต่ไม่ไปสั่งใครทั้งนั้น “บิ๊กป้อม” จัดเวิร์กช็อป ป.ย.ป.ให้สอดรับแผน ยังไม่ปลดล็อกฝ่ายการเมืองหวั่นทำนอกลู่ “มีชัย” ย้ำหลักการ รธน.ใหม่ สื่อต้องปฏิรูปกันเอง แนะเปิดช่องระบายเคลียร์ สปท.ให้รู้เรื่อง นายกฯปัดออกใบสั่งคุมสื่อ อย่าระแวง ไม่มีใครกลั่นแกล้งได้ “จ้อน” อ้างหวังปลดแอกทุนสามานย์ ป.ป.ช.เปิดกรุ ครม. “ประยุทธ์ 4” 4 รมต.ป้ายแดงสุดอู้ฟู่ ม็อบแนวร่วม กปปส.อ่วมศาลสั่งชดใช้ร่วมร้อยล้าน

ประเด็นการจ่ายเงินสินบนเพื่อให้ได้งานจากหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจของไทย เริ่มขยายวงออกไป หลังหน่วยงานตรวจสอบการทุจริตของประเทศต่างๆ ทยอยเปิดข้อมูลออกมาต่อเนื่อง ล่าสุดเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ทำให้นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ต้องขอให้หน่วยตรวจสอบประสานขอข้อมูลจากต่างประเทศ

ขอ ป.ป.ช.–สตง.ประสานสหรัฐฯ

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 31 ม.ค.ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริการะบุว่ามีการจ่ายสินบนแก่บุคคลที่อ้างตัวเป็นที่ปรึกษาในโครงการติดตั้งกล้องวงจรปิด (ซีซีทีวี) ของรัฐสภาไทย ว่า ได้รับรายงานทั้งหมดแล้ว พบข้อเท็จจริงว่ามีการจัดซื้อจัดจ้างกล้องซีซีทีวี 2 ครั้ง ครั้งแรกอนุมัติเมื่อวันที่ 30 มี.ค.2549 วงเงิน 29 ล้านบาทเศษ และครั้งที่สองอนุมัติเมื่อวันที่ 23 ก.พ.2552 วงเงิน 26.9 ล้านบาท ได้รับรายงานว่าเป็นการประมูลตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างปกติ ไม่มีอะไรผิดปกติตามที่เป็นข้อกล่าวหา สำหรับข้อมูลจากสหรัฐฯที่อ้างว่ามีการจ่ายเงินให้ที่ปรึกษาสภาฯ อยากประสานงานขอข้อมูลจากต่างประเทศ แต่คงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้อง คือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จึงอยากให้ ป.ป.ช.และ สตง. ช่วยประสานขอข้อมูลและข้อเท็จจริงดังกล่าวด้วย

ตั้ง กก.สอบพบผิดฟันไม่เลี้ยง

“เรื่องนี้ผมจะตั้งกรรมการตรวจสอบและดำเนินการให้ถูกต้อง คาดว่าจะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบภายในวันนี้หรือพรุ่งนี้ แต่ขอเวลาหน่อย ถ้าพบการทุจริตจริง แล้วผู้กระทำผิดเป็นข้าราชการต้องตั้งคณะกรรมการลงโทษทางวินัย แต่หากพ้นจากตำแหน่ง หรือเกษียณอายุราชการไปแล้ว ต้องดำเนินคดี ยิ่งถ้าพบว่าเป็นบุคคลภายนอกเข้ามาร่วมทุจริต ต้องเร่งส่งดำเนินคดีทางอาญา” ประธาน สนช.กล่าว

สถานทูตอังกฤษตามเรื่องอยู่

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงการประสานขอข้อมูลสำนักงานปราบปรามการทุจริต ของประเทศอังกฤษ (เอสเอฟโอ) ให้กับคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีสินบนบริษัทโรลส์รอยซ์ ว่า ในฐานะตัวแทนรัฐบาลจะสามารถพูดคุยกับอีกฝ่ายได้อย่างชอบธรรมและถูกต้อง ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้ประสานกับเอสเอฟโอตั้งแต่แรกอยู่แล้ว รวมทั้งการขอข้อมูลการรับสินบนที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯออกมาเปิดเผยด้วย

“อาคม” รอดูผลสอบการบินไทย

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีบริษัท โรลส์รอยซ์ ยอมรับต่อสำนักงานปราบปรามการทุจริตของประเทศอังกฤษ (Serious Fraud Office: SFO) ว่าได้จ่ายสินบนในหลายประเทศที่ทำการซื้อขายเครื่องยนต์ของโรลส์รอยซ์ รวมถึงประเทศไทยระหว่างปี 2534-2548 ว่า วันที่ 2 ก.พ.จะครบกำหนด 15 วัน ที่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ดำเนินการตรวจสอบเรื่องดังกล่าว โดยจะส่งรายละเอียดผลการตรวจสอบเบื้องต้นให้กระทรวงคมนาคมรับทราบ ส่วนจะดำเนินการอย่างไรหลังได้รับข้อมูลจากการบินไทยมาแล้ว ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ว่าจะต้องดำเนินการอะไรต่อหรือไม่ ต้องรอรายละเอียดข้อมูลการตรวจสอบก่อน

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. กล่าวว่า ถ้า ป.ป.ช.อยากให้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างไรพร้อมอยู่แล้ว ขณะนี้ยังไม่ได้รับการประสานมา จะให้ตำรวจดำเนินการอย่างไรยินดีอยู่แล้ว

เรียกหน่วยตรวจสอบถกปมสินบน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าวันที่ 1 ก.พ. นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบกรณีสินบนข้ามชาติ ทั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. สตง. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ร่วมหารือถึงการแก้ไขปัญหาการเรียกรับสินบน เพื่อวางมาตรการการแก้ไขปัญหาให้เป็นไปด้วยความรวดเร็ว ที่กระทรวงยุติธรรม

“บิ๊กตู่” ขึงขังไม่ให้โอกาสคนโกง

ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ครม. ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ให้ความสนใจและเน้นย้ำให้ประชาชนสร้างการรับรู้ว่าปัญหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชันอยู่ที่ไหน ต้องการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงให้ประชาชนรับทราบ ว่างบประมาณของรัฐบาลโปร่งใส ตรวจสอบได้ ทุกอย่างมีเหตุผลมีที่มาที่ไป มีกลไกบริหารจัดการ โครงการต่างๆที่รัฐบาลทำจะไม่ให้มีการทุจริตเกิดขึ้น หากมีคนทำผิดนายกฯเน้นย้ำว่าต้องดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม จะไม่ให้โอกาสกับคนทุจริตอีกต่อไป

จัดหลักสูตรปลูกฝังข้าราชการ

พ.อ.หญิงทักษดากล่าวว่า นายกฯกล่าวต่อที่ประชุมให้ความสำคัญในเรื่องทรัพยากรมนุษย์ โดยมอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ไปพูดคุยกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) รวมถึงศึกษาโครงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในระบบราชการ เพื่อจัดทำหลักสูตรสั้นเพื่อข้าราชการผู้บริหารระดับสูง ให้เข้าใจการทำงานทั้งหมดของรัฐบาล เมื่อผู้บริหารระดับสูงเข้าใจในขั้นตอนการทำงานและแนวคิดของรัฐบาลแล้ว จะได้ส่งต่อความเข้าใจนั้นให้กับเจ้าหน้าที่ระดับล่าง เพื่อการขับเคลื่อนทุกภาคส่วนไปพร้อมเพรียงกัน เพราะปัจจุบันนี้มีแต่เพียงผู้บริหารระดับบนเท่านั้น ทำให้เกิดการมองภาพว่า การทำงานของรัฐบาลไม่มีผลสัมฤทธิ์เกิดขึ้น และยังมีอีกหลักสูตรที่นายกฯให้ความสนใจ คือระดับเตรียมข้าราชการ เพื่อสร้างวิสัยทัศน์ จะให้การอบรมในระดับรองผู้บริหารลงมา คนเหล่านี้ต้องก้าวมาเป็นผู้บริหารในอนาคต ดังนั้นคนกลุ่มนี้จะได้มีโอกาสแสดงวิสัยทัศน์และเตรียมตัว เพื่อให้รู้ว่ารัฐบาลทำงานอะไรแล้วบ้าง เป็นการสานงานต่อไป

ร่าง พ.ร.บ.สามชั่วโคตรถึงมือ สนช.

ด้านนายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกากล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดระหว่างประโยชน์ส่วนตัวกับประโยชน์ส่วนรวม ว่า ส่งร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวไปยัง สนช.แล้ว มุ่งเน้นมาตรการป้องกันการทุจริต การมีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหลายของรัฐ ห้ามรับของหรือสิ่งอื่นใด และมาตรการอื่น อาทิ ห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐที่พ้นจากตำแหน่งยังไม่ถึง 2 ปี ไปทำงานเป็นที่ปรึกษาบริษัทอื่นไม่ได้ และยังต้องรักษาความลับที่รู้นั้นอยู่จนกว่าความลับนั้นจะถูกเปิดเผย รวมถึงเรื่องสัญญาที่เป็นสัญญาสัมปทาน ถ้าพบมีการเอื้อประโยชน์ หรือมีส่วนได้เสีย สามารถระงับ และขอให้ศาลเพิกถอนสัญญาได้ และการห้ามบุคคลของรัฐเข้าไปเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ สำหรับการรับโทษไม่ได้เป็นการเอาผิดถึง 7 ชั่วโคตร แต่ปรับเป็นการเอาผิดเพียง 3 ชั่วโคตร คือ เฉพาะบิดา มารดา ผู้สืบสันดาน ญาติพี่น้อง บุตร โดยตัดลุง ป้า อา ออก

“ปึ้ง” จี้เร่งปราบทุจริตให้จริง

ด้านนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศและแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ประเด็นการรับเงินสินบนของหน่วยงานต่างๆที่ทยอยเปิดข้อมูลออกมา เป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข ไม่เช่นนั้นการทุจริตในไทยจะถูกโจษขานในแวดวงนักลงทุนต่างชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จะเกิดคำถามตามมาว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะปราบโกงได้จริงหรือไม่ รัฐบาลจะมัวปฏิเสธและกล่าวหาผลการจัดอันดับทุจริตว่าไม่น่าเชื่อถือก็น่าเป็นห่วง ทั้งที่ควรรู้ว่าการทุจริตคอร์รัปชันในแวดวงราชการของไทย มีมาต่อเนื่องและยาวนาน และมักมีขบวนการที่ชอบโยนความผิดและความชั่วไปให้นักการเมือง แต่หากสังเกตต่างชาติจะพูดถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจเข้าไปเกี่ยวข้อง แทบไม่มีการบ่งชี้เลยว่ามีนักการเมืองเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย

“อ๋อย” ซัดทำกันสะเปะสะปะ

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรีและแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า กรณีสินบนโรลส์รอยซ์ในรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง ความสนใจดูจะพุ่งไปในประเด็นเกิดในรัฐบาลไหน นักการเมืองคนใดเกี่ยวข้อง ใครเป็นผู้รับสินบนบ้าง ไม่ได้คัดค้านและเชียร์ให้ตรวจสอบเต็มที่ แต่ที่ห่วงคือปัญหาเชิงระบบถูกละเลย ผู้มีอำนาจปัจจุบันให้ความสนใจน้อย ทำแบบสะเปะสะปะ ทั้งปัญหาการผูกขาดทางธุรกิจ ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมาย รัฐวิสาหกิจหลายแห่งไม่เปิดเผยข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างให้ครบถ้วน ส่วนการหาทางป้องกันรัฐมนตรีตั้งคนของตัวเข้าไปเป็นบอร์ดนั้น ควรทำช่วงที่กำลังปฏิรูป แต่ก็แปลก 2-3 ปีนี้กลับปล่อยให้มีการตั้งบอร์ดแบบไม่มีหลักมีเกณฑ์กันสนุกสนาน บอร์ดรัฐวิสาหกิจสำคัญเกือบทุกแห่ง ต้องมีตัวแทนคสช. หรือกระทรวงกลาโหม ไปนั่งกันเป็นแถว

“บิ๊กตู่” ขออย่าอินนิยายน้ำเน่า

วันเดียวกันเวลา 09.00 น.ที่หน้าตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ นำคณะเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อแสดงผลงานสิ่งประดิษฐ์ เนื่องในโอกาสวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 60 โดยนายกฯได้ชมผลงาน อาทิ ฟิตเนสพกพา ผ้าจากเปลือกฝักข้าวโพด อากาศยานไร้คนขับ สนามจินตนาการในร่มสำหรับเด็กผู้บกพร่องทางการมองเห็น จากนั้นกล่าวกับเยาวชนที่นำผลงานมาร่วมแสดงว่า ผลงานทำทีเดียวเสร็จไหม ผู้ใหญ่บางคนจะเอาทีเดียวเสร็จ อย่างการอ่านหนังสือต้องคิดเป็น แยกแยะเป็น ไม่ใช่อ่านหรือใครบอกอะไรมาเชื่อหมด เหมือนพวกนิยายน้ำเน่า ต้องคิด อย่ามโน รัฐบาลกำลังทำอะไรที่เป็นประโยชน์ ต้องให้กำลังใจผู้คิดค้นและนักประดิษฐ์ ถ้าไม่มีคนเหล่านี้เรายังคิดดักดานเหมือนเดิม อยู่แต่ไอ้คำว่าปรองดอง ประชาธิปไตยสิทธิมนุษยชน นั้นแหละ

บ่นพึมสื่อเหมารวม ขรก.ห่วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นนายกฯ ได้หันมาพูดกับนักข่าวด้วยน้ำเสียงดุดันว่า วันนี้มีทหารไว้ทำอะไร มีเอาไว้ใช้งานอย่างไรล่ะ น้ำท่วม ฝนแล้ง วาตภัย ทุกอย่างใช้ทหารหมด ส่วนคนไม่ดีก็คือไม่ดี ต้องแยกออกจากกันอย่าไปเหมารวม เดี๋ยวองค์กรเขาเสียหาย ข้าราชการทำผิดทุจริตก็ต้องดำเนินการสอบสวนทางวินัย

ต่อมาคุณหญิงแสงเดือน ณ นคร ประธานมูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เข้าพบนายกฯ และนำนักเรียนนายเรืออากาศ ร่วมจำหน่ายดอกป๊อปปี้ เนื่องในวันทหารผ่านศึก โดยนายกฯร่วมซื้อดอกป๊อปปี้ด้วย ขณะที่คุณหญิงแสงเดือนมอบเงิน 100,000 บาท สมทบช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ด้วย

ยุทธศาสตร์ชาติไม่ทำส่งเดช

ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. แถลงหลังการประชุม ครม. ถึงการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ระยะเวลา 1 ปีจากนี้ไป ว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเดินหน้ายุทธศาสตร์ชาติแล้ว 6 เรื่อง จะส่งต่อไปอีก 4 ปีข้างหน้ารัฐบาลชุดหน้าต้องสานงานต่อตามยุทธศาสตร์ที่วางเอาไว้ แต่ยุทธศาสตร์ชาติที่เราวางไป 20 ปี ไม่ได้วางส่งเดช เมื่อผ่านไปทุก 5 ปีสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์โลก เช่น วันนี้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐอเมริกา ก็ต้องมาปรับไม่ได้เขียนว่าต้องทำตามทั้งหมด อยู่ที่ประชาชนจะเลือกคนบริหารที่ดีเข้ามา เพราะวางพื้นฐานไว้ให้แล้ว

ปรองดองต้องคุยจนกว่าจะจบ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ส่วนคณะกรรมการปรองดองคงคุยกันครั้งเดียวไม่จบ แต่ก็คุยจนกว่าจะจบ จนกว่าจะได้เรื่องอย่าไปบังคับมากนัก เลือกตั้งมาแล้วไม่จบก็คือไม่จบก็เลือกตั้งไป เป็นเรื่องของทุกคน อยากได้อย่างไรก็ทำไป ถ้าคุยกันไม่ได้ก็ทำไม่ได้ การปรองดองทำได้หลายอย่างไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองหรือคดีความ แต่ส่วนหนึ่งที่คณะกรรมการปรองดองต้องทำ คือ เรื่องความขัดแย้งในการบริหารราชการแผ่นดิน ตรงนี้ต้องนำไปพิจารณาด้วย มอบนโยบายและแนวทางการทำงาน รวมถึงโครงสร้างให้ทุกคณะไปแล้ว จากนี้ต้องไปขับเคลื่อนข้างล่าง นำนโยบายตนไปดำเนินการซึ่งสอดคล้องกับการทำงานของรัฐบาล วันนี้จะเป็นการนำเรื่องที่ติดปัญหามาขับเคลื่อนให้เร็วขึ้น เป็นการคิดแบบเชิงบริหาร ตนคิดแบบทหาร โดยฝ่ายพลเรือนจะไปแปลงออกเป็นระเบียบ คำสั่ง กฎกระทรวง หากติดกฎหมายก็นำเข้า สนช.วันนี้เริ่มทำงานกันได้แล้ว

ลั่นไม่สั่งให้ใครปรองดองทั้งนั้น

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ส่วนปรับโครงสร้างดึงคนนอกมาร่วมเป็นกรรมการ ป.ย.ป. ก็เอาเท่าที่มาได้ก่อน เพราะไม่ได้คุยครั้งเดียวต้องมีหัวมีหางมีคนทำงาน ยังไม่สรุป ยังมีอีกหลายคณะที่ต้องคุยกัน ถ้าตรงกันก็ไปได้ ถ้าไม่ตรงกันก็คุยต่อ การทำงานแบบนี้คือปรองดอง ไม่ใช่แต่สั่งให้ปรองดอง ตนไม่สั่ง ทุกคนต้องยินยอมพร้อมใจ ส่วนการเชิญตัวแทนพรรคการเมืองมาร่วมหารือ คงเริ่มสัปดาห์นี้เขาพร้อมเมื่อใดก็จะเชิญ แต่รายละเอียดต้องไปถาม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ อยากให้สื่อนำคำถามที่ถามตนในวันนี้ไปถามรัฐบาลวันหน้าดู เขาจะตอบได้หรือไม่ ถ้าตอบได้ก็มั่นใจว่ามันจะเดินไปได้ แต่ถ้าตอบไม่ได้มันไปไม่ได้เชื่อสิ แต่ไม่ได้ดูถูกเขา เพราะเขากำลังพัฒนาตัวเองอยู่ และจะมาเสนอในคณะกรรมการปรองดอง เราจะถามว่าจะร่วมมือกันอย่างไรในเรื่องต่างๆ ไม่ใช่เอาเฉพาะคดีอย่างเดียว เรื่องเศรษฐกิจ การพัฒนาประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ มีหรือไม่ จะเห็นด้วยหรือไม่ เพื่อให้สังคมได้รับรู้โดยทั่วกัน ว่าคิดอย่างไร วันหน้าประชาชนจะได้เลือกคนได้ถูก

เวิร์กช็อป ป.ย.ป.ให้สอดรับแผน

ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการประชุมเวิร์กช็อป ป.ย.ป. วันที่ 1 ก.พ. ว่า จะหารือเกี่ยวกับการปฏิรูปเพื่อดูว่าที่ผ่านมารัฐบาลทำอะไรไปบ้าง ที่ผ่านมาต่างคนต่างทำ ทั้งเรื่องความมั่นคง ปฏิรูปตำรวจ กระทรวงกลาโหม สังคม การศึกษา โดยนายกฯ อยากรู้ว่าทำอะไรไปบ้าง ทั้งนี้ เพื่อส่งต่อให้รัฐบาลใหม่ดำเนินการให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ 20 ปี เมื่อถามถึงการปรับเพิ่มคณะอนุกรรมการสร้างความสามัคคีปรองดอง พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ทั้งหมดอยู่ในคณะใหญ่ของตนว่าควรมีเรื่องอะไรบ้าง ตนคิดไว้แล้ว แผนคงออกมาในวันที่ 31 ม.ค. โดยจะเชิญผู้เกี่ยวข้องจากฝ่ายต่างๆมาพูดคุยรับฟังความเห็นให้เสร็จภายใน 3 เดือน ส่วน นพ.ประเวศ วะสี และนายคณิต ณ นคร นั้น จะมาเป็นที่ปรึกษาในส่วนอำนวยการและรับฟังความเห็นด้วย นำแนวทางปรองดองของสองท่านมาดูในเบื้องต้น ซึ่งเห็นด้วยทุกเรื่อง ยกเว้นการนิรโทษกรรม อภัยโทษ และกระบวนการยุติธรรม

ยังไม่ปลดล็อกหวั่นทำนอกลู่

เมื่อถามถึงกรณีฝ่ายการเมืองระบุยังไม่เห็นคณะกรรมการทำเรื่องปรองดอง จึงยังไม่ตัดสินใจเข้าร่วม พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้เชิญฝ่ายการเมือง ส่วนคณะกรรมการเดี๋ยวก็เห็น เขาไม่ต้องตัดสินใจอะไร อยากให้ทุกพรรคการเมืองเข้ามาแสดงความคิดเห็นว่าจะเอาอะไรบ้าง โดยจะเชิญพรรคละ 10 กว่าคน เมื่อถามย้ำว่าจะปลดล็อกพรรคการเมืองหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่ต้องปลด ตอนนี้เขาคงหารือกันอยู่แล้ว หากเขาไปประชุมกันที่ จ.นครพนม สื่อจะตามไปหรือไม่ หากปลดล็อกแล้ว มีการประชุมในที่ต่างๆ ใครจะดูแล และหากเขาไม่หารือเฉพาะเรื่องปรองดอง ไปทำอย่างอื่น สื่อจะรับผิดชอบหรือไม่ ถ้าปลดแล้วมีความขัดแย้งต่อไปจะปลดทำไม

สนช.เชื่อ ป.ย.ป.พาชาติเดินหน้า

ช่วงเช้าที่รัฐสภา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า จัดงานสัมมนา “ร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติ” โดยนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. กล่าวบรรยายเรื่อง “คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)” ว่า ยุทธศาสตร์ชาติมีความจำเป็นเพื่อพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคง ตามแนวนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้ ครม.ต้องทำกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติให้เสร็จภายใน 120 วัน คสช.จึงมีคำสั่งตั้ง ป.ย.ป.เข้ามาเพื่อทำงานนี้ทั้งหมด 4 คณะ โดยมี สนช. และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เข้าไปร่วมทำงานด้วย ทั้งสองสภาฯต้องหารือกัน หากคณะทำงานชุดใดมีนโยบายการปฏิรูปใดๆ เมื่อพิจารณากลั่นกรองบูรณาการแล้ว ให้นำเสนอไปยัง ป.ย.ป.ชุดใหญ่พิจารณาทันที เพื่อความรวดเร็ว และให้การทำงานของรัฐบาลเชื่อมโยง บรรลุการปฏิบัติ เชื่อว่า ป.ย.ป.จะนำไปสู่การทำงานยุทธศาสตร์ชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปชป.ขวาง พท.มุ่งนิรโทษกรรม

นายราเมศ รัตนเชวง ฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ แถลงตอบโต้ข้อเสนอพรรคเพื่อไทยเรื่องแนวทางปรองดอง ที่เสนอต่อคณะกรรมาธิการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. ว่า การที่พรรคเพื่อไทยอ้างว่าความขัดแย้งเกิดจากฝ่ายตรงข้าม ไม่สามารถต่อสู้ทางการเมืองในระบบรัฐสภาได้ เป็นการพูดไม่หมดว่าที่คนรับไม่ได้เพราะมีพฤติกรรมประพฤติชั่วร้ายแรง ไม่ยอมรับอำนาจตุลาการ คิดว่าพรรคเพื่อไทยมองไปข้างหน้าแล้วว่าปรองดองครั้งนี้ต้องมีนิรโทษกรรม ถ้าสปท.จะนำข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยเข้าสู่กระบวนการรวบรวมข้อมูลนั้น อยากให้หยุด และยุบคณะอนุกรรมการ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ ป.ย.ป.เพียงองค์กรเดียว เพราะไม่ว่าหน่วยงานใด หากมีความพยายามจะนิรโทษกรรม ย่อมเกิดปัญหาไม่มีที่สิ้นสุด สุดท้ายจะไปเข้าทางองคาพยพของนายทักษิณ ชินวัตร

นปช.ชี้ปรองดองต้องเป็นธรรม

ด้านกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ออกแถลงการณ์ข้อเสนอเรื่องการปรองดอง ระบุว่า รัฐควรสร้างบรรยากาศที่เหมาะสมให้ทุกฝ่ายเข้าสู่การปรองดอง โดยให้สามารถแสดงความคิดเห็นได้ มีเวทีสาธารณะ และให้องค์กรที่น่าเชื่อถือทั้งในประเทศ และระหว่างประเทศ มาสังเกตการณ์ การทำความจริงให้ปรากฏต้องไม่ฟื้นฝอยหาตะเข็บ หยุดวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง ที่เป็นการใส่ความเท็จ ใส่ร้ายป้ายสียุยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากข้าราชการ สื่อ พรรคการเมือง และกลุ่มองค์กรประชาชน ควรนำเสนอหลักฐานที่เป็นผลการพิจารณาของศาลล่าสุด และการสืบสวนสอบสวนที่มีมาตรฐานมาเผยแพร่ โดยคณะกรรมการที่น่าเชื่อถือในหมู่ประชาชน ขณะที่ผู้ที่กระทำต่อผู้เห็นต่างต้องสารภาพความจริง ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ ให้ได้รับการยอมรับจากประชาชนทุกฝ่าย ด้วยหลักนิติรัฐ นิติธรรม รื้อฟื้นและเยียวยาผู้ถูกดำเนินคดีโดยไม่เป็นธรรม และยกเลิกการใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อจัดการกับกลุ่มที่เห็นต่าง

“มีชัย” รอถกพิจารณาคดีลับหลัง

ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งอยู่ระหว่างมีหนังสือไปยังศาลฎีกาเพื่อให้ส่งตัวแทนเข้าชี้แจงในวันที่ 6 ก.พ. โดยกฎหมายดังกล่าวมีสาระสำคัญคือ การหาวิธีพิจารณาคดีลับหลังจำเลยกรณีจำเลยจงใจไม่มาศาล เช่น การหนีศาล เพื่อไม่ให้มีคดีค้างในศาลจำนวนมาก จะถามถึงความเป็นไปได้ว่าจะให้มีการพิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้หรือไม่ สอดคล้องกับกรณีที่ศาลเคยมีข้อเสนอให้การอุทธรณ์คดี จำเลยต้องมายื่นคำอุทธรณ์ต่อศาลด้วยตนเอง ดังนั้นหากใครคิดหนีคดี จะไม่สามารถยื่นคำอุทธรณ์คดีได้ แต่ กรธ.จะคิดต่อยอดไปด้วยว่า หากในชั้นพิจารณาคดี จำเลยไม่มาศาลจะมีวิธีดำเนินการอย่างไร การเสนอเช่นนี้หากตัวแทนศาลไม่มีใครคัดค้านก็จะวางหลักการตามที่กล่าวไว้ และถ้ามีการพิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้ ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องอายุความอีกต่อไป ถือเป็นการสร้างความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม

ย้ำแนวคิดให้สื่อปฏิรูปกันเอง

นายมีชัยยังกล่าวถึงกรณีคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน สปท. เตรียมผลักดันร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ว่า ยังไม่เห็นร่างกฎหมาย แต่ยืนยันในหลักการร่างรัฐธรรมนูญให้สื่อมวลชนมีสิทธิเสรีภาพกว่าอาชีพอื่น และยังวางกลไกให้สื่อกำกับการทำหน้าที่กันเอง และเห็นว่าเรื่องนี้สื่อควรทำกันเอง หากให้คนอื่นทำก็อดคิดไม่ได้จะมีคนแทรกแซง เรื่องนี้สื่อควรคุยกับ สปท.ให้รู้เรื่อง ความจริงคิดในใจเอาไว้คือให้ กมธ. สปท. ตั้งเป็นประเด็นเอาไว้ และให้ตั้งคณะอนุ กมธ.ที่เป็นสื่อล้วนๆ และให้สื่อได้คิดกันเองในการแก้ปัญหาต่างๆ สื่อจะเกิดความรับผิดชอบต่อสังคม ยืนยันว่าการออกกฎหมายต้องยึดโยงกับรัฐธรรมนูญ หากทำอะไรที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญจะเป็นเหตุในการต่อสู้กันภายหลังว่ากฎหมายใช้ไม่ได้ สื่อมวลชนถือเป็นอาชีพพิเศษ หน่วยงานอื่นจะไปเขียนเองก็ยากที่จะเข้าใจ ถ้าสื่อเขียนกันเองจะเข้าใจง่ายกว่า แต่อยากให้สื่อรับรู้ว่าสังคมนี้มีอีกฟากหนึ่งที่อาจมีความเห็นไม่ตรงกันกับสื่อ ก็ต้องมาพูดคุยกัน

นายกฯปัดออกใบสั่งคุมสื่อ

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.กล่าวว่า ไม่ใช่กฎหมายคุมสื่อ แต่ประเทศเราจำเป็นต้องมีการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพทุกอาชีพ ไม่ใช่ใครทำอะไรก็ได้ทั้งหมด ต้องมาดูว่าปัญหาอยู่ตรงไหน เพราะในองค์กรสื่อเองก็ควบคุมไม่ได้มากนัก เราไม่ได้ออกมาควบคุมปิดกั้น เป็นการควบคุมเพื่อให้มีจรรยาบรรณ สื่อก็อ้างแต่จรรยาบรรณแล้วจรรยาบรรณคืออะไร คือการสื่อสารให้ประชาชนมีโอกาสเลือกรับฟัง ติดตาม และเชื่อถือ ต้องมีข้อมูลที่สมดุลกันทั้ง 2 ทาง ไม่ใช่เอียงข้างใดข้างหนึ่งอยู่แบบนี้ ทำให้ประเทศชาติสับสนวุ่นวาย ประชาชนขัดแย้งกัน รัฐบาล ข้าราชการทำงานไม่ได้ นั่นคือปัญหา ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ สปท.เป็นคนเสนอมา เพราะมองเห็นถึงปัญหาว่าเราต้องปฏิรูปทั้งหมด ตนไม่ได้ไปสั่ง และเรื่องการปฏิรูปสื่อก็อยู่ใน 11 วาระการปฏิรูป

อย่าระแวงไม่มีใครกลั่นแกล้งได้

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า สปท.มีแนวคิดจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 13 คน มีข้าราชการ 4 คน ที่เหลือเป็นผู้แทนองค์กรสื่อและส่วนอื่น ถามว่าคณะกรรมการจะสั่งการอย่างไรในเมื่อทุกคนเป็นตัวแทนของแต่ละฝ่ายอยู่ด้วย คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่มอบหมายว่าทุกคนต้องทำอะไรบ้าง มีการตรวจสอบมาตรฐาน มีการฝึกอบรมให้ความรู้ เพียงแต่ทุกคนต้องไปผ่านมาตรฐานของเขา ไม่ได้คุมไม่ให้นำเสนอข่าว อาชีพอื่นก็ถูกคุมเรื่องวิชาชีพเช่นกัน อย่าไปกังวลว่ารัฐบาลไหนจะมาควบคุม ข้าราชการเพียง 4 คน จะสู้ส่วนอื่นที่ไม่ใช่ข้าราชที่มีถึง 8 คนได้อย่างไร ไม่ใช่ มาเสนอว่าไม่ต้องมีกฎหมายนี้ อย่าไปหวาดระแวงว่าจะถูกแกล้งปิด รัฐบาลจะสั่งปิดจะไปสั่งได้อย่างไร ถ้าคณะกรรมการไม่ได้มีมติ ถ้าปิดก็ต้องฟ้องร้องกัน มันก็มีวิธีการต่อสู้อยู่แล้ว รัฐไปแทรกแซงไม่ได้

“จ้อน” หวังปลดแอกทุนสามานย์

ขณะที่นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท. กล่าวถึงกรณี 30 องค์กรสื่อรวมตัวคัดค้านร่าง พ.ร.บ.สภาวิชาชีพสื่อมวลชน ว่า สปท.ไม่มีเจตนาจะควบคุมสื่อ มุ่งเน้นให้สื่อมวลชนมีอิสระปลอดจากการแทรกแซงของรัฐและทุนสามานย์เป็นสำคัญ ต้องยอมรับว่าการควบคุมและแทรกแซงสื่อในอดีต ทั้งด้วยอำนาจและผลประโยชน์ ทำให้กระทบต่อการทำหน้าที่อย่างสุจริตและเป็นกลาง ไม่อาจปล่อยให้สื่อมวลชนตกอยู่ในสถานการณ์นั้นอีกต่อไปได้ สำหรับตนในฐานะอดีตสื่อมวลชนจะมอบแนวทางการพิจารณาต่อ กมธ. และวิป สปท. ภายใต้หลักการ 5 ประการ คือ หลักสิทธิเสรีภาพตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ หลักความเป็นอิสระปลอดจากการแทรกแซงครอบงำจากรัฐและทุนสามานย์ หลักจรรยาบรรณและมาตรฐานวิชาชีพ หลักความรับผิดชอบต่อสังคม หลักการมีส่วนร่วมของประชาชน ต้องรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะตัวแทนสื่อซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงประกอบการพิจารณาด้วย

สื่อยกทีมไขก๊อกไม่ร่วมสังฆกรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า หลังจาก 30 องค์กรสื่อ ออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านไม่เห็นด้วยกับ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ของ สปท.นั้น ล่าสุด ตัวแทนสื่อที่เข้าไปร่วมเป็นอนุ กมธ.ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว อาทิ นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ นายจักร์กฤษ เพิ่มพูล และนางสุวรรณา สมบัติรักษาสุข เตรียมยื่นหนังสือลาออกจากอนุ กมธ. ในวันที่ 2 ก.พ. ด้วยเหตุผลว่าเนื่องจากเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.ที่ปรากฏออกมา ผิดไปจากสิ่งที่ได้เสนอไป จึงต้องการแสดงจุดยืนลาออกเพื่อแสดงความไม่เห็นด้วย

ป.ป.ช.เปิดกรุ ครม.“ประยุทธ์4”

อีกเรื่อง ที่สำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของรัฐมนตรี ที่เข้ารับตำแหน่งใหม่ 12 คน ในรัฐบาล “ประยุทธ์ 4” เมื่อวันที่ 18 ม.ค.2560 มีบัญชีทรัพย์สินที่น่าสนใจ อาทิ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมช.ศึกษาธิการ มีทรัพย์สิน 1,315,404,304 บาท เป็นมูลค่าที่ดินสูงถึง 1,152 ล้านบาท อาทิ ย่านนางเลิ้ง บางซื่อ และ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม มีทรัพย์สิน 207,495,698 บาท นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรม มีทรัพย์สิน 25,674,156 บาท นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีทรัพย์สิน 68,434,656 บาท นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีทรัพย์สิน 73,411,525 บาท โดยมีของสะสมวัตถุโบราณ 134 รายการ อาทิ รูปปั้นและเครื่องปั้น ดินเผาสมัยสุโขทัย เทวรูปเขมร มูลค่า 22.9 ล้านบาท นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีทรัพย์สิน 73,833,432 บาท นางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีทรัพย์สิน 82,235,401 บาท นายธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ มีทรัพย์สิน 44,332,036 บาท

4 รมต.ป้ายแดงรวยทะลุ 100 ล้าน

ขณะที่ 4 รัฐมนตรีหน้าใหม่ที่เพิ่งรับตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นครั้งแรก 4 คน ล้วนมีทรัพย์สินเกิน 100 ล้านบาท ได้แก่ นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล รมช.ต่างประเทศ มีทรัพย์สิน 186,403,313 บาท น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รมช.เกษตรและสหกรณ์ มีทรัพย์สิน 244,596,466 บาท เป็นเงินลงทุนมูลค่า 138,736,084 บาท ที่ดินมูลค่า 72.7 ล้านบาท ใบฝากทองคำแท่งหลายรายการ น้ำหนักรวม 220 บาท มูลค่า 5 ล้านบาท ใบซื้อทองคำแท่งหลายรายการ น้ำหนักรวม 6 กิโลกรัม มูลค่า 10 ล้านบาท นายพิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม มีทรัพย์สิน 149,248,389 บาท นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ มีทรัพย์สิน 113,165,080 บาท มีทั้งอัญมณี เครื่องเพชร 30 กว่ารายการ พระเครื่องรุ่นดัง 30 รายการ อาทิ สมเด็จพระเกศไชโย มูลค่า 2 ล้านบาท สมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ มูลค่า 3 ล้านบาท พระนางพญาพิมพ์เข่าโค้ง 2 ล้านบาท พระปิดตาหลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ มูลค่า 3 ล้านบาท รวม 60.6 ล้านบาท

ทรัพย์สิน “บิ๊กโชย” เพิ่มขึ้น 20 ล้าน

ขณะเดียวกัน ยังเปิดเผยทรัพย์สินของ ครม.ที่พ้นจากตำแหน่ง 2 ราย ได้แก่ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ อดีต รมว.ศึกษาธิการ มีทรัพย์สิน 95,565,318 บาท พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา อดีต รมว.ยุติธรรม มีทรัพย์สิน 47,440,880 บาท นอกจากนี้ยังเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของสมาชิก สนช.ที่พ้นตำแหน่ง 3 ราย โดยมีบัญชีทรัพย์สินที่น่าสนใจ อาทิ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช มีทรัพย์สิน 88,325,682 บาท มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 18 ล้านบาท เมื่อเทียบกับสมัยยื่นบัญชีทรัพย์สินเข้ารับตำแหน่ง สนช. เมื่อวันที่ 8 ส.ค.2557 ทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นเป็นบ้านแฝด 2 หลัง ย่าน ซ.ติวานนท์ 48 จ.นนทบุรี ที่เพิ่งสร้างเมื่อเดือน มี.ค.2559 พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ มีทรัพย์สิน 120,337,583 บาท มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 20.4 ล้านบาท เมื่อเทียบกับสมัยยื่นบัญชีทรัพย์สินเข้ารับตำแหน่งสนช.เมื่อวันที่ 8 ส.ค.2557 โดยทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นเป็นที่ดิน อ.บางบ่อ สมุทรปราการ ที่ได้มาเมื่อเดือน พ.ย.2557

ไทยปรับแผนรองรับไว้แล้ว

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. กล่าวถึงกรณีที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ออกนโยบายกีดกันคนมุสลิมเข้าประเทศอเมริกาจะมีผลกระทบต่อไทยหรือไม่ ว่า คงมีผลกระทบอยู่บ้าง สหรัฐฯคงต้องการจัดระเบียบ ก็ไม่มีอะไร เพียงคนมุสลิมไปไม่ได้ ตนก็ไปไม่ได้แต่ก็ไม่เดือดร้อน คนที่ต้องการไปก็รอก่อน ทั้งนี้อาจมีปัญหานิดหน่อยเรื่องเศรษฐกิจการค้าระบบการเงินการคลังเปลี่ยนแปลงหมด รัฐบาลเตรียมตั้งรับไว้ตลอด มี 2 ค่ายหลักที่ต้องค้าขายด้วย คือสหรัฐฯ กับอียู เราต้องเตรียมปรับแผน ซึ่งได้ทำไว้แล้วก่อนที่นายทรัมป์จะได้รับเลือก มีหลายมาตรการเช่น เพิ่มการค้าขาย ผลิตภายในให้มากที่สุด และเพิ่มการส่งออกภายในอาเซียน หลายโครงการเกิดขึ้นแล้ว การค้าชายแดนเพิ่มขึ้นถึง 500% ทุกประเทศเดินการเมืองกับเศรษฐกิจแยกกัน การค้าหลายอย่างเพิ่มขึ้นไม่รู้กี่เท่า มูลค่าการลงทุนมากกว่าที่ประมาณการไว้ เป็นเพราะเราปรับเรื่องสิทธิประโยชน์ให้ทัดเทียมเพื่อนบ้าน

นโยบาย “ทรัมป์” ไม่กระทบไทย

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ห้ามคนจาก 7 ประเทศมุสลิมเข้าสหรัฐฯจะกระทบคนไทยมุสลิมที่จะเดินทางไปสหรัฐฯหรือไม่ว่า ไม่ใช่เรื่องของมุสลิม เป็นเรื่องผู้ถือหนังสือเดินทางประเทศนั้นๆไม่เกี่ยวข้องกับไทย คนไทยยังเดินทางไปสหรัฐฯได้ตามปกติ ทั้งท่องเที่ยว ประชุมและธุรกิจ เมื่อถามว่าภาพรวมนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยหรือไม่ นายดอน ตอบว่า ที่ผ่านมาทั้งสองพรรคการเมืองใหญ่ที่สลับกันเป็นรัฐบาลก็มีความสัมพันธ์ปกติดีกับไทย และนโยบายช่วงต้นของสหรัฐฯ เป็นการทำตามที่หาเสียงไว้ และนโยบายที่ออกมาเราติดตามด้วยความสนใจ เพราะท่าทีของประเทศใหญ่ย่อมมีผลกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก ส่วนเรื่องการค้าการลงทุนยังถือว่าปกติ

อ้างย้ายบิ๊กแรงงานตรงภารกิจ

ที่กระทรวงแรงงาน ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณี มติ ครม. ย้ายนายวรานนท์ ปีติวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน ไปเป็นอธิบดีกรมการจัดหางาน แทนนายสิงหเดช ชูอำนาจ อธิบดีกรมการจัดหางาน ที่ถูกย้ายสลับเป็นรองปลัดกระทรวงแรงงาน รวมถึงให้นายบุญเลิศ ธีระตระกูล ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน เป็นรองปลัดกระทรวงแรงงาน ว่า การแต่งตั้งครั้งนี้เป็นไปด้วยความเหมาะสม พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน มองถึงงานสำคัญของกระทรวงเรื่องเกี่ยวกับต่างประเทศ โดยนายสิงหเดช มีความสามารถด้านต่างประเทศมากกว่า ส่วนนายวรานนท์มีความสามารถดูแลแก้ปัญหาค้ามนุษย์และด้านจัดหางานที่มีความเข้มข้น จึงปรับตามความเหมาะสมกับภารกิจ การแต่งตั้งครั้งนี้ไม่มีใครน้อยใจ ทุกคนเข้าใจถึงความเด่นของแต่ละคน

ม็อบอ่วมศาลสั่งชดใช้ร่วมร้อยล้าน

วันเดียวกัน ที่ศาลแพ่ง ศาลแพ่งมีคำพิพากษาในคดีที่บริษัท เอนเนอร์ยีคอมเพล็กซ์ จำกัด เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา นายทศพล แก้วทิมา และ นพ.ระวี มาศฉมาดล แกนนำกองทัพประชาชนและเครือข่ายปฏิรูปพลังงานไทย (กคป.) นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และนายธวัชชัย พรหมจันทร์ แกนนำ กคป. เป็นจำเลยที่ 1-5 ละเมิด เรียกค่าเสียหาย 118,930,051.44 บาท กรณีที่จำเลยทั้งห้าร่วมกันนำผู้ชุมนุมเข้าไปที่สำนักงานของสำนักงานกลุ่มบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และกระทรวงพลังงาน ซึ่งเป็นพื้นที่เช่าของบริษัทเอนเนอร์ยีฯ ตั้งแต่วันที่ 13 ม.ค.57 และต่อเนื่องตลอดมาทำให้โจทก์และผู้เช่าได้รับความเสียหาย ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่จำเลยทั้งห้าร่วมกันชุมนุมบุกรุกมาในพื้นที่อาคาร ทำให้ทรัพย์สินในอาคารเสียหาย ขาดรายได้ที่เป็นค่าเช่า จึงพิพากษาว่าให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 95,923,547.84 บาท แก่บริษัทเอนเนอร์ยีฯ โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้อง

“เนติวิทย์” วอนเมตตา “ไผ่ ดาวดิน”

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ศาลฎีกา ถนนแจ้งวัฒนะ นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นิสิตปี 1 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมตัวแทนจาก “เครือข่ายนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อย ซึ่งรักความเป็นธรรม” 6 คน ยื่นหนังสือและไปรษณียบัตรต่อนายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา ขอให้ทบทวนพิจารณาการเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน นักศึกษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ต้องหาคดี 112 และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่ไม่ได้รับการประกันตัวในชั้นสอบสวน โดยมีผู้แทนรับหนังสือไว้ นายเนติวิทย์กล่าวว่า ได้เขียนไปรษณียบัตร 300 ฉบับแสดงความคิดเห็นเป็นห่วงนายจตุภัทร์ ซึ่งเขียนด้วยความบริสุทธิ์ใจ และหวังว่าจะได้รับความเมตตาจากประธานศาลฎีกา ทบทวนการพิจารณาการเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวนายจตุภัทร์

“พรเพชร” เด้งสอบสินบนซีซีทีวีสภาฉาว ขอ ป.ป.ช.-สตง.ประสานข้อมูลสหรัฐฯ พร้อมตั้ง กก.สอบถ้าพบผิดฟันไม่เลี้ยง “อาคม” รอดูผลสอบการบินไทย “สุวพันธุ์” เรียกถกชุดใหญ่ ป.ป.ช.-สตง.-ป.ป.ท.-ปปง.เร่งปิดเกมปมสินบน... 1 ก.พ. 2560 08:03 1 ก.พ. 2560 08:03 ไทยรัฐ