ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    ศอฉ.แถลงยัน ทหารเสียใจ เหตุปะทะมีเจ็บ-ตาย

    ไทยรัฐออนไลน์15 พ.ค. 2553 19:00 น.
    SHARE

    ศอฉ.นำทหารแจงเสื้อแดงยิงกันเอง โวยอย่าป้ายสีทหารฆ่าประชาชน ทำคนเข้าใจผิด ทหารยันมีกองกำลังติดอาวุธระดมยิงระเบิด-เอ็ม 79 ใส่ทหารอื้อ ทำให้ทหารต้องยิงตอบโต้ เผยจับแล้ว 40 แดงติดอาวุธ เสียใจทหารปะทะแดงทำคนตาย 16 เจ็บ 140 เผย “กษิต ภิรมย์” แจงทูตต่างชาติเข้าใจแล้วเหตุทหารปะทะแดง...

    เมื่อเวลา 15.00 น. 15 พ.ค. พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รองเสนาธิการทหารบก พร้อมด้วย พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 พล.ต.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.1รอ.) พล.ต.อุทิศ สุนทร ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 9 (ผบ.พล.ร.9) พล.ต.สุรศักดิ์ บุญศิริ ผู้บัญชาการกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.ม.2 รอ.) พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉน (ศอฉ.) ร่วมแถลงข่าวชี้แจงการปฏิบัติงานของทหารระหว่างวันที่ 13-15 พ.ค.นี้ ที่มีการกดดันกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงให้ออกจากพื้นที่แยกราชประสงค์

    พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ในช่วง 3 วันที่ผ่านมา ศอฉ.มอบให้ทหารตำรวจดำเนินการกระชับวงล้อมพื้นที่ชุมนุมของกลุ่มนปช.ที่แยกราชประสงค์ โดยจำกัดการบริการสาธารณะทุกรุปแบบ เพื่อให้ยุติการชุมนุม หรือลดจำนวนผู้ชุมนุม ปรากฏว่าที่ผ่านมามีเหตุการณ์เกิดขึ้นจำนวนมาก ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 16 คน บาดเจ็บจำนวน 140 กว่าคน

    ด้านพล.ท.ดาว์พงษ์ กล่าวว่า หลังจากที่รัฐบาลมีการประกาศแผนปรองดอง แต่กลุ่มผู้ชุมนุมได้ยื่นข้อเสนอเบี่ยงเบนมาโดยตลอด จนมีผลให้มีการปฏิเสธแผนปรองดอง จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ศอฉ. ประกอบด้วย กำลังพลเรือน ตำรวจ และทหาร ซึ่งเราได้รับมอบภารกิจจากรัฐบาลว่าจะทำอย่างไรเพื่อยุติการชุมนุมได้ และคืนความสงบสุขให้ประชาชน รวมถึงมอบภารกิจโดยให้โจทย์ว่า ต้องพยายามหลีกเลี่ยงการสูญเสียให้มากที่สุด แต่ไมใช่ของง่ายเพราะจากโจทย์ดังกล่าว เรามีมาตรการปิดล้อมกลุ่มผู้ชุมนุมขึ้น ทำมา 2-3 วันแล้ว ซึ่งเจตนารมณ์ของเรา คือให้เขาสลายชุมนุมโดยไม่ต้องใช้กำลังเข้าสลาย มีทั้งมาตรการสกัดกั้นคนเข้าไปในพื้นที่ชุมนุม เพราะเราไม่อยากให้มีคนเข้าไปเพิ่มเติม และตัดสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ซึ่งในการดำเนินการต่างๆ เราทำจากเบาไปหาหนักเหมือนเดิม ส่วนพื้นที่ต่างจังหวัดใช้กฎหมายปกติ แต่ต่อมาหลายจังหวัดมีความรุนแรง มีการบุกศาลากลางและปิดถนน จนรัฐบาลต้องมีการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินเพิ่มเติมเพื่อควบคุมสถานการณ์

    “สำหรับการปฏิบัติในห้วงนี้ เราจะยึดมาตรการจากเบาไปหาหนัก ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลายคนอาจจะเบื่อคำนี้ แต่ขอกราบเรียนย้ำและกล่าวซ้ำว่าที่ศอฉ.ได้ย้ำอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาว่า ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เป็นคนไทยด้วยกัน ที่ผ่านมากลุ่มผู้ชุมนุมได้มีการกดดันทหารที่ถนนราชดำเนิน หรือที่ไทยคมก็ดี เรายังใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก แต่ผู้ชุมนุมที่นิยมความรุนแรง ได้ยึดอาวุธ เผาทำลาย และทำร้ายเจ้าหน้าที่ ทำให้ศอฉ.จำเป็นต้องปรับมาตรการกฎการใช้กำลังใหม่ แต่ยังคงใช้มาตรการ 7 ขั้นตอนเหมือนเดิม แต่หลังจากที่มีกองกำลังติดอาวุธแฝงในที่ชุมนุม ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องมีการสูญเสีย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องให้เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธปืนเพื่อป้องกันตัวเอง จึงใช้อาวุธปืนลูกซองกระสุนจริง ซึ่งจะใช้ใน 3 กรณีคือ 1.หยุดยั้งไม่ให้ผู้ชุมนุมเข้าประชิดตัวเจ้าหน้าที่ รักษาระยะไว้ หากผู้ชุมนุมยังคิดจะเข้ามา ให้ใช้ลูกซองยิงต่ำ ยิงลงทื่พื้น ยิงช่วงล่าง และไม่ให้ยิงผู้หญิงกับเด็กเป็นอันขาด 2.ใช้เพื่อป้องกันตัวเอง ถ้าจะถึงแก่ชีวิต และ 3.ใช้ตอบโต้กองกำลังติดอาวุธที่แฝงอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม โดยให้ยิงไปเมื่อเห็นเป้าหมายเท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการสุญเสียกับประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ทุกคนจะไม่ใช้ระเบิดขว้าง เอ็ม79 หรืออาร์พีจี เพราะอาวุธดังกล่าวใช้ในสงครามเท่านั้น และจากอำนาจทำลายล้างอาจทำให้คนอยู่ใกล้เคียงได้รับบาดเจ็บด้วย จึงถูกสั่งห้ามใช้เด็ดขาด เจ้าหน้าที่ใช้เพียงปืนพก ปืนลูกซอง ปืนเอ็ม16 และปืนเอชเค” พล.ท.ดาว์พงษ์ กล่าว

    พล.ท.ดาว์พงษ์ กล่าวอีกว่า ย้อนไปเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา การชุมนุมเป็นไปโดยสงบ แต่หลังจากเหตุวันที่ 10 เม.ย.เป็นต้นมา เป็นที่ชัดเจนว่า มีกองกำลังติดอาวุธแฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งก่อนหน้านั้นมีการก่อวินาศกรรมประปราย มียิงเอ็ม 79 ยิงคลังน้ำมัน โดยอ้างว่าเป็นกองกำลังไม่ทราบฝ่ายสร้างสถานการณ์ควบคู่การชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้า จนมาถึงเหตุการณ์ขอคืนพื้นที่ที่แยกคอกวัว ร.ร.สตรีวิทย์ จนมีการจับกุมอาวุธสงครามจำนวนมาก ทำให้ชัดเจนว่าในที่ชุมนุมมีผู้ชุมนุมที่ไม่หวังดี เป็นกองกำลังติดอาวุธที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม สรุปได้ว่าผู้ชุมนุมมีการดำเนินการในสองส่วนควบคู่กันไป ส่วนที่หนึ่งคือ ชุมนุมสงบ สันติ พร้อมเข้าสู่กระบวนการปรองดอง อีกพวกต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยใช้ความรุนแรง พยายามสร้างสถานการณ์ให้เกิดสภาพสงครามกลางเมืองให้ได้ อยากชี้ให้เห็นว่า ทั้งหมดนี้เพื่อสร้างสภาพความวุ่นวายว่า เจ้าหน้าที่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ สร้างความสูญเสียให้กับประชาขน อ้างว่าทหารฆ่าประชาชน และต้องการลดความชอบธรรมของเจ้าหน้าที่และรัฐบาล สร้างความไม่เข้าใจระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ชุมนุม ซึ่งมีกลุ่มหนึ่งที่พยายามทำอยู่ และเชื่อว่ายังเป็นอย่างนี้ต่อไป ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ชุมนุมปล่อยข่าวในพื้นที่ชุมนุม อ้างว่ามีทหารอีกฝ่ายช่วยเหลือ โดยมีการยิงเข้ามาใน ร.11 รอ. ซึ่งไม่เป็นความจริง และสิ่งที่เกิดขึ้นกับแกนนำได้มีการปกปิดว่า ระหว่างการ์ดหลายกลุ่มได้มีการทะเลาะกัน

    ด้านพล.ท.คณิต กล่าวว่า กองทัพภาคที่ 1 ได้รับมอบภารกิจในการจัดตั้งกำลังในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ตามที่มีการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยมีใช้กำลังในทุกส่วน ตามที่หน่วยเหนือมอบหมายให้ เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย ซึ่งที่ผ่านมาเราพยายามวางกำลังดูแลทั้งพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง พื้นที่สำคัญ พื้นที่การชุมนุมคือแยกราชประสงค์ หลังจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา จะเห็นว่ากองกำลังต่างๆ ของเจ้าหน้าที่ใช้ความอะลุ่มอะหล่วยในการปฏิบัติ ความพยายามจะไม่ใช้ความรุนแรงในการปฏิบัติ เมื่อมีมวลชนมากก็จะหลีกเลี่ยงและถอนตัว แต่หลังจากวันที่ 10 เม.ย.เป็นต้นมา ทำให้เราประจักษ์ว่ามีกองกำลังติดอาวุธแฝงตัวอยู่ในที่ชุมนุมโดยสันติ ทำให้เกิดความเสียหาย มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนหนึ่ง จะเห็นได้ว่าการก่อกวนที่ผ่านมา ทำให้เกิดการเสียหายทั้งจากเอ็ม 79 ระเบิดขว้าง จำนวน 30-40 ครั้ง

    “เมื่อได้รับภารกิจในการสกัดกั้นแยกราชประสงค์ เราได้ใช้ 3 หน่วยคือ พล.1รอ. พล.ม.2 รอ. และพล.ร.9 ซึ่งที่ผ่านมามีการยิงเอ็ม79 อาวุธสงครามเข้าใส่พื้นที่ที่หน่วยทหารตำรวจวางกำลังอยู่ ทำให้เจ้าหน้าที่และประชาชนที่สัญจรไปมาได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต สิ่งต่างๆ ทำให้หน่วยต้องมีมาตรการเข้มงวดรัดกุมยิ่งขึ้น ต้องพยายามแยกแยะประชาชนบริสุทธิ์ ยึดสันติ แยกออกจากกลุ่มก่อการร้ายให้ได้ เห็นได้ว่าจากการวางกำลังรอบพื้นที่ได้มีการเข้าปะทะกันด้วยอาวุธสงคราม มีการเผารถ เผายาง ซึ่งหน่วยยังคงใช้มาตรการ 7 ขั้นตอน ตามที่ได้รับคำสั่งกำชับ ในการใช้อาวุธ โดยหลีกเลี่ยงไม่ให้กระทบต่อประชาขน และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อภาพโดยรวม” พล.ท.คณิต กล่าว

    ขณะที่พล.ต.กัมปนาท กล่าวว่า กำลังพลทุกนายของหน่วยได้ปฏิบัติตามนโยบายศอฉ.อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะแนวทางการใช้อาวุธ ยืนยันว่าทหารไม่มีเจตนาทำร้ายผู้บริสุทธิ์เป็นอันขาด เพราะทุกคนล้วนเป็นคนไทยทั้งสิ้น ปัจจุบันได้มีการตั้งด่านตรวจค้นอาวุธที่ผิดกฎหมายที่อาจผ่านเข้ามาในพื้นที่ และห้ามเข้าพื้นที่ชุมนุม ยกเว้นผู้มีบ้านพักอาศัยในพื้นที่เท่านั้น ยกตัวอย่างเหตุ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 15 พ.ค.นี้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือผู้ชุมนุมจำนวนหนึ่งเข้าไปรื้อถอนทำลายแนวปิดกั้นจราจรของเจ้าหน้าที่ มีการยิงปืนขู่เจ้าหน้าที่ที่อยู่ด่านตรวจ และได้นำมวลชน 200-300 คนมาโอบล้อม และมีการยึดรถทหาร ทำให้ทหารต้องเพิ่มเติมกำลังเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ และปฏิบัติภารกิจได้ หลังจากเรามีการเพิ่มกำลังเข้าไป กลุ่มผู้ชุมนุมมีการเพิ่มจำนวนมากดดันทุกทิศทาง ทำให้เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องผลักดันผู้ชุมนุมออกนอกพื้นที่ให้เป็นเขตหวงห้ามเด็ดขาด ซึ่งขณะปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ถูกยิงด้วยลูกระเบิดเอ็ม 79 จำนวน 18 ครั้ง และถูกระดมยิงอาวุธสงครามจากสามเหลี่ยมดินแดนทุกๆ ครึ่งชั่วโมงเป็นระยะๆ

    “สิ่งที่เห็นคือ กองกำลังติดอาวุธจะอยู่หลังมวลชน แล้วมีการยิงใส่เจ้าหน้าที่ สิ่งที่ปฏิบัติได้คือประชาสัมพันธ์ว่า กลุ่มผู้ชุมนุมอย่าเข้ามาใกล้เจ้าหน้าที่ในระยะ 50-100 เมตร เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและการใช้อาวุธ หากจำเป็นต้องใช้อาวุธ ก็จะทำตามขั้นตอน เพราะมีการกำชับว่า ให้ใช้อาวุธเพื่อป้องกันตนเอง และป้องกันจาการยิงของกองกำลังติดอาวุธเท่านั้น เหตุการณ์เมื่อคืนที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา กลุ่มผู้ชุมนุมได้ยึดรถตำรวจและเผา นอกจากนี้ยังได้รถใช้แท็กซี่และรถบรรทุกวิ่งเข้าหาแนวทหาร เราจึงต้องสกัดกั้นด้วยปืนลูกซองยิงเพื่อให้รถหยุด ปรากฏว่ารถบรรทุกได้หยุดและเลี้ยวกลับหมด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือ มีประชาชนบาดเจ็บจำนวนมาก ที่หลังแนวรถตำรวจที่ถูกเผา โดยอยู่ห่างจากแนวของเจ้าหน้าที่ถึง 300 เมตร ซึ่งจะเห็นได้ว่า ไม่ว่าอย่างไรปืนลูกซองก็ยิงไม่ถึงในระยะ 300 เมตรได้ ทั้งนี้หลังจากเกิดเหตุ ไม่มีใครดูแลผู้บาดเจ็บ ทำให้ทหารนำผู้บาดเจ็บไปส่งโรงพยาบาล ทั้งนี้เมื่อเวลา 02.00 น.ที่ผ่านมา มีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายติดอาวุธสวมชุดดำจำนวน 15 นาย เคลื่อนจากแยกดินแดงพร้อมมวลชนเข้าหาทหาร แต่สุดท้ายไม่สามารถผ่านแนวทหารได้” พล.ต.กัมปนาท กล่าว

    ส่วนพล.ต.สุรศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 13-14 พ.ค.ที่ผ่านมา ตนได้รับคำสั่งให้ตั้งด่านสกัดที่ถนนวิทยุและถนนพระรามที่ 4 ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ซึ่งหน่วยของตนถูกกองกำลังติดอาวุธปิดล้อมที่ถนนวิทยุ ตรงข้ามสวนลุมไนท์บาร์ซ่า เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงกลางคืน ตนเกรงว่า หากปฏิบัติตามที่เราวางแผนไว้อย่างเคร่งครัด จะทำให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก จึงได้ถอนตัวเข้าไปวางกำลังในสวนลุมพินี แต่เราถูกกดดัน มีการปิดล้อม ยิงพลุ ประทัดยักษ์ อาวุธสงครามใส่หน่วยตลอดคืน ในช่วงเช้าจึงได้จัดกำลังคลี่คลายสถานการณ์สวนลุมพินีไปถึงสะพานไทย-เบลเยี่ยม ซึ่งบริเวณสวนลุมพินีมีกองกำลังติดอาวุธ 20 คน ยิงอาวุธสงครามมาจากสวนลุมพินี โดยยิงเข้าที่กำบัง ทหารจึงยิงตอบโต้กองกำลังติดอาวุธตามความจำเป็น คือยิงเมื่อถูกยิงก่อน โดยยิงเป็นนัดไปยังผู้ที่ยิงอาวุธเท่านั้น และยิงในระดับต่ำให้ถูกขาหรือ หัวเข่าเท่านั้น จากนั้นเวลา 14.00 น. กองกำลังติดอาวุธได้มีการขว้างระเบิด และเผารถตำรวจหน้าสวนลุม ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 7 คน จนถึงเวลา 15.00 น. หน่วยจึงถอนตัวไปรวมกันที่สะพานไทย-เบลเยียม เวลา 16.00 น. กองกำลังติดอาวุธมีการทะเลาะกันและยิงกันในสวนลุมพินี

    "เหตุการณ์ที่สะพานไทย-เบลเยียม ในเวลา 13.30 น. มีการกดดันกองกำลังติดอาวุธ เวลา 14.45 น.กองกำลังติดอาวุธได้ใช้อาวุธสงครามยิงใส่ ทางหน่วยจึงตอบโต้ด้วยกระสุนยางและแก๊สน้ำตา ทำให้กองกำลังต้องถอนตัวไปถนนพระรามที่ 4 เวลา 15.30 น. มีการเผายางรถยนต์ รถน้ำ บริเวณหน้าปั๊มย่านบ่อนไก่ 16.00 น. ประชาชนไม่พอใจกองกำลังติดอาวุธ จึงใช้อาวุธปืนไล่ยิงกองกำลังติดอาวุธ เวลา 16.30 น. หน่วยพิจารณาว่าใกล้มืด หากปล่อยให้ลุกลาม อาจไม่สามารถระงับเหตุการณ์ได้ จึงติดตามเข้าไป และได้ปฏิบัติการจับกุมกองกำลังติดอาวุธได้ 30 คน พร้อมเสื้อเกราะ 2 ตัว และอาวุธอีกหลายรายการ ซึ่งตั้งแต่ปฏิบัติการในช่วงวันที่ 13-14 พ.ค. ที่ผ่านมา ทางหน่วยถูกยิงด้วยระเบิดเอ็ม 79 จำนวน 29 นัด ซึ่งการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าหน่วยใช้มาตรการตามขั้นตอนมาตลอด และจะยิงเมื่อเห็นกองกำลังติดอาวุธเท่านั้น" พล.ต.สุรศักดิ์ กล่าว

    พ.อ.สรรเสริญ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ศอฉ.ขอแสดงความเสียใจต่อญาติครอบครัวผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บทุกราย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ศอฉ.พยายามอย่างยิ่งที่จะใช้มาตรการต่างๆ เพื่อให้ยุติการชุมนุม โดยหลีกเลี่ยงความรุนแรง แต่ธรรมดาในการรักษาความสงบที่ต้องเผชิญกับกองกำลังติดอาวุธที่แฝงอยู่ในผู้ชุมนุมนั้น เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการสูญเสียได้ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 16 คน ซึ่งการเสียชีวิตอาจเกิดได้ใน 4 กรณี คือ 1.เกิดจากการทำร้ายกันเอง เพราะจะเห็นว่าการ์ดนปช.มีความขัดแย้งกัน ซึ่งเป็นการสูญเสียเนื่องจากการยิงอาวุธสงคราม ปืนเล็กยาว เอ็ม79 ลูกระเบิดขว้าง ประทัดยักษ์ 2.เกิดจากกลุ่มก่อการร้ายที่แฝงตัวอยู่ในที่ชุมนุม 3.เกิดจากการที่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และไม่พอใจกลุ่มนปช. จึงออกมาทำร้ายผู้ชุมนุม ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เข้าควบคุมสถานการณ์ตามขั้นตอน และ 4. ไม่ปฏิเสธว่ากรณีที่มีการพยายามเคลื่อนเข้ากดดันด่านต่างๆ เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องใช้ลูกซองยิงไปที่พื้น บังคับกรวยกระสุนให้ตกลงที่ต่ำ เพื่อหยุดยั้งกลุ่มผู้ชุมนุม ไม่ให้เข้ามาประชิดตัวเจ้าหน้าที่ ซึ่งทั้ง 4 กรณีอาจส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

    "เมื่อคืนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่มีการจับกุมผู้ชุมนุมที่ติดอาวุธได้ประมาณ 30 คน และในตอนเช้าอีกประมาณจุดละ 1-2 คน รวมประมาณ 40 กว่าๆ ซึ่งผู้กระทำความผิดเหตุซึ่งหน้าจะส่งสถานีตำรวจ แต่ถ้าเป็นเหตุที่ไม่ซึ่งหน้า และมีหมายจับอยู่แล้ว จะควบคุมตัวไปในพื้นที่ 5 แห่ง เช่น กองบังคับการตำรวจ ค่ายทหาร และสามารถตรวจสอบได้ ในส่วนของการชุมนุมในพื้นที่ราชประสงค์นั้น ตอนนี้วงล้อมของเจ้าหน้าที่ได้กระชับเข้าไปใกล้ในพื้นที่ราชประสงค์มากเพียงพอแล้ว เพียงแต่รอความพร้อมของกำลังพลที่จะเข้าปฎิบัติการในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ต้องมีการประเมินเรื่องของความเสียหายให้รอบคอบมากกว่านี้ เพื่อไม่ให้มีใครเสียชีวิตเพิ่มเติม" พ.อ.สรรเสริญ กล่าว

    นอกจากนี้ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ รายงานในที่ประชุมศอฉ.ว่า มีการเชิญทูตของประเทศต่างๆ มาชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ว่ามีกลุ่มก่อการร้ายติดอาวุธแฝงตัวอยู่ในพื้นที่การชุมนุม เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องปฎิบัติตามขั้นตอนการใช้กำลัง ซึ่งทุกชาติมีความเข้าใจ ทั้งนี้นายกษิตยังได้ปรามเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศอื่นๆ ว่า นี่คือเรื่องภายในประเทศของเรา ให้เราแก้ไขปัญหากันไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย อยู่ภายใต้การเคารพสิทธิมนุษยชนแล้ว ขอให้เป็นเรื่องภายในประเทศของเรา

    ขณะที่พล.ต.ดาว์พงษ์ กล่าวสรุปในช่วงท้ายว่า ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นเจ้าหน้าที่ทุกคน พลเรือน ตำรวจทหาร เป็นพี่น้องของประชาชน ไม่มีเจตนาทำร้ายประชาชนโดยเด็ดขาด มีคำกล่าวของแกนนำบางคนบอกว่า ให้ทหารหยุดฆ่าประชาชน ซึ่งคำดังกล่าวต้องการใช้ผลการสูญเสียมาเป็นเครื่องมือในการบิดเบือนข้อเท็จจริง พยายามสร้างภาพว่า ทหารเป็นศัตรูกับประชาชน แต่กลับไม่พูดถึงเหตุที่เกิดจากการชุมนุมของพวกที่ชุมนุมไม่สันติ ไม่พูดถึงเหตุที่เกิดจากกองกำลังติดอาวุธที่แฝงอยู่ ซึ่งแกนนำจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะในข้อเท็จจริง เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธตามหลักเกณฑ์ และมุ่งมั่นทำให้เกิดความสงบโดยเร็ว โดยยึดตามกรอบกฎหมาย พื้นฐานมนุษยธรรม จึงขอความร่วมมือผู้ชุมนุมโดยสันติ และผู้ไม่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายให้ออกจากพื้นทื่ชุมนุม และอย่าเข้าไปในพื้นที่ เพื่อไม่ให้เป็นการขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัย ซึ่งการปฏิบัติการทุกอย่าง ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่ต้องประเมินกันวันต่อวัน

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้