วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ซ้ำรอยไม่รู้จบ! ใครคือไอ้โม่งลึกลับ รื้อกระเป๋ากระจุย ฉกทรัพย์โหลดใต้เครื่องบิน?

ซ้ำรอยไม่รู้จบ! ใครคือไอ้โม่งลึกลับ รื้อกระเป๋ากระจุย ฉกทรัพย์โหลดใต้เครื่องบิน?

  • Share:

เดินทางหรูบินอย่างนก โดนฉกของมีค่า
โถอุตส่าห์ไว้วางใจ ซุกใส่ทรัพย์โหลดใต้เครื่อง
โอ้โหแสนขุ่นเคือง สมบัติอันลือเลื่องฉันหายไป!

ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่คราที่ข่าวจำพวก “ผู้โดยสารโหลดกระเป๋าใต้เครื่อง เจอหัวขโมยแสบ ฉกทรัพย์สูญหลายแสน” หรือ “ไล่จับขบวนการล้วงตับขโมยสัมภาระ” จะปรากฏอยู่บนหน้าสื่อต่างๆ ให้เราได้พบได้เห็น พร้อมๆ กับทอดถอนหายใจกันอยู่บ่อยครั้ง...

แม้ว่าหลายต่อหลายคนอาจจะออกมาติติงผู้โดยสารดวงซวยคนนั้นๆ ให้พึงตระหนักไว้ว่า เมื่อคุณขึ้นเครื่องบิน คุณไม่ควรนำทรัพย์สินมีค่าโหลดใต้ท้องเครื่อง เพราะนั่นเท่ากับว่า สมบัติที่คุณรักจะต้องผ่านมือพนักงานที่มีทั้งดีและร้ายปะปนกัน

อย่างที่ นายอิทธิพล บุญอารีย์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายสนามบินเกาะสมุย ได้กล่าวเอาไว้เมื่อสัปดาห์ก่อนหลังจากมีกรณี เจ้าของ รร.เกาะพะงันโวย โหลดกระเป๋าเข้า กทม. ของมีค่าหาย 3 แสน! โดยผอ.สนามบินสมุย ได้กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวเอาไว้ว่า “ตามปกติแล้ว ทางสนามบินได้แจ้งต่อผู้โดยสารที่จะเดินทางให้ทราบอยู่แล้วว่า ห้ามนำทรัพย์สินมีค่าใส่กระเป๋าเดินทางที่จะต้องโหลดใต้ท้องเครื่องบิน เพราะมีโอกาสที่จะผ่านมือพนักงานหลายขั้นตอน

กระนั้น “สนามบิน” สถานที่อันเป็นเสมือนปราการด่านแรก หรือเป็นหน้าตาของประเทศชาติ
กลับมีหัวขโมยที่พร้อมจะฉกฉวยทรัพย์สินมีค่าของคุณอยู่ทุกขณะ
คำถาม คือ ควรแล้วหรือ?...

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ขอย้อนความหลัง นั่งเล่าเรื่องเมื่อ (หลาย) ครั้งที่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ตกเป็นเหยื่อแก๊งฉกทรัพย์สนามบิน

ฉีกหน้า ทอท. สั่งหาไอ้โม่งฉกกระเป๋าสุวรรณภูมิ

เมื่อกลางปี 2551 นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.กระทรวงคมนาคมในสมัยนั้น เกิดอาการหัวร้อนอย่างแรง หลังพบว่า กระเป๋าสัมภาระของผู้ใช้บริการสนามบินสุวรรณภูมิที่นำไปโหลดใต้ท้องเครื่องบินนั้น ถูกรื้อค้นกระจัดกระจาย จนทำให้ทรัพย์สินมีค่าภายในกระเป๋าอันตรธานไป ด้วยเหตุนี้ รมช.กระทรวงคมนาคม จึงสั่งการเร่งด่วนให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับผู้เกี่ยวข้อง เพราะทาง รมช.กระทรวงคมนาคม มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า เหตุการณ์ดังกล่าว มีการทำกันเป็นขบวนการ และต้องมีการรู้เห็นจากหลายฝ่าย

โดยเหตุการณ์ครั้งนี้มีจุดน่าสังเกตอยู่ตรงที่ “ทำไมกระเป๋าทุกใบที่ถูกรื้อค้นถึงเป็นกระเป๋าที่มีทรัพย์สินมีค่า กระเป๋าใบอื่นๆ ที่มีแต่เสื้อผ้ากลับไม่ถูกรื้อ?” จากข้อสังเกตข้างต้น จึงทำให้คาดการณ์ไปได้ว่า คนร้ายอาจจะเป็นพนักงานภายในสนามบิน เนื่องจากพนักงานจะมีโอกาสได้เห็นทรัพย์สินของผู้โดยสารผ่านเครื่องเอกซเรย์

“ความบกพร่องที่เกิดขึ้น ยอมรับว่า กระทบต่อชื่อเสียงของประเทศไทย โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว และเรื่องนี้จะต้องถูกตรวจสอบ เพื่อหาคนรับผิดชอบให้ได้” นายทรงศักดิ์ รมช.กระทรวงคมนาคม ลั่นวาจาผ่านสื่อ

จากนั้น พล.อ.ท.ชนะ อยู่สถาพร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. ณ ขณะนั้น ได้ออกมาให้ความชัดเจนอีกครั้งว่า บริษัทสายการบินแห่งหนึ่ง ได้ว่าจ้างบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งดำเนินการขนกระเป๋าสัมภาระ ซึ่งการกระทำดังกล่าว อาจเป็นฝีมือของพนักงานบริษัทเอกชนที่ถูกว่าจ้าง ดังนั้น หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้เป็นครั้งที่สอง ทั้งสองบริษัทจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ และ ทอท.อาจต้องทบทวนสัญญา เพราะถือว่าเป็นการกระทำที่บกพร่องทางหน้าที่

คณะรัฐมนตรี โดนล้วงคองูเห่า ถูกรื้อกระเป๋าฉกเงิน!

เหตุการณ์ฉกทรัพย์กลางสนามบินครั้งนี้ เรียกได้ว่า ฉกไม่ดูตาม้าตาเรือ เพราะดันไปฉกทรัพย์สินของคณะของรัฐมนตรีเข้าให้ โดยในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ปี 2551 มีข่าวหลุดรั่วออกมาว่า คณะของรัฐมนตรีในรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช มีกำหนดการออกเดินทางไปเมืองมาเก๊า แต่เจ้ากรรม กระเป๋าสัมภาระของชาวคณะฯ ถูกรื้อค้นกระจุยกระจาย เงินสด เครื่องประดับ และกล้องถ่ายรูปได้หายไป ซึ่งมารู้ตัวกันอีกก็ตอนเดินทางไปถึงประเทศปลายทางเสียแล้ว

จากนั้น นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผู้อำนวยการสนามบินสุวรรณภูมิ ณ ขณะนั้น ต้องออกโรงกล่าวกับผู้สื่อข่าวถึงข่าวลือดังกล่าวว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการจับกุมผู้ที่กระทำผิดในคดีขโมยสัมภาระของผู้โดยสารได้ 5 ราย ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังสอบสวนเพื่อขยายผลอยู่ และ ทอท.ได้แจ้งให้ตัวแทนสายการบินและบริษัทที่มอบหมายให้ขนสัมภาระ ว่า ควรดูแลพนักงานของตัวเองให้ดี เพราะหากจับได้ว่ามีพนักงานของบริษัทใดกระทำการดังกล่าว อาจจะมีการขึ้นบัญชีดำบริษัทนั้นๆ ก็เป็นได้

ลากคอยกแก๊งพนักงานขนสัมภาระ รวมหัวขโมยของมีค่า

จากนั้นไม่นาน ในปี 2552 ข่าวงัดกระเป๋าเดินทางนักท่องเที่ยวกลับมาเป็นข่าวดังกระฉ่อนอีกครั้ง หลังจากตำรวจท่องเที่ยวได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้โดยสารถล่มทลาย ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรที่ไหน “ทรัพย์สินในกระเป๋าสัมภาระสูญหาย” โดยผู้เสียหายรายล่าสุดที่เข้ามาร้องเรียน ณ ขณะนั้น ก็คือ นายโมฮัมเหม็ด อูมาร์ ชาวกาตาร์ เข้าร้องทุกข์กับตำรวจท่องเที่ยวและเข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.ราชาเทวะ ว่า กระเป๋าเดินทางถูกเปิดและมีทรัพย์สินสูญหายไปหลายรายการ

ณ เวลานั้น ตำรวจท่องเที่ยวเอาจริงเอาจังในการสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานจนทราบว่า ผู้ก่อเหตุ คือ พนักงาน 3 คนที่ทำหน้าที่ขนกระเป๋าขึ้นเครื่องบิน

จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ให้การว่า ทั้ง 3 ได้ลงมือลักทรัพย์กระเป๋าเดินทางที่ลำเลียงใส่ตู้สัมภาระที่จะนำไปโหลดขึ้นเครื่องบิน โดยจะเปิดกระเป๋าทุกใบที่มีกุญแจล็อก และใช้อุปกรณ์ที่คล้องเอวสอดเข้าไปในกุญแจแล้วบิดให้หลุด หรือถ้าเป็นกุญแจแบบมีรหัสล็อกอย่างบาง ก็จะใช้มือบิดจนหลุดแล้วรื้อค้นเอาทรัพย์สินมีค่า

นอกจากนี้ ยังใช้วิธีเอาปากกาแทงเข้าไปในซิปแล้วเปิดอ้าออก เมื่อได้ทรัพย์สินแล้ว จะซุกซ่อนไว้ตามเป้ากางเกงหรือส่วนต่างๆ ของร่างกายออกมา หลังเลิกงานก็จะนำไปขายเพื่อนำเงินมาแบ่งกัน และการก่อเหตุครั้งนี้ มิใช่ครั้งแรก แต่ได้ทำกันมาแล้วหลายครั้งจนถูกจับกุมในที่สุด

เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำรอยมาหลายต่อหลายครั้ง
จนมาถึงกรณีล่าสุด
เจ้าของ รร.เกาะพะงันโวย โหลดกระเป๋าเข้า กทม. ของมีค่าหาย 3 แสน!

โดย นางโสภิตา ฟุจิวาระ อายุ 45 ปี เจ้าของโรงแรมแห่งหนึ่งบนเกาะพะงัน เปิดใจกับผู้สื่อข่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่เธอเดินทางจากสนามบินเกาะสมุย ไปยังท่าอากาศยานสุวรรณภูมินั้น (17 ม.ค.) เธอได้นำกระเป๋าเดินทางติดตัวไป 1 ใบ ภายในมีกระเป๋าใบเล็กสำหรับใส่ทรัพย์สิน ประกอบด้วย แหวนเพชร 3 วง แหวนทองหนัก 1 สลึง 1 วง สร้อยคอทองคำหนัก 5 บาท 1 เส้น และพลอยพญานาค 1 เม็ด มูลค่ารวมประมาณ 3 แสนบาท

ภายหลังจากที่ นางโสภิตาเดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิเป็นที่เรียบร้อย เธอได้เดินทางต่อไปที่พัก แต่เมื่อเปิดกระเป๋าออกมาดูปรากฏว่า กระเป๋าใส่ทองมีร่องรอยถูกรื้อค้น จนภายหลังได้มาทราบว่า ทรัพย์สินภายในกระเป๋าสูญหายไปหลายรายการ เธอจึงรีบเดินทางกลับไปที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำสนามบินทันที

กระทั่งวันที่ 23 ม.ค. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวประจำสนามบินเกาะสมุย แจ้งว่า รู้ตัวผู้ก่อเหตุแล้ว คือ นายอิบริเฮม ฮะ อายุ 34 ปี เป็นคนรื้อเอาทรัพย์สินไปขาย โดยชายผู้นี้เป็นเจ้าหน้าที่ขนย้ายกระเป๋าของบริษัทเอกชนที่รับจ้างจากสายการบินอีกทีหนึ่ง

ทั้งนี้ พนักงานบริษัทเอกชนคนดังกล่าว ได้นำสร้อยคอทองคำหนัก 5 บาทไปขายกับร้านทองแห่งหนึ่งบนเกาะสมุย ได้รับเงินมา 90,500 บาท แต่นำมาคืนให้นางโสภิตาได้เพียง 31,000 บาท ส่วนแหวนเพชรอีก 3 วงนั้น พนักงานบริษัทเอกชนคนดังกล่าว ยังไม่ได้ขาย นางโสภิตาจึงได้คืนมา อย่างไรก็ตาม สำหรับทรัพย์สินที่เหลือนั้น เจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตามเพื่อนำมาคืน

ส่วนบริษัทสายการบินที่เธอเลือกใช้บริการ ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาชี้แจงกับนางโสภิตาเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวว่า ทางสายการบินไม่สามารถรับผิดชอบความเสียหายใดๆ ได้ เนื่องจากเป็นความผิดพลาดที่มาจากการลำเลียงกระเป๋า

ทำไมถึงโหลดทรัพย์สินไว้ใต้เครื่อง ทำไมถึงไม่พกขึ้นไปบนเครื่องบินด้วย? ผู้สื่อข่าวถาม โสภิตา ฟุจิวาระ ถึงประเด็นที่คนในสังคมพร้อมใจกันตั้งคำถามกับเธอ

“วันนั้น เราเดินทางคนเดียว เรามีกระเป๋าเดินทางแบบลาก 1 ใบ กระเป๋าสะพาย 1 ใบ ซึ่งในกระเป๋าสะพายมีเงินสด ส่วนในกระเป๋าเดินทางมีทรัพย์สินใส่เอาไว้ในกระเป๋าเล็กๆ อีกทีหนึ่ง และเราใส่กระเป๋าเล็กๆ ใบนี้ไว้ตรงก้นกระเป๋าตรงที่ลึกที่สุด แต่พอมาถึงกรุงเทพฯ กระเป๋าใบเล็กเปิดอยู่ และไปอยู่ด้านบนสุดของกระเป๋าเดินทาง มิหนำซ้ำ ตลับทองถูกเปิดออกมากระจุยกระจาย ด้วยความที่ กระเป๋ามันห่างจากตัวเราแค่ 50 นาทีเอง เราเลยไม่ได้คิดมันจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น แต่โอเค เรายอมรับผิดนะ เรื่องแบบนี้ไม่มีใครเขาทำ โสภิตา ตอบคำถามของเราอย่างตรงไปตรงมา

“แม้ตอนนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวประจำสนามบินเกาะสมุยจะรู้ตัวผู้กระทำผิดแล้ว แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังไม่สามารถจับกุมตัวคนๆ นั้นได้ โดยให้เหตุผลว่า กฎหมายไม่ได้เอื้ออำนวยให้ตำรวจจับกุมตัวเขาได้ และทางตำรวจสุวรรณภูมิต้องประสานมาทางตำรวจสมุยก่อน ถึงจะจับได้ เพราะฉะนั้น พี่ต้องเดินทางไปให้ปากคำ พร้อมให้หลักฐานเพิ่มเติมที่สุวรรณภูมิก่อน โอ๊ย ตลกมาก” นางโสภิตา ผู้เสียหาย กล่าว

ขณะที่ ร.ต.อ.สิทธิพงษ์ ปานไทยสงค์ พนักงานสอบสวน สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวสั้นๆ ว่า “แม้จะรู้ตัวคนร้ายแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถจับกุมตัวได้ เพราะต้องรอสอบปากคำ และรวบรวมพยานหลักฐานจากคุณโสภิตาก่อน จากนั้น ก็จะขอหมายศาล แต่ถ้าเกิดกรณีคนร้ายหลบหนี ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะขอให้ศาลออกหมายจับ”

“อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน จะจนใจเอง”
สุภาษิตไทย ยังใช้ได้ดีเสมอ...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้