วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เกร็ดประวัติศาสตร์ งานพระราชพิธีพระบรมศพจอมกษัตริย์ไทย

เกร็ดประวัติศาสตร์ งานพระราชพิธีพระบรมศพจอมกษัตริย์ไทย

  • Share:

20 ม.ค. 2560 นี้ เป็นวันสตมวาร หรือครบ 100 วัน การเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ขอเรียนเชิญ ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้เชี่ยวชาญในด้านประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรม รวมทั้งเรื่องราวประวัติศาสตร์ทางราชสำนัก และพระราชพิธี มาพูดคุยเกี่ยวกับเกร็ดพระราชพิธี 100 วัน และประเพณีโบราณทางราชสำนัก เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนในการนี้ด้วย...

ที่มา ‘บำเพ็ญกุศล 100 วัน’

อาจารย์ธงทอง เล่าถึงที่มาที่ไปของธรรมเนียมการบำเพ็ญกุศล 100 วันว่า สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงอธิบายไว้ในลายพระหัตถ์ ฉบับลงวันที่ 2 เมษายน และ 9 เมษายน พ.ศ. 2483 ซึ่งอยู่ในหนังสือชุดสาส์นสมเด็จว่า

โดยตามประเพณีจีนและญวนนั้น ในวาระครบ 1 สัปดาห์ (7 วัน) 7 สัปดาห์ (49 วัน) และ 14 สัปดาห์ (98 วัน) นับแต่วันที่วายชนม์ถือเป็นวาระสำคัญที่ต้องมีการจัดงานบำเพ็ญกุศลเป็นพิเศษที่เรียกว่า ‘กงเต๊ก’ ต่อมาภายหลังได้นำคติความเชื่อมาประสานเข้ากับความเชื่อเกี่ยวกับประเพณีบำเพ็ญกุศลอย่างไทย กำหนดเวลาให้ใกล้เคียงกัน เป็นการทำบุญพิเศษเมื่อครบ 7 วัน 50 วัน และ 100 วัน เริ่มมีขึ้นเป็นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งงานพระศพสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน เมื่อ พ.ศ. 2423 และตามธรรมเนียมนั้น หลังจากการบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวารแล้ว การบำเพ็ญพระราชกุศลของหลวงจะเว้นระยะไปจนถึงงานออกพระเมรุถวายพระเพลิงพระบรมศพ หรืองานพระราชทานเพลิงพระศพ

แต่ทั้งนี้ ระหว่างรอเวลาการสร้างพระเมรุซึ่งใช้เวลานาน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริขึ้นเมื่อคราวงานพระศพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อ พ.ศ. 2437 ว่า ‘ให้ทำพิธีปิดพระศพ’ หรือที่เรียกว่า ‘พิธีมฤตกวัฏ’ เป็นพิธีวันเดียว โดยในเวลาบ่ายจะมีการประชุมที่หน้าพระศพอย่างเต็มยศ ทั้งพระสงฆ์ราชาคณะราว 30 รูป สวดพระธรรมปริยาย ซึ่งรวบรวมเป็นบทสวดขึ้นใหม่สำหรับงานนี้ด้วยทำนองสรภัญญะ เมื่อสวดจบประโคมสังข์แตรกลองชนะ เจ้าพนักงานชักสายพระสูตรปิดม่านบังมุขตะวันตกของพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทอันเป็นที่ตั้งของพระศพเสียทั้งหมดแล้วเป็นเสร็จงาน

พิธีมฤตกวัฏเช่นนี้ได้ทำต่อมาอีกสองสามครั้งแล้วก็เลิกร้างไป คงมีแต่งานบำเพ็ญพระราชกุศล 100 วัน ซึ่งอนุโลมรูปแบบทำนองเดียวกันกับการบำเพ็ญพระราชกุศล 7 วัน 15 วัน และ 50 วัน

สมัยก่อนสร้างพระเมรุใช้เวลาแรมปี

เมื่อพูดถึงที่มาที่ไปของงานพระราชพิธีครบ 100 วันแล้ว... อาจารย์ธงทอง ยังได้ย้อนเล่าไปถึงงานถวายพระเพลิงในประวัติศาสตร์ชาติไทยให้ฟังอีกว่า “งานถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดินแต่ไหนแต่ไรก็เป็นการใหญ่ที่ต้องมีการเตรียมการล่วงหน้า ต้องใช้เวลา กำลังผู้คน อย่างน้อยเบื้องต้นก็ต้องสร้างพระเมรุ พระเมรุมาศสมัยก่อนต้องใช้ระยะเวลาแรมปีเลยกว่าจะสร้างได้ เหตุที่ใช้เวลานานมาก เพราะพระเมรุมีขนาดใหญ่เหลือเกิน ถ้าเป็นพระเมรุมาศของรัชกาลที่ 4 ขนาดใหญ่โตประมาณเท่าโรงแรมดุสิตธานีเห็นจะได้ สูงเท่านั้นเลย และวัสดุก่อสร้างในสมัยก่อนหายาก ไม่มีปูนซีเมนต์ ต้องไปชักลากไม้มาจากต่างจังหวัดหรือป่าไกลๆ โดยแจ้งไปว่า อยากได้ไม้ขนาดเท่านี้ ต้นเท่านี้ สูงเท่านี้ กว่าจะเอามาเก็บรวบรวมไว้ได้ บางทีก็ล่วงเลยไป 2-3 ปีแล้วกว่าจะทำพระเมรุได้คราวหนึ่ง”

ใช้พระเมรุเดียว เรียงตามลำดับยศสูงไปถึงยศน้อย

“ด้วยเหตุที่การสร้างพระเมรุใช้เวลาแรมปี ฉะนั้น ในอดีตบางครั้ง มีพระเมรุมาศของพระมหากษัตริย์แล้วยังมีพระศพอื่นที่ค้างอยู่ยังไม่ได้พระราชทานเพลิงก็เชิญมาพระราชทานเพลิงต่อเนื่องไปด้วย แต่ไม่ได้จัดเป็นงานเดียวกัน...พอหลังจากเสร็จงานพระบรมศพแล้ว เว้นว่างสัก 2-3 วัน ถอดเครื่องประดับยศพระเมรุออกบางรายการให้สมกับพระศพใหม่ที่จะพระราชทานเพลิง เรียงตั้งแต่พระยศสูงไปจนถึงพระยศน้อยลงไป เช่น เปลี่ยนฉัตรเดิมจากฉัตร 9 ชั้น เปลี่ยนเป็น 5 ชั้น แล้วแต่เกียรติยศของพระศพเช่นกัน” ผู้เชี่ยวชาญงานพระราชพิธี เล่าอย่างน่าสนใจ

พระเมรุมาศ รัชกาลที่ 4
พระเมรุมาศ รัชกาลที่ 5
ร.5 ทรงรับสั่ง สร้างพระเมรุมาศพอสมพระเกียรติ

แต่อย่างไรก็ดี ปัจจุบันการสร้างพระเมรุทำได้เร็วขึ้น อาจเพราะการก่อสร้าง รวมทั้งพระราชดำริของรัชกาลที่ 5 ที่ทรงวางหลักว่า ไม่ต้องสร้างพระเมรุมาศใหญ่โตมโหฬารเหมือนเช่นสมัยรัชกาลที่ 4 เพราะเป็นการสิ้นเปลืองมาก สมควรสร้างแต่พอสมกับพระเกียรติยศ ฉะนั้น พระเมรุมาศคราวพระบรมศพรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมาจึงมีขนาดย่อมลงมา 

ในคราวนี้พระเมรุมาศในงานพระบรมศพของรัชกาลที่ 9 จะมีขนาดใหญ่โตกว่างานพระศพของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี งานพระศพของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี งานพระศพของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ งานพระศพของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ที่เราเคยพบเห็นมา แต่ถ้าเทียบในสมัยรัชกาลที่ 4 ก็ยังย่อมกว่ากันมากมาย และทางกรมศิลปากรมีแผนงานว่าจะสร้างพระเมรุมาศเสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายนด้วย

สิ่งก่อสร้างพระเมรุมาศ รื้อถวายวัด-โรงพยาบาล

พอเสร็จสิ้นงานถวายพระเพลิงแล้ว จะนำพระเมรุไปไว้ที่ไหน? ผู้สื่อข่าวไม่รอช้า ถามแหล่งข่าวผู้มากประสบการณ์ที่นั่งอยู่ตรงหน้า โดยอาจารย์ธงทอง ตอบว่า “รื้อลงครับ เพราะเราไม่ถือว่าเป็นมงคลที่มีพระเมรุอยู่กลางเมืองเป็นการถาวร...ตามธรรมเนียมของโบราณในการปลงศพเมืองไทย ไม่มีพระเมรุถาวร และการเผาศพในกำแพงพระนครมีได้เฉพาะพระเมรุกลางเมือง คือที่ท้องสนามหลวงเท่านั้น นอกนั้นศพผู้อื่นต้องเอาไปเผานอกเมืองทั้งสิ้น ประตูผีที่อยู่ใกล้วัดราชนัดดาราม ก็ใช้เป็นเส้นทางสำหรับเอาศพออกนอกเมืองไปเผาที่วัดสระเกศ เป็นธรรมเนียมโบราณอย่างนี้”

...แล้วเศษไม้หรือสิ่งของประดับพระเมรุเอาไปทำอะไรได้บ้างหรือไม่?​ ผู้สื่อข่าวตั้งคำถามด้วยความสงสัย อาจารย์ธงทอง ไขคำตอบให้ว่า “สมัยก่อนชิ้นส่วนประกอบต่างๆ ของพระเมรุที่ถูกรื้อถอนบางส่วนจะนำไปถวายวัด เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล โดยในสมัยก่อนส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์ได้มักจะเป็นตัวไม้หลักๆ เท่านั้น

และเมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ สิ้นพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเป็นพิเศษ โดยโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ทำเรือนรูปต่างๆ โดยโปรดเกล้าฯ ให้ใช้สิ่งก่อสร้างเป็นไม้จริง ด้วยมีพระราชประสงค์ว่าครั้นเสร็จการให้รื้อพระเมรุไปสร้างเรือนคนไข้ได้จำนวน 4 หลัง ณ บริเวณวังหลัง ซึ่งต่อมาคือโรงพยาบาลศิริราชในปัจจุบัน”

แบบพระเมรุมาศ ร.9
ประวัติศาสตร์ชาติ ประชาชนเข้าถวายบังคมล้น

นอกจากนี้ การถวายบังคมพระบรมศพของพระมหากษัตริย์ไทย แต่โบร่ำโบราณนั้น เมื่อพ้นวันครบรอบ 100 วันก็เป็นอันเสร็จสิ้น รอเวลาถวายพระเพลิงในวันที่เหมาะสมเท่านั้น สมัยก่อนประชาชนไม่ได้มาเกี่ยวข้องในงานพระราชพิธีเลย กระทั่งเมื่อคราวรัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคต รัชกาลที่ 6 ทรงขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ได้มีพระราชดำริในคราวนั้นว่า ประชาชนต่างมีความจงรักภักดีเห็นควรจะได้เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปถวายบังคมพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักด้วย จึงได้เปิดให้ประชาชนเข้าไปถวายบังคมเป็นคราวแรก โดยให้เข้าไปได้เดือนละ 2 วัน คือ วันที่ 1 และวันที่ 15

หลังจากนั้น เมื่อรัชกาลที่ 6 เสด็จสวรรคต ก็ได้เปิดให้ประชาชนเข้าถวายบังคมเช่นเดียวกัน ส่วนรัชกาลที่ 7 เสด็จสวรรคตต่างประเทศ และในงานพระบรมศพรัชกาลที่ 8 ได้เปิดให้ประชาชนเข้าถวายบังคมพระบรมศพ สัปดาห์ละ 3 วัน ขณะที่ในครั้งนี้ ประชาชนเข้ามาถวายบังคมมากมายเหลือล้นจนเป็นประวัติศาสตร์ชาติไทยก็ว่าได้ และจะเป็นเช่นนี้เรื่อยไปจนกระทั่งถึงวันถวายพระเพลิง ด้วยความรัก ความศรัทธาของประชาชนคนไทย ทำให้งานพระราชพิธีครั้งนี้ แตกต่างจากในอดีตมาก.

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้