"ปอดบวม" ในเด็ก คร่าชีวิต 2ล้านคนทั่วโลก

ข่าว

    "ปอดบวม" ในเด็ก คร่าชีวิต 2ล้านคนทั่วโลก

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

      21 ม.ค. 2560 05:01 น.

      ฟังดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กๆ สำหรับภาวะ “ปอดบวม” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็ก แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว ไม่ใช่เรื่องเล็กเลยทีเดียว

      ข้อมูลจาก องค์การอนามัยโลก ระบุว่า ปอดบวม เป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันของระบบหายใจในเด็กที่รุนแรงและมีปัญหามากที่สุด โดยในแต่ละปี มีเด็กทั่วโลก โดย เฉพาะเด็กเล็ก เสียชีวิตจากโรคปอดบวมปีละประมาณกว่า 2 ล้านคน โดยทุกๆนาทีจะมีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เสียชีวิตจากโรคปอดบวมอย่างน้อย 1 คน

      ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้เตือนให้ทุกประเทศเฝ้าระวังสถานการณ์โรคปอด บวมอย่างจริงจังเพื่อลดอัตราการเสียชีวิตของเด็กทั่วโลก

      สำหรับประเทศไทย โรคปอดบวม เป็น 1 ใน 8 โรคที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในช่วงฤดูหนาว และเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งในกลุ่มโรคติดเชื้อทั้งหมด โดยในแต่ละปีจะมีเด็กเล็กป่วยด้วยโรคปอด บวมนับแสนราย

      พญ.พนิดา ศรีสันต์
      พญ.พนิดา ศรีสันต์

      พญ.พนิดา ศรีสันต์ กุมารแพทย์ ประจำสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ให้ข้อมูลว่า ในช่วงที่อากาศแปรปรวน ภัยร้ายอย่างปอดบวมอาจจะมาเยือนลูกหลานของคุณได้ถ้าไม่ทันระวัง โดยโรคปอดบวม หรือปอดอักเสบในเด็ก เป็นการอักเสบติดเชื้อเฉียบพลันของเนื้อปอด รวมทั้งหลอดลมส่วนปลายและถุงลม ทำให้ความสามารถในการทำงานของทางเดินหายใจลดลง เป็นโรคที่ทำให้เกิดความเจ็บป่วยรุนแรงและทำให้เสียชีวิตได้ โดยเฉพาะถ้าเป็นเด็กแรกเกิดที่มีน้ำหนักตัวน้อย อายุต่ำกว่า 1 ปี มีโรคขาดอาหาร โรคเรื้อรัง หรือความพิการแต่กำเนิด โอกาสที่จะเกิดโรคปอดบวมมีสูงมาก

      “จากการศึกษาขององค์การอนามัยโลกพบว่า โรคปอดอักเสบเป็นสาเหตุของการตายเป็นอันดับหนึ่งในเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี และในแต่ละปีจะมีเด็กทั่วโลกที่เสียชีวิตจากปอดอักเสบปีละ 2.4 ล้านคน” คุณหมอพนิดาบอก

      กุมารแพทย์ ประจำสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ยังบอกด้วยว่า โรคปอดอักเสบส่วนใหญ่เกิดจากติดเชื้อ ซึ่งพบได้ทั้งจากการติดเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย ส่วนน้อยที่เกิดจากเชื้อรา พยาธิ หรือการแพ้ การระคายเคืองต่อสารที่สูดดมเข้าไป

      “เชื้อโรคที่ก่อให้เกิดโรคปอดอักเสบสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายวิธี เช่น จากการสูดหายใจเอาเชื้อโรคที่มีอยู่ในอากาศเข้าไปโดยตรง การสำลัก การกระจายของเชื้อตามกระแสเลือดไปสู่ปอด เด็กส่วนใหญ่ติดเชื้อโดยการสูดสำลักเอาเชื้อก่อโรคที่อยู่บริเวณคอเข้าไปในหลอดลมส่วนปลายหรือถุงลม เชื้อเกิดการแบ่งตัวและก่อให้เกิดโรคปอดอักเสบตามมา” คุณหมอพนิดาอธิบาย พร้อมกับบอกว่า ผู้ป่วยแต่ละรายจะมีอาการรุนแรงของโรคแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุ อายุของผู้ป่วย ผู้ป่วยปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสมักมีอาการไข้หวัดนำมาก่อนสัก 2-3 วัน เช่น มีไข้ มีน้ำมูก ไอมีเสมหะ ตามด้วยอาการหายใจลำบาก หายใจเร็ว ถ้าอาการไม่รุนแรงอาจดีขึ้นได้เอง แต่ถ้ารุนแรงก็อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยอาการปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสมีอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่าเมื่อเทียบกับเชื้อแบคทีเรีย

      พ่อแม่จะสังเกตได้อย่างไรว่า ลูกมีอาการปอดบวมหรือปอดอักเสบหรือไม่ คุณหมอพนิดา บอกว่า ไม่ยาก อาการเบื้องต้นของโรคปอดบวมที่อยู่ในภาวะป่วยหนักหรือรุนแรง จะมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ คือ ไม่ยอมกินนมหรือน้ำ ซึมมาก ปลุกตื่นยาก หายใจมีเสียงดัง หายใจแรงจนชายโครงบุ๋ม มีอาการขาดน้ำ ค่าความเข้มข้นออกซิเจนในเลือดต่ำ ถือเป็นภาวะป่วยหนัก ต้องรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล

      คุณหมอพนิดา บอกว่า การรักษาขึ้นอยู่กับเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุ อายุผู้ป่วย และความรุนแรงของโรคในเด็กที่ ป่วยเป็นปอดบวมระยะแรกหรือไม่รุนแรง อาจให้ยาปฏิชีวนะและให้มาดูแลต่อที่บ้านเช่นเดียวกับโรคหวัด จากนั้นแพทย์อาจนัดมาดูอาการเป็นระยะ ขณะรักษาตัวที่บ้านให้ดูแลทั่วไปคือ กินอาหารตามปกติ ดื่มน้ำมากๆ พักผ่อน กินยาตามแพทย์สั่ง หากอาการยังไม่ดีขึ้นให้รีบนำไปตรวจซ้ำหรือไปตรวจตามแพทย์นัด ส่วนผู้ป่วยที่รักษาตัวในโรงพยาบาล แพทย์จะให้การรักษาตามอาการ เช่น ให้ยาลดไข้และเช็ดตัวลดไข้ เคาะปอดเพื่อระบายเสมหะออก ให้ออกซิเจน ยาขยายหลอดลม ยาขับเสมหะ ให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดในผู้ป่วยบางราย ฯลฯ

      สำหรับการป้องกันโรคปอดบวม กุมารแพทย์ประจำสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี บอกว่า สำคัญที่สุด คือ หลีกเลี่ยงการสัมผัสโรค โดยไม่ควรให้เด็กใกล้ชิดหรือคลุกคลีกับผู้ป่วยทุกประเภท หลีกเลี่ยงการนำเด็กไปอยู่ในที่แออัด เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีควรดูแลที่บ้าน ไม่ควรส่งไปเลี้ยงตามสถานเลี้ยงเด็ก และถ้าเด็กมีอาการไอ จาม มีน้ำมูก ควรพิจารณาใช้ผ้าปิดปากและจมูก ควรทำความสะอาดของเล่นเด็กบ่อยๆ

      นอกจากนี้ ควรฝึกให้เด็กล้างมือบ่อยๆ ไม่ขยี้ตาหรือจมูก และควรดูแลความสะอาดของบ้านเรือนให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่สร้างสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เป็นหวัดและปอดบวมได้ง่าย เช่น การอยู่ในบ้านที่มีคนสูบบุหรี่ บ้านที่ใช้ฟืนหุงต้มอาหารและมีควันในบ้าน เช่น ควันไฟ ควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ และสุดท้ายคือ เพิ่มความต้านทานโรค ควรให้เด็กได้รับนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน และให้อาหารครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และนำเด็กไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคตามมาตรฐานกำหนดของ กระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งวัคซีนที่ช่วยลดการเกิดโรคปอดบวมในเด็ก เช่น วัคซีนไอพีดี ซึ่งจะป้องกันโรคปอดบวมจากเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัส วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ป้องกันโรคปอดบวมจากไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดตามฤดูกาลในปีนั้นๆได้.

      อ่านเพิ่มเติม...

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันพุธที่ 20 ตุลาคม 2564 เวลา 17:18 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์