วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เชื้อเพลิงชีวมวล เชื้อเพลิงดาวรุ่ง

ชีวมวลหรือมวลชีวภาพ (Biomass) คือ อินทรีย์สาร

ทั่วไปจากธรรมชาติ ที่สะสมพลังงานเก็บไว้ในตัวของมัน และสามารถนำเอาพลังงานดังกล่าวไปใช้ผลิตพลังงานความร้อนหรือพลังงานไฟฟ้าได้

แหล่งที่มาของชีวมวล อาจได้จากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร หรือกากจากกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรม เช่น แกลบ ที่ได้จากการสีข้าว ใบ และ ยอดอ้อย ที่ได้ภายหลังการเก็บเกี่ยวอ้อย เปลือก และ ชานอ้อย ที่ได้หลังการผลิตน้ำตาลทราย ปีกไม้ เศษไม้ และ ขี้เลื่อย ที่ได้หลังจากการแปรรูปไม้ยางพาราหรือไม้ยูคาลิปตัส ใบ และ ทางปาล์ม ที่ได้ภายหลังการเก็บเกี่ยวผลปาล์ม

กากปาล์ม ที่ได้ภายหลังการสกัดน้ำมันปาล์มดิบออกจากผลปาล์มสด เหง้ามันสำปะหลัง ที่ได้หลังการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง กากมันสำปะหลัง ได้จากการผลิตแป้งมันสำปะหลัง ซังข้าวโพด ได้ภายหลังจากการสีข้าวโพดเพื่อนำเมล็ดออก

กาบ และ กะลามะพร้าว ผลพลอยได้จากการนำมะพร้าวมาปอกเปลือก เพื่อนำเนื้อไปผลิตน้ำกะทิ และน้ำมันมะพร้าว หรือแม้แต่ ส่าเหล้า ผลพลอยได้หลังจากการผลิตแอลกอฮอล์ เป็นต้น

ชีวมวลเหล่านี้ ทั่วเมืองไทยมีอยู่มากมายก่ายกอง และแทบจะทุกหย่อมหญ้า แต่กลับเป็นที่น่าเสียดายยิ่ง เพราะแทนที่จะถูกนำไปเปลี่ยนรูปใช้ประโยชน์เป็นพลังงานความร้อนให้แก่บอยเลอร์หรือหม้อต้มขนาดใหญ่ในโรงงานอุตสาหกรรม หรือนำไปใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า กลับถูกเกษตรกรส่วนใหญ่ทำลายทิ้งไปอย่างเปล่าประโยชน์ด้วยการเผา

รวิชญ์ ทวีทรัพย์ อาจารย์จากวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต หนึ่งในผู้ซึ่งทำการศึกษาทางด้านเชื้อเพลิงชีวมวล บอกว่า

แต่ละปีทั่วเมืองไทยมี “ชีวมวล” ที่เกิดขึ้นภายหลังการเก็บเกี่ยวของเกษตรกรปริมาณมหาศาล

เขายกตัวอย่าง ฟางข้าว ที่มีอยู่ทั่วประเทศมีปริมาณมากถึง 19.01 ล้านตัน จากพื้นที่ทำนาและเก็บเกี่ยวข้าว ไม่ต่ำกว่า 77.33 ล้านไร่ ซึ่งให้ผลผลิตเป็นข้าวเปลือกประมาณ 38.79 ล้านตัน ฟางข้าวปริมาณมหาศาลนี้ สามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิง เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าได้มากถึง 942 เมกะวัตต์ (MW)

ใบ และ ยอดของอ้อย ปริมาณ 17.02 ล้านตัน ซึ่งเกิดจากพื้นที่เก็บเกี่ยวอ้อย ไม่ต่ำกว่า 8.26 ล้านไร่ ให้ผลผลิตอ้อยสด 100.01 ล้านตันต่อปี หากนำไปเป็นเชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้า จะได้ปริมาณไฟฟ้าไว้ใช้งานถึง 1,647 เมกะวัตต์ (MW)

เหง้ามันสำปะหลัง จากพื้นที่เก็บเกี่ยวมันสำปะหลังสดราว 8.66 ล้านไร่ ให้ผลผลิตมันสำปะหลังประมาณ 30.23 ล้านตัน จะมีเหง้ามันสำปะหลังเหลือเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลให้ใช้ถึง 6.02 ล้านตัน พลังงานที่ได้จากเชื้อเพลิงชนิดนี้ เมื่อนำไปผลิตไฟฟ้าจะได้ไฟฟ้าใช้งานถึง 226 เมกะวัตต์ (MW)

ใบ และ ทางปาล์ม จากพื้นที่ปลูกและเก็บเกี่ยวปาล์มน้ำมัน 3.91 ล้านไร่ ให้ผลผลิตปาล์มสดราว 12.81 ล้านตัน จะมีทั้งใบและทางปาล์มเหลือให้ใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพราว 18.07 ล้านตัน สามารถนำไป ผลิตไฟฟ้าได้ถึง 202 เมกะวัตต์ (MW)

ยอด ใบ และ ลำต้นข้าวโพด จากพื้นที่เก็บเกี่ยวข้าวโพด 7.16 ล้านไร่ ที่ให้ผลผลิตข้าวโพด 5.06 ล้านตัน รวิชญ์บอกว่า จะทิ้งชีวมวลไว้ให้ถึง 9.32 ล้านตัน สามารถนำไปใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง 610 เมกะวัตต์ (MW)

หรือแม้แต่ เปลือกแข็งของเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ ผลพลอยได้จากการเก็บเกี่ยวมะม่วงหิมพานต์จำนวน 0.19 ล้านไร่ ซึ่งให้เปลือกเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ราว 0.07 ล้านตัน ก็สามารถนำไปใช้ผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้าได้ถึง 13 เมกะวัตต์ (MW)

หลายคนอาจนึกภาพไม่ออกว่า 1 เมกะวัตต์ (MW) ให้ปริมาณกระแสไฟฟ้ามากน้อยเพียงใด เคยมีผู้รู้เปรียบเทียบเอาไว้ว่า 1 เมกะวัตต์ ก็คือ 1,000 กิโลวัตต์ หรือ 1 ล้านวัตต์ นั่นเอง ซึ่งเป็นกำลังการผลิตของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่สามารถรองรับการโหลดรวม หรือใช้งาน พร้อมกันได้ 1 เมกะวัตต์

ยกตัวอย่าง ในพื้นที่หนึ่งมีบ้านอยู่ 1,000 หลังคาเรือน ถ้าบ้านแต่ละหลัง ใช้ไฟฟ้ารวมเท่ากับ 1 กิโลวัตต์ เมื่อทุกหลังเปิดใช้ไฟฟ้าพร้อมกัน โรงไฟฟ้าขนาด 1 เมกะวัตต์ ก็ยังสามารถจ่ายไฟให้ได้พอดี เป็นต้น

ย้อนกลับมาที่ปัญหา ซึ่งเกิดกับเชื้อเพลิงชีวมวลในเมืองไทย รวิชญ์ บอกว่า ไทยเป็นประเทศที่โชคดีกว่าอีกหลายประเทศ เพราะมีเชื้อเพลิงชีวมวลให้เลือกใช้หลากหลาย แถมในแต่ละภูมิภาคยังมีอยู่มหาศาล แต่ก็น่าเศร้าใจที่เรายังไม่สามารถนำเอาชีวมวลเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ได้เต็มศักยภาพ

“อุปสรรคของการนำชีวมวลที่มีอยู่มากมายในประเทศไทยมาใช้ประโยชน์ มีอยู่ 2 เรื่องหลักๆ เรื่องแรก เรายังขาดแคลนแรงงานที่จะเก็บเกี่ยว หรือรวบรวมชีวมวล อีกเรื่องก็คือ การรวบรวม ขนส่งชีวมวล ยังถูกมองว่า ไม่คุ้มค่าหรือคุ้มทุนทางเศรษฐกิจ จึงทำให้ชีวมวลปริมาณมหาศาลถูกกำจัดหรือทำลายทิ้งในพื้นที่ด้วยการเผา”

อาทิ ชาวไร่อ้อย เพื่อให้ง่ายแก่การเก็บเกี่ยวอ้อย และลดใช้แรงงานคน รวิชญ์บอกว่า แทนที่จะใช้รถเก็บเกี่ยวอ้อย ก็ใช้วิธีเผาก่อนค่อยเก็บเกี่ยว หรือกรณีของชาวนา หลังการเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ก่อนจะลงมือทำนา รอบใหม่ มักใช้วิธีเผาตอซังฟางข้าวไปเลย เป็นต้น

“ปัญหาที่เกิดก็คือ เมื่อชีวมวลมีปริมาณไม่พอต่อการใช้งาน และไม่ได้มีการคำนึงถึงดีมานด์และซัพพลายในแต่ละพื้นที่ ทำให้มันมีราคาสูงขึ้น”

รวิชญ์ยกตัวอย่าง กรณีของชีวมวลประเภท แกลบ ซึ่งขณะนี้มีปริมาณอยู่ที่ 7 ล้านตัน ต่อปีเท่านั้น แต่ก็ยังมีการอนุมัติโครงการใหม่ๆเข้ามาในพื้นที่มากขึ้น โดยเฉพาะภาคกลางและอีสาน จึงทำให้ราคาแกลบสูงขึ้น จนในที่สุดต้องแก้ปัญหาด้วยการสั่งซื้อทะลายปาล์มนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงแทนแกลบ

“สมมติว่าตอนที่ยื่นขอกู้แบงก์ ประเมินไว้ว่า 7 ปีจะคืนทุน ภายใต้ เงื่อนไขได้ใช้แกลบเป็นเชื้อเพลิงที่ราคาตันละ 700 บาท แต่พอคนแย่งกันใช้แกลบมากขึ้น ล่าสุดราคาขยับขึ้นไปที่ตันละ 1,800 บาท นี่คือปัญหา”

รวิชญ์บอกว่า เรื่องชีวมวลนั้น ที่ผ่านมาเรารู้แค่เพียงว่าในแต่ละปีมันเกิดขึ้น หรือมีอยู่ปริมาณเท่าไร แต่ไม่รู้ว่ามันมีอยู่ตรงจุดใดบ้าง หรือถูกเผาทำลายทิ้งไปแล้วหรือยัง

“การรู้พื้นที่ว่า ล่าสุดมีชีวมวลอยู่ตรงไหนบ้างนั้น มีประโยชน์มาก ที่ผ่านมาต่างคนต่างแข่งกันขึ้นโรงไฟฟ้าพลังงานจากเชื้อเพลิงชีวมวล แล้วแห่กันแย่งซื้อวัตถุดิบ จนชีวมวลหลายอย่างแพงขึ้น อย่างเช่น แกลบพุ่งขึ้นไปเป็นตันละ 1,800-2,000 บาท ไม้สับตันละ 1,190 บาท ซังข้าวโพดตันละ 400-500 บาท หนักเข้าพอของในพื้นที่มีไม่พอ ต้องไปสั่งซื้อมาจากนอกพื้นที่ นี่คือปัญหา”

รวิชญ์บอกว่า ดังนั้น การที่ปัจจุบันกระทรวงพลังงานและฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ได้นำดาวเทียมหรือระบบภูมิสารสนเทศมาช่วยวิเคราะห์หาปริมาณชีวมวลในแต่ละพื้นที่ โดยดูจนรู้ว่า มีใครเอาชีวมวลไปใช้แล้วหรือยัง และในแต่ละพื้นที่ยังมีวัตถุดิบชีวมวลเหลืออีกอยู่เท่าไร

“เมื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาบูรณาการร่วมกับข้อมูลเชิงพื้นที่ และส่วนอื่นๆ ก็จะสามารถวิเคราะห์ ป้องกัน และแก้ไขปัญหาการขาดแคลน และแย่งกันใช้ชีวมวลได้อย่างแม่นยำ” รวิชญ์ว่า.

31 ม.ค. 2560 10:02 31 ม.ค. 2560 10:14 ไทยรัฐ