วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ประวัติศาสตร์มาบรรจบ 17 พ.ค. จาก 'พฤษภาทมิฬ' ถึง 'พฤษภาเลือด'

ประวัติศาสตร์มาบรรจบ 17 พ.ค. จาก 'พฤษภาทมิฬ' ถึง 'พฤษภาเลือด'

  • Share:

กับช่วงเวลาที่ห่างกันยาวนานกว่า 18 ปีของเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” เมื่อวันที่ 17 พ.ค.2535 จนมาถึงวันนี้  17 พ.ค.2553 เลือดของคนไทยยังคงหลั่งรดแผ่นดิน เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย...

เหตุการณ์พฤษภาทมิฬปี 2535 การเสนอชื่อ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี จึงเกิดความไม่พอใจของประชาชนในวงกว้าง เพราะพล.อ.สุจินดา เคยประกาศว่า จะไม่รับตำแหน่งทางการเมืองใดๆ จึงไม่ตรงกับที่เคยพูด และเป็นหนึ่งในชนวนให้ฝ่ายที่คัดค้านรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำการเคลื่อนไหวอีก เพราะก่อนหน้านี้มีการทักท้วงโต้แย้งว่า รธน.ที่ร่างขึ้นมาใหม่ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย นำไปสู่การเคลื่อนไหวคัดค้านต่างๆ ของประชาชน รวมถึงการอดอาหารของ ร.ต. ฉลาด วรฉัตร และพล.ต. จำลอง ศรีเมือง (หัวหน้าพรรคพลังธรรมในขณะนั้น) เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง และเสนอว่าผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง


หลังการชุมนุมยืดเยื้อตั้งแต่เดือนเม.ย. เมื่อเข้าเดือนพ.ค.2535 รัฐบาลเริ่มระดมทหารเข้ามารักษาการในกรุงเทพมหานคร และเริ่มมีการเผชิญหน้ากันระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารบริเวณราชดำเนินกลาง ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ ในคืนวันที่ 17 พ.ค. นักศึกษาและประชาชนราว 500,000 คน ร่วมชุมนุมที่สนามหลวงตั้งแต่เวลา 15.00 น. เพื่อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก เวลา 21.00 น. เริ่มเคลื่อนขบวนไปทำเนียบรัฐบาล แต่ถูกตำรวจและทหารสกัดกั้นไว้ที่เชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ จากนั้นได้เกิดความโกลาหล ผู้ชุมนุมตอบโต้กันด้วยการขว้างปาสิ่งของใส่ เจ้าหน้าที่จึงตอบโต้ด้วยการทุบตีทำร้ายประชาชน

เวลา 00.30 น. ของวันที่ 18 พ.ค. รัฐบาลจึงประกาศภาวะฉุกเฉิน หลังจากนั้นมีกลุ่มชายหัวเกรียนสวมเสื้อเกราะในราชการสงคราม บุกเข้าทำลายและเผาสน.นางเลิ้ง โดยรัฐบาลระบุว่าเป็นฝีมือของนักศึกษารามคำแหงและธรรมศาสตร์ รัฐบาลจึงตัดสินใจใช้แผนไพรีพินาศขั้นที่ 3 คือปราบปรามขั้นเด็ดขาด เวลา 15.00 น. ทหารและตำรวจกว่า 6,000 คนพร้อมรถถังและรถหุ้มเกราะ เข้าสลายการชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้าฯ โดยเรียงหน้าระดมยิงผู้ชุมนุมไล่ไปจนถึงกรมประชาสัมพันธ์และโรงแรมรัตนโกสินทร์ เป็นเหตุให้มีนักศึกษาและประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตหลายร้อยคน สูญหายและบาดเจ็บอีกจำนวนมาก


เช้าวันที่ 19 พ.ค. ภาพดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ไปทั่วโลก ผู้รอดชีวิตบางส่วนจึงย้ายไปชุมนุมต่อที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง วันที่ 20 พ.ค.ช่วงค่ำ กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศเคอร์ฟิวส์ ห้ามประชาชนออกจากบ้านในเวลา 21.00-04.00 น. แต่กลุ่มผู้ชุมนุมในมหาวิทยาลัยรามคำแหง ยังคงปักหลักและเพิ่มจำนวนขึ้นกว่าแสนคน เวลา 23.30 น. โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยแพร่ภาพ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นำพล.ต. จำลอง และพล.อ. สุจินดา เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่ามกลางเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีของประชาชน วันที่ 23 พ.ค. พล.อ.สุจินดาได้ออกพระราชกำหนดนิรโทษกรรมให้แก่ตนเอง วันต่อมาได้ประกาศลาออก จากนั้นได้ลี้ภัยไปต่างประเทศระยะหนึ่ง ก่อนจะกลับมาใช้ชีวิตในเมืองไทยตามปกติจนถึงปัจจุบัน

ส่วนเหตุการณ์วันที่ 17 พ.ค.2553 เริ่มต้นมาจากการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. แดงทั้งแผ่นดิน เพื่อเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ โดยกล่าวว่านายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง รวมทั้งไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้ โดยมีพื้นที่ชุมนุมหลัก คือบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ และตลอดถนนราชดำเนิน ไปจนถึงหน้ารัฐสภา กลุ่มคนเสื้อแดงมีกิจกรรมเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเทเลือดประท้วงหน้าทำเนียบรัฐบาล หรือบ้านพักของนายกรัฐมนตรี การเคลื่อนขบวนดาวฤกษ์ ที่เป็นขบวนรถของคนเสื้อแดงไปทั่วกรุงเทพฯ ตามถนนสายหลักต่างๆ


จากการเข้าสลายการชุมนุม ตามคำสั่งของศูนย์อำนวยการร่วมแก้ไขในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือศอฉ. ในวันที่ 10 เม.ย. จากเหตุการณ์ปะทะใกล้กับที่ชุมนุม เช่น ถนนดินสอ ช่วงวงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และถนนตะนาว ช่วงแยกคอกวัว ฝั่งเชื่อมต่อถนนข้าวสาร มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 27 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 1,427 ราย นับเป็นการสูญเสียเลือดเนื้อครั้งแรกของทั้งคนเสื้อแดงและเจ้าหน้าที่รัฐ ต่อมาเมื่อวันที่ 14 เม.ย. จึงตัดสินใจยุบเวทีสะพานผ่านฟ้าฯแล้วย้ายผู้ชุมนุมทั้งหมดไปรวมกันชุมนุมที่เวทีใหญ่ บริเวณแยกราชประสงค์ โดยใช้บริเวณหน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ยาวไปจนถึงสวนลุมพีนี จรดแยกถนนสีลมตัดกับถนนพระราม 4

จากนั้นในวันที่ 22 เม.ย. เกิดเหตุระเบิด 5 ครั้งบริเวณถนนสีลม โดยครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. ระหว่างที่กลุ่มนปช.รวมตัวชุมนุมอยู่แยกศาลาแดงฝั่งถนนสีลม ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของตำรวจ โดยเสียงระเบิดดังขึ้น 3 ครั้ง ที่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง หน้าโรงแรมดุสิตธานี ใต้ทางเดินลอยฟ้าเชื่อมต่อสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส หรือสกายวอล์ก และหน้าธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาศาลาแดง ทั้งนี้ เหตุระเบิดที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ผู้บาดเจ็บทั้งหมด 87 คน สาหัส 3 คน มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ 3 คน ถือเป็นความสูญเสียของประชาชนทั่วไปที่ถูกลูกหลงจากการสร้างสถานการณ์ของผู้ไม่หวังดี


วันที่ 28 เม.ย. กลุ่มคนเสื้อแดงได้เคลื่อนพลถึงฐานทัพอากาศดอนเมือง แกนนำได้สั่งให้ขบวนหยุดเนื่องจากพบว่ามีตำรวจและทหารตั้งด่านสกัดอยู่ จากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมได้เคลื่อนพลออกจากหน้าฐานทัพอากาศดอนเมือง มุ่งหน้าอนุสรณ์สถานแห่งชาติเรียบร้อยแล้ว หลังจากหยุดเจรจาแล้วไม่เป็นผล และเจ้าหน้าที่ได้ยิงกระสุนยางเข้าใส่ ทำให้ผู้ชุมนุมต้องถอยร่น การยิงปะทะกันครั้งนี้มีผู้บาดเจ็บ 16 ราย เสียชีวิต 1 ราย ต่อมาวันที่ 7-8 พ.ค. มีการยิงระเบิดเอ็ม 79 และกราดยิงกระสุนในบริเวณพื้นที่ควบคุม ถนนสีลมและแยกศาลาแดง ทำให้มีผู้บาดเจ็บรวม 17 ราย เสียชีวิต 2 ราย

วันที่ 13 พ.ค.2553 เป็นวันที่ศอฉ.ดำเนินการเข้ากระชับพื้นที่การชุมนุม มีการปิดกั้นถนนรอบๆ พื้นที่การชุมนุม จนเกิดเหตุไม่คาดฝัน เมื่อพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ถูกกระสุนปืนยิงเข้าที่ศีรษะ ได้บาดเจ็บอาการสาหัส ทำให้ความรุนแรงขยายตัวมากขึ้น อีกทั้งมีการปะทะที่แยกสีลมและแยกศาลาแดง ทำให้มีผู้บาดเจ็บหลายสิบคน และมีผู้เสียชีวิต 1 ราย จากการกระทบกันของคนเสื้อแดง และเจ้าหน้าที่ทหารหน้าบริเวณสวนลุมพีนี


อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วงวันที่ 14-16 พ.ค. มีการปะทะกันระหว่างทหารและกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณแยกราชปรารภ แยกประตูน้ำ ย่านชุมชนบ่อนไก่ สามเหลี่ยมดินแดง แยกสีลม และแยกศาลาแดง ทำให้มีจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ตามที่ศูนย์เอราวัณรวมกว่า 261 ราย ทั้งนี้บาดเจ็บ 230 ราย เสียชีวิต 31 ราย

และวันนี้วันที่ประวัติศาสตร์การนองเลือดทางการเมือง ได้มาบรรจบครบ 18 ปีเต็ม แต่การเมืองของประเทศไทยยังคงวนเวียนอยู่ในวัฏจักรเดิม คือ การเรียกร้องประชาธิปไตย หลังจากที่ถูกฉีกรัฐธรรมนูญไปโดยการรัฐประหาร เพียงแต่คราวนี้ จุดมุ่งหมายการเรียกร้องประชาธิปไตย เรียกร้องการเลือกตั้งอาจเปลี่ยนไปจากเดิม โดยไม่ได้เรียกร้องจากรัฐบาลเผด็จการทหาร เหมือนเมื่อครั้งอดีต แต่ต้องการให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพื่อความหวังของการกลับมาของกลุ่มอำนาจเก่า


ทั้งหลายเหล่านี้ กลายเป็นการห้ำหั่นกันของคนไทยด้วยกันเอง ที่ต่างคนต่างมีความคิด อุดมการณ์ทางการเมือง ที่ไม่เหมือนกัน วันนี้การปะทะกันยังคงไม่จบสิ้น ภาพของถนนที่มีกองยางรถยนต์จุดไฟเผา ยังมีอยู่ทั่วพื้นที่การชุมนุม เสียงระเบิด และกระสุนปืน ยังคงเขย่าขวัญประชาชนชาวบ้านในพื้นที่ปะทะ คนกรุงเทพฯอยู่ภายใต้ความหวาดกลัว ไม่กล้าออกจากบ้าน ไม่มั่นใจในความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งไม่รู้ว่าสภาพแบบนี้จะไปสิ้นสุดลงเมื่อใด ไม่มีใครให้คำตอบ...

 

ข้อมูลอ้างอิง
http://th.wikipedia.org/wiki

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้