วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

“RCEP” จุดเปลี่ยนการค้าโลก 16 ประเทศลุยต่อรับมือ “TPP” หยุดชะงัก

ดันเจรจา RCEP ให้เสร็จเร็วที่สุด หลัง “ทรัมป์” ถอนตัวจาก TPP ส่งผลให้การบังคับใช้หุ้นส่วนเศรษฐกิจ 12 ชาติหยุดชะงัก ยันความตกลงเปิดจุดการค้าอาเซียน+6 ทันสมัย และมาตรฐานสูงไม่น้อยกว่า TPP ได้ประโยชน์กับ ประเทศไทยในทุกภาคส่วน

นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยสำหรับการเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP หรืออาร์เซพ) เปิดเผยว่า หลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถอนตัวจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (TPP หรือทีพีพี) จนทำให้การบังคับใช้หยุดชะงักนั้น ทั่วโลกจับตาดูการเจรจา RCEP ของสมาชิก 16 ประเทศ คือ อาเซียน 10 ประเทศ และคู่เจรจา 6 ประเทศคือ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์ จะเดินหน้าต่อ อย่างไร และจะมีผลบังคับใช้เมื่อไร

โดยเดือน ก.พ.นี้ ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสมาชิก TPP และ RCEP จะจัดประชุมคณะกรรมการเจรจาด้านการค้า RCEP โดยญี่ปุ่นต้องการ ผลักดันการเจรจาให้ได้ข้อสรุป และมีผลบังคับใช้โดยเร็ว เพราะ RCEP เป็นความตกลงขนาดใหญ่ มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สูงถึง 22.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 29% ของ GDP โลก รวมถึงเป็นเขตการค้าเสรีที่สร้างจุดเปลี่ยน ทางการค้า และจุดเริ่มต้นขยายการค้า และการลงทุนที่สำคัญมากของเอเชียแปซิฟิกแถบฝั่งเอเชีย ซึ่งหลังการประชุมที่ญี่ปุ่น การเจรจาจะมีความชัดเจนขึ้น แม้ขณะนี้หลายประเด็นยังหาข้อสรุปไม่ได้

นายรณรงค์กล่าวว่า RCEP ครอบคลุมการเปิดตลาดสินค้าบริการ และการลงทุน โดยการเปิดตลาดสินค้า การเจรจาครั้งล่าสุดเมื่อต้นเดือน ม.ค.60 สมาชิกตกลงจะเปิดเสรีสินค้าแล้วในสัดส่วน 80% ของสินค้าที่ค้าขายกัน ส่วนอีก 20% การประชุมที่ญี่ปุ่นจะกำหนดรูปแบบ หรือเกณฑ์การลดภาษี แต่ประเด็นที่ต่อรองกันมาก และยากต่อการสรุป คือ การกำหนดเป้าหมายลดภาษีสินค้ากับทุกประเทศสมาชิกในระดับที่สูงและเท่ากัน ซึ่งเป็นเป้าหมายของอาเซียน เพราะอาเซียนเปิดเสรีสินค้าระหว่างกันหมดแล้ว จึงต้องการให้อีก 6 ประเทศเปิดตลาดในระดับสูงเช่นกัน

“สินค้า 80% ที่ตกลงจะลดภาษีนำเข้านั้น ในจำนวนนี้สัดส่วน 65% จะลดภาษีเป็น 0% ทันที ส่วนอีก 15% จะลดเป็น 0% ใน 10-15 ปี ขณะที่อีก 20% ซึ่งเป็นสินค้าอ่อนไหวและอ่อนไหวสูง ในการประชุมที่ญี่ปุ่นต้องคุยรูปแบบการลดภาษีกันจะเป็นอย่างไร จะลดเป็น 0% หรือไม่ หรือจะทยอยลดให้เหลือน้อยที่สุดในกี่ปี สำหรับไทย ก่อนการประชุมที่ญี่ปุ่นจะหารือกับภาคเอกชน เพื่อจัดทำรายการสินค้าที่จะเรียกร้องให้คู่เจรจาเปิดตลาด และเลือกรายการสินค้าที่ไทยพร้อมจะยื่นข้อเสนอเปิดตลาดให้คู่เจรจา”

ขณะที่การค้าบริการและการลงทุน การประชุมที่ญี่ปุ่นจะหารือถึงการเปิดเสรีเพิ่มเติม ทั้งการเพิ่มจำนวนสาขาของธุรกิจบริการที่จะเปิดเสรี และการกำหนดมาตรฐานเพื่อความโปร่งใสของการใช้กฎระเบียบ หรือมาตรการของสมาชิก เพื่อลดข้อจำกัดด้านกฎหมาย หรืออุปสรรคต่อการเปิดเสรี ซึ่งอาเซียนและคู่เจรจามีท่าทีแตกต่างกัน โดยเฉพาะการผูกพันการเปิดเสรี ภายใต้หลักการ Ratchet ที่กำหนดให้สมาชิกผูกพันเปิดเสรีเท่ากัน หรือไม่น้อยกว่าที่กฎหมายแต่ละประเทศอนุญาต และต้องเปิดเสรีให้เพิ่มขึ้นเมื่อแต่ละประเทศแก้ไขกฎหมายให้มีความเป็นเสรีมากขึ้น

“ไทยต้องหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และตรวจสอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ การค้าและการลงทุนทุกฉบับ รวมถึงความตกลงระหว่างประเทศอื่นที่ไทยเป็นภาคี เพราะการดูแลธุรกิจ และการลงทุนของต่างชาติในไทยเชื่อมโยงกับกฎหมาย และพันธกรณีในความตกลงอื่นด้วย”

อย่างไรก็ตาม การเปิดเสรีลงทุนนั้น นักลงทุนในประเทศสมาชิกสามารถฟ้องร้องรัฐบาลของประเทศที่เข้าไปลงทุนได้ หากปฏิบัติไม่เป็นธรรม สำหรับไทยมีมาตรการคุ้มครองการลงทุนระดับสูงอยู่แล้ว เพื่อช่วยสร้างความเชื่อมั่น โดยสาขาที่ไทยจะเปิดเสรี เป็นสาขาที่รัฐบาลส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ ทั้งอุตสาหกรรมการผลิต และที่เกี่ยวเนื่องกับบริการ รวมถึงกิจการ E-Commerce ที่เน้นการคุ้มครองผู้บริโภค และป้องกันอาชญากรรมทางอินเตอร์เน็ต

นายรณรงค์กล่าวว่า RCEP เป็นความตกลงที่เปิดเสรีสูง และมีมาตรฐานไม่น้อยกว่า TPP แต่มีความยืดหยุ่นในเวลาการเปิดเสรี อีกทั้งยัง เป็นการเจรจาที่อาเซียนต้องมีฉันทามติร่วมกันก่อนกำหนดเป็นท่าที เสนอ 6 ประเทศ จากนั้น 16 ประเทศ จึงจะเจรจาให้ได้ฉันทามติ ไม่มีประเทศใดชี้นำได้ ต่างจาก TPP ที่สหรัฐฯมีบทบาทมาก

สำหรับท่าทีของไทยคือมีความเป็นกลาง ไม่ขัดแย้งกับประเทศอื่น โดยรัฐและเอกชนไทยได้หารือกันต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายว่าสมาชิกต้องตอบสนองข้อเรียกร้องของไทยด้วย หาไม่ก็ยากที่ไทยจะยอมให้สรุปผลการเจรจา แต่ทุกหน่วยงานต้องเสริมสร้างในส่วนที่ไทยยังอ่อนแอ เช่น ความสามารถในการแข่งขัน ความโปร่งใสในการใช้กฎหมาย โครงสร้างพื้นฐานที่สมบูรณ์ การลงทุนขนาดใหญ่ รวมทั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษตะวันออก ฯลฯ หากจัดการเรื่องเหล่านี้ได้ การใช้ประโยชน์จาก RCEP จะคุ้มค่ามาก

“การให้มีผลบังคับใช้ จะต่างจาก TPP โดย RCEP จะกำหนดจำนวนประเทศที่ให้สัตยาบรรณ เช่น อาเซียนให้สัตยาบรรณกี่ประเทศ คู่เจรจากี่ประเทศ จึงจะถือว่ามีผลบังคับใช้ จะไม่ดูที่มูลค่า GDP เหมือน TPP ที่กำหนดถึง 85% ของมูลค่าจีดีพีรวมของสมาชิก” นายรณรงค์กล่าวในที่สุด.

ดันเจรจา RCEP ให้เสร็จเร็วที่สุด หลัง “ทรัมป์” ถอนตัวจาก TPP ส่งผลให้การบังคับใช้หุ้นส่วนเศรษฐกิจ 12 ชาติหยุดชะงัก ยันความตกลงเปิดจุดการค้าอาเซียน+6 ทันสมัย และมาตรฐานสูงไม่น้อยกว่า TPP ได้ประโยชน์กับ ประเทศไทยในทุกภาคส่วน... 31 ม.ค. 2560 23:40 ไทยรัฐ