วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ขโมยภาพวาด ไม่จบแค่ลาออก ก.พ. ลั่น มีสิทธิ์ฟันเพิ่ม

หน้าชากันไปทั้งสยามประเทศ หลังข้าราชการระดับสูงของ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์...หน่วยงานราชการที่มีหน้าที่ปกป้องการก่ออาชญากรรม หรือ “ขโมย” ทรัพย์สินทางปัญญา ของชาวไทยทุกผู้ทุกนาม...

แต่กลับไปถูก เจ้าหน้าที่โรงแรมในประเทศญี่ปุ่น จับได้ว่าแอบ “ขโมย” รูปภาพ 3 รูป ที่มีมูลค่าเพียง ไม่กี่บาท!

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น การเดินทางไปยังแดนอาทิตย์อุทัย ดินแดนที่ “กฎหมาย” มีความศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างยิ่ง ยังเป็นการ “ถูกเชิญ” ให้ไปเป็น “แขกบ้านแขกเมือง” เพื่อเข้าร่วมประชุมงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาของภาครัฐ และมหาวิทยาลัยชื่อดังของญี่ปุ่น เชิญไปร่วมประชุมเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของภาครัฐ

เป็นการเดินทางที่ต้องแบก “ศักดิ์” และ “ศรี” เกียรติภูมิของประเทศที่มีประชากรเกือบ 70 ล้านคน ไปเต็มสองบ่า เพื่อโชว์ ชาวเลือดซามูไร เอาเสียด้วย

และแม้ล่าสุด “บุคคลท่านนั้น” จะขอโทษพี่น้องชาวไทย รวมทั้งยื่นหนังสือลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด โดยอ้างว่า ที่ลงมือทำไปนั้น เกิดจาก “เมาสุราจนไม่ได้สติ”

เมื่อข้าราชการ ไปกระทำความผิด ที่ “ชัดเจน” จนสร้าง (ชื่อเสีย) กับชาวโลกขนาดนี้ แต่การดำเนินการต่างๆ ของหน่วยงานต้นสังกัด กลับถูกตั้งข้อสังเกตในหมู่ประชาชนว่า เหตุใด...จึงล่าช้านัก เป็นความพยายามปกป้องพวกเดียวกันเองหรือไม่?

หรือ ... การประกาศลาออกที่เกิดขึ้น สามารถหลบเลี่ยง “บทลงโทษ” จากการทำความผิดได้หรือไม่

วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ขอชวนแฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ทุกท่าน ไปฟังคำตอบในทุกแง่มุม จากผู้ทำหน้าที่ “คุมกฎ” คอยจับตาดูแลข้าราชการไทย ที่มีกว่า 4 แสนคนทั่วประเทศ ไม่ให้ออกนอกแถว นางเมธินี เทพมณี เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และ คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) จากเรื่องอื้อฉาวที่เกิดขึ้นกันดีกว่า

“การที่ข้าราชการ ไปลักทรัพย์ ไม่ว่าจะในหรือนอกประเทศ ความผิดชัดเจนค่ะ”

เลขาฯ ก.พ. ตอบอย่างหนักแน่นทันทีโดยไม่ต้องคิด เมื่อถูกตั้งคำถามแรกจาก ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์

“ส่วนจะมีความผิดร้ายแรงขนาดไหนนั้น หรือไม่...อย่างไร? ก็ต้องขึ้นอยู่กับการสอบสวนว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหา ทำลงไปเพราะเหตุผลใดกันแน่?”

ตะลึง...กรณี ข้าราชการไทย ทำเรื่องอื้อฉาวในต่างแดน ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก!

จากนั้น เลขาฯ ก.พ. กล่าวกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ต่อไปว่า

และ...กรณีที่เพิ่งเกิดขึ้นนี้ ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นกรณีแรก!

ในแต่ละปี เท่าที่ทราบ...กระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ ได้มีการเก็บข้อมูล คดีที่บรรดาข้าราชการในสังกัดต่างๆ ไปกระทำความผิด ทั้งในและต่างประเทศ หรือแม้แต่บางคดีที่ถูกตัดสินไปเรียบร้อยแล้ว เอาไว้อยู่

ขณะที่ ก.พ. เอง ก็ได้มีการทำสถิติเรื่องนี้ไว้ เพื่อหวังสร้างกลไกในการ “ป้องปราม” บรรดาข้าราชการ ให้ตระหนักถึงหน้าที่ของตนเอง เพราะอย่างไรก็ดี การ ป้องปราม ก็ย่อมดีกว่า ทำผิดไปแล้ว ก็มาไล่ลงโทษกันทีหลัง! ...เลขาฯ ก.พ. กล่าวอย่างหนักแน่นอีกครั้ง

ส่วนกรณีที่เกิดขึ้นครั้งล่าสุดนี้ เท่าที่ทราบ อยู่ในระหว่าง ผู้บังคับบัญชา ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง โดยหากมีมูล ก็จะมีการดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป โดยขณะนี้ ทางกระทรวงพาณิชย์ ก็ถือว่าพยายามดำเนินการทุกอย่างอย่างรวดเร็วมากแล้ว

และสำหรับ กรณีข้าราชการไปกระทำความผิดฐาน “ลักทรัพย์” นั้น ส่วนตัว คิดว่าน่าจะเข้าข่ายความผิดวินัยร้ายแรง ตาม พ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือนปี 2551 ในมาตรา 85 ซึ่งโทษตาม มาตรา 88 ก็มีทั้ง ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดเงินเดือน ปลดออก ไล่ออก

ยื่นใบลาออก ไม่ได้แปลว่า จะหนีบทลงโทษ จากการกระทำความผิดได้!

กรณี ยื่นใบลาออก ก่อนกระบวนการสอบสวนเสร็จสิ้น สามารถทำได้หรือไม่? ทีมข่าวยิงคำถามตามข้อสงสัยของชาวไทยทั้งประเทศ

“ในกรณีนี้ เข้าใจว่า กระบวนการสอบสวนข้อเท็จจริง ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ฉะนั้น ส่วนตัว ไม่ได้หวังเอาไว้ว่า จะมีการ “ลาออก” เกิดขึ้น

เพราะในข้อเท็จจริง แม้ข้าราชการที่ถูกกล่าวหา จะสามารถยื่นใบลาออกได้ แต่ผู้บังคับบัญชา “มีสิทธิ์” ยับยั้ง การ “ลาออก” ดังกล่าว เพื่อให้กระบวนการสอบสวนสิ้นสุดลงก่อนได้ และโดยปกติทั่วไป ก็เป็น “หน้าที่” ที่หน่วยงานราชการต้นสังกัด ควรจะดูแลเรื่องการสอบสวนให้จบสิ้นลงก่อนด้วย นางเมธินี กล่าวกับทีมข่าวฯ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

ก.พ. มีสิทธิ์ลงดาบเพิ่ม ขรก.ทำผิด หากเห็นว่า ต้นสังกัด ลงโทษสถานเบาเกินไป

เลขาฯ ก.พ.กล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ กับทีมข่าวฯ ต่อไปว่า สำหรับในส่วนของ สำนักงาน ก.พ. เมื่อทางคณะกรรมการสอบสวนได้บทสรุปและมีการตัดสินลงโทษ ผู้กระทำความผิด แล้ว ก.พ. ก็จะถือเป็น “ไม้สุดท้าย”

ซึ่งการพิจารณาของ ก.พ. นั้น มีได้ 2 ลักษณะ คือ หากข้าราชการที่ถูกกล่าวหา ยอมรับ บทลงโทษจากการกระทำความผิด ก็จบไป แต่หากผู้ถูกกล่าวหา เห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม จากการถูกลงโทษดังกล่าว ก็สามารถมาร้องขออุทธรณ์ ต่อ ก.พ.ได้

ขณะเดียวกัน หากทาง ก.พ.เห็นว่า การลงโทษของต้นสังกัด ต่อผู้ถูกกล่าวหา เบาเกินไป ก็สามารถพิจารณาลงโทษผู้ถูกกล่าวหา ได้เพิ่มเติม เช่นกัน!

สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น....เชื่อว่า จะทำให้ข้าราชการไทย ที่ในเวลานี้มีอยู่ประมาณ​ 400,000 คน ต้องหันมาฉุกคิดกันได้แล้วว่า ต้องดำรงตนให้เป็นสัญลักษณ์ของความดี เพราะในทุกย่างก้าวของพวกเขาเหล่านั้นไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลกก็ตาม ก็ล้วนแล้วแต่อยู่ในสายตาของประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง

ถึงแม้ว่า...การทำเช่นนั้น อาจจะยากลำบากไปบ้าง แต่ข้าราชการทุกคน ต้อง “ทำให้ได้” เพื่อจะได้เป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริงได้ต่อไป เลขาฯ ก.พ. กล่าวทิ้งท้าย เพื่อเตือนสติบรรดาข้าราชการไทยทุกคน

ข้าราชการ คือ ข้าของประชาชน
ข้าราชการ คือ ข้าของแผ่นดินไทย
ข้าราชการ คือ ข้าในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ฉะนั้น พวกท่านทุกคน คือ เกียรติภูมิและความภาคภูมิใจของประเทศชาติ

ในเมื่อถูกพี่น้องร่วมชาติตั้งความหวังเอาไว้สูงส่งถึงเพียงนี้ โปรดอย่าทำให้พวกเรา ชาวบ้านตาดำๆ “ต้องรู้สึก ผิดหวัง หรือเสียใจ”

การปฏิรูปประเทศ ดังที่รัฐบาลลุงตู่ตั้งความหวังไว้ ว่า ประเทศไทยจะต้องก้าวไปสู่ ไทยแลนด์ 4.0 นั้น พลังสำคัญอันยิ่งใหญ่ ที่มาพร้อมความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่งนั้น ข้าราชการไทย คือ องค์ประกอบที่สำคัญที่สุด

ฉะนั้น โปรดอย่าทำให้ “พวกเราชาวไทย” เสียใจ หรือผิดหวัง อีกเลย!

เพราะเพียง คำว่า “ขอโทษ” มิอาจลบล้างความผิด ไม่ว่าจะ “เล็ก หรือ ใหญ่” ที่ทำเอาไว้ ในสายตาของประชาชนได้!

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

ขโมยภาพวาด คดีเล็กๆ น้อยๆ ในนิยามใครบางคน แต่มันเป็นบทเรียนอันแสนยิ่งใหญ่ ของ ข้าราชการไทย ที่ต้องประพฤติตน ให้เป็นแบบอย่างที่ดีต่อประเทศชาติ 31 ม.ค. 2560 15:37 1 ก.พ. 2560 02:26 ไทยรัฐ