วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
รัฐ-เอกชนหวังส่งออกฟื้น ชูนวัตกรรมผลิตสินค้าแข่งตลาดโลก

รัฐ-เอกชนหวังส่งออกฟื้น ชูนวัตกรรมผลิตสินค้าแข่งตลาดโลก

  • Share:

ปลายปี 2559 ที่ผ่านมา ภาคการส่งออกไทยเริ่มกลับมาขยายตัวเป็นบวกอีกครั้งในเดือน ส.ค. และ ก.ย. ขณะที่ตัวเลขในเดือนล่าสุด เดือน ต.ค.ชะลอตัวลงเล็กน้อย ส่งผลให้ตัวเลข 10 เดือนของปีที่ผ่านมา การส่งออกขยายตัวติดลบ 1% หลังจากที่ขยายตัวติดลบต่อเนื่องกันถึง 3 ปีซ้อน ตั้งแต่ปี 2556–2558

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานภาครัฐยังคาดหวังว่าตลอดทั้งปีที่ผ่านมา การส่งออกจะติดลบในอัตราที่ต่ำมาก หรือไม่ติดลบเลย โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประมาณการว่าการส่งออกเมื่อปีที่ผ่านมา จะติดลบ 0.6% ขณะที่กระทรวงพาณิชย์มองที่การขยายตัว 0%

ความเปราะบางของเศรษฐกิจโลกได้ทำให้กำลังซื้อฟื้นตัวไม่เต็มที่ แต่ที่สำคัญมากกว่าคือ โครงสร้างการผลิตเพื่อการส่งออกของไทย ที่ไม่ได้ถูกดูแลอย่างเหมาะสมมาเป็นเวลากว่า 10 ปี

ส่งผลให้เกิดการย้ายฐานการผลิตของทุนต่างชาติในไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อแสวงหาแหล่งผลิตที่ต้นทุนต่ำกว่าไทย เมื่อไม่มีการลงทุนใหม่สินค้าไทยหลายรายการอยู่ในสภาวะตกเทรนด์ไม่ตรงกับความต้องการของตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

แล้วเราจะทำอย่างไร! ที่จะทำให้ภาคการส่งออกที่เคยเป็น “พระเอก” ของเศรษฐกิจไทยมายาวนาน มีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) หวนคืนสังเวียนได้อีกครั้ง

“ทีมเศรษฐกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์ “นางมาลี โชคล้ำเลิศ” อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และ “นายวัลลภ วิตนากร” รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แม่ทัพใหญ่ผู้ขับเคลื่อนการส่งออกจากภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้เห็นภาพการส่งออกปี 2560 และทิศทางของสินค้าที่ไทยควรผลิตเพื่อป้อนตลาดโลก ดังนี้

ตั้งเป้าหมายส่งออกโต 3%

อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ฉายภาพให้เห็นว่า ในปี 2560 นี้ กรมตั้งเป้าหมายมูลค่าการส่งออกขยายตัว 3% จากปีที่ผ่านมา ภายใต้สมมติฐานค่าเงินบาทอยู่ที่ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เพราะได้หารือกับทูตพาณิชย์ไทยในประเทศต่างๆแล้ว พบว่า หลายๆตลาดคู่ค้าสำคัญของไทยเศรษฐกิจจะดีขึ้น

สอดคล้องกับการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่ว่า เศรษฐกิจโลกปีนี้จะขยายตัว 3.4% จากปีที่ผ่านมาที่คาดขยายตัว 3.1% โดยสหรัฐฯขยายตัว 2.2% จาก 1.6% ในปี 2559 ญี่ปุ่น 0.6% จาก 0.5% อาเซียน 5.1% จาก 4.8% ตะวันออกกลาง เท่ากับปี 2559 ที่ 3.4% แต่กำลังซื้อจะเพิ่มขึ้น จากแนวโน้มราคาน้ำมันที่อาจเพิ่มขึ้น รัสเซีย 1.4% จาก 0.3% ยกเว้นสหภาพยุโรป (อียู) ที่ลดลงเหลือ 1.5% จากปีที่ผ่านมา ที่คาดไว้ว่าจะลดลง 1.7% และจีน 6.2% จาก 6.6%

“ในปีนี้มีปัจจัยสนับสนุนการส่งออกสำคัญๆ ได้แก่ ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคจากกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ทั้งอินเดีย อาเซียน รัสเซีย ตะวันออกกลาง ที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มดีขึ้น ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยธนาคารโลกคาดว่าปีนี้จะอยู่ที่ 55 เหรียญฯ ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตร/อุปโภคบริโภค และกำลังซื้อจากกลุ่มประเทศผู้ผลิตปรับตัวสูงขึ้นได้”

นอกจากนี้ ได้รับผลดีจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้งการดึงดูดการเข้ามาลงทุนของต่างชาติ ตามนโยบายส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) การพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) และการสนับสนุนเอสเอ็มอี และผู้เริ่มต้นทำธุรกิจ (Start Up)

เปิดกลยุทธ์ระยะสั้น

นางมาลีกล่าวต่อไปว่า เพื่อให้การขยายตัวของมูลค่าการส่งออกเป็นไปตามเป้าหมาย ได้กำหนดยุทธศาสตร์ส่งเสริมและผลักดันเพื่อหวังผลในระยะสั้น (Quick Win) อาทิ การทำพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ ที่เน้นผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นรายประเทศในเรื่องที่ไทยและประเทศนั้นๆสนใจร่วมกัน ทั้งด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว โดยเน้นประเทศที่มีศักยภาพ เช่น จีน อินเดีย รัสเซีย ตะวันออกกลาง เป็นต้น

การแต่งตั้งตัวแทนทางการค้าในประเทศต่างๆก็จะเป็นบุคคลสำคัญๆมีชื่อเสียง และเครือข่ายกว้างขวางของประเทศนั้นๆ เช่น ที่ตั้งแล้วในเมืองฮิโรชิมา ของญี่ปุ่น เมืองหนิงเซียะ จีน เมืองวลาดิวอสตอก ของรัสเซีย เปรู คาซัคสถาน เป็นต้น

“กรมได้หารือกับที่ปรึกษาแต่ละภูมิภาคแล้วพบว่า อาจจะมีแนวทางการส่งเสริม ผลักดัน การส่งออกสินค้าและบริการ รวมถึงการลงทุนของไทยในภูมิภาคต่างๆได้ในเร็วๆนี้ ซึ่งจะมีส่วนช่วยผลักดันให้มูลค่าการส่งออกของไทยขยายตัวได้ตามเป้าหมาย”

นอกจากนั้น ได้เน้นสร้างภาพลักษณ์ของประเทศและสินค้าไทย โดยเจาะกลุ่มเป็นรายสินค้า เช่น ประมง หรือไก่สด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าไทย และประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคเห็นว่าสินค้าไทยมีคุณภาพ ได้มาตรฐานเพราะผลิตด้วยใจ ทำให้ได้สินค้าที่ประณีต พิถีพิถัน รับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และส่งเสริม สนับสนุน และขยายการค้าสินค้า และบริการผ่านออนไลน์มากขึ้น โดยตั้งเป้าให้เกิดการค้าขายออนไลน์ 30,000 ราย

สินค้า-บริการแนวโน้มดี

อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกล่าวว่า ภาคการส่งออกหลักของประเทศมีมูลค่าสูงต่อการส่งออกโดยรวมของไทย ซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นสินค้าที่มีการลงทุนโดยต่างชาติยังมีแนวโน้มที่ดีขึ้น เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ สัดส่วน 15.2% ของมูลค่าการส่งออกรวม เพราะในประเทศออสเตรเลียโรงงานฟอร์ด ย้ายฐานการผลิต และโรงงานโตโยต้า และฮอนด้าปิดตัวลง ซึ่งเป็นโอกาสของไทยในฐานะฐานการผลิตใหญ่ที่สุดในอาเซียน

สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า สัดส่วน 25% โดยสินค้าหน่วยความจำ และ Cloud computing ขยายตัวได้ดีในสหรัฐฯ เพราะผู้ประกอบการได้ปรับเทคโนโลยีให้ทันสมัย เช่น สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต แทนพีซี

ขณะที่สินค้าเกษตรและอาหาร สัดส่วน 15% โดยเฉพาะผัก ผลไม้ ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป เพราะเกาหลีใต้อนุญาตให้นำเข้าไก่สดแช่เย็นแช่แข็งได้เมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา และเกิดไข้หวัดนกระบาดในอียู จึงเป็นโอกาสของไก่ไทย อาหารทะเล ขณะที่ปัญหาโรคกุ้งตายด่วนของไทยและปัญหาแรงงานเริ่มคลี่คลาย รวมถึงอาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ สัดส่วน 6.9% เพราะภาครัฐมีนโยบายสนับสนุนอย่างจริงจัง และน่าจะมีความต้องการสูงขึ้นจากตลาดสหรัฐฯ

ยิ่งไปกว่านั้น กรมยังมีเป้าหมายที่จะส่งเสริมและผลักดันภาคธุรกิจบริการเป้าหมาย ได้แก่ ธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพและความงาม เช่น ธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ที่ได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติ โดยเชื่อมโยงการให้บริการโรงพยาบาล สปา ร้านอาหาร และเครื่องดื่ม

ขณะที่ยังมองว่าอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เช่น ธุรกิจดิจิทัล คอนเทนต์ ทั้งเกม แอนิเมชั่น ซอฟต์แวร์ หรือธุรกิจที่เกี่ยวกับสถาบันและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ธุรกิจการศึกษา บริการต้อนรับนักท่องเที่ยว บริการบริหารโรงแรม ธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการค้า เช่น ธุรกิจบริการด้านการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ ธุรกิจเกี่ยวกับดิจิทัล

“ปีที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติหลายรายได้ย้ายฐานผลิตจากไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยต้องผลิตสินค้าที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่สูงขึ้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม หลีกหนีการแข่งขันในตลาดสินค้าราคาถูก”

เอกชนเห็นสอดคล้องภาครัฐ

ขณะที่นายวัลลภกล่าวเสริมว่า ส.อ.ท.ได้เรียกประชุมสมาชิก 45 กลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อประเมินสถานการณ์การส่งออกสินค้าภาคอุตสาหกรรม ปรากฏข้อสรุปว่าปีนี้การส่งออกมีแนวโน้มขยายตัว 2–3% เมื่อเทียบกับปี 2559 ที่ขยายตัวติดลบ 0.5% และเมื่อปี 2558 ก็ติดลบ 5.7%

เหตุที่กล้าฟันธงว่าการส่งออกจะเริ่มฟื้นตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี มาจากปัจจัยต่างๆ อาทิ 1.เศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัวโดยเฉพาะเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่นายโดนัล ทรัมป์ จะเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 20 ม.ค.นี้ มีนโยบายลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ จะทำให้มีการนำเข้าสินค้าจากหลายๆประเทศ 2.แนวโน้มราคาน้ำมันที่กลุ่มผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ (โอเปก) ที่ลดกำลังการผลิตเหลือ 32 ล้านบาร์เรลต่อวัน และผู้ผลิตนอกโอเปก ก็ลดกำลังการผลิตตามไปด้วย ทำให้ราคาน้ำมันโลกดีดตัว สะท้อนไปยังสินค้าภาคเกษตรที่จะมีราคาเพิ่มขึ้น อาทิ ยางพารา ข้าว น้ำตาล ประเทศไทยซึ่งเป็นผู้ส่งออกก็ได้รับผลบวกในเรื่องนี้

3.การคาดว่าเศรษฐกิจของจีนคาดว่าจะเติบโตขึ้น 6% ในปีนี้ ทำให้ความต้องการนำเข้าสินค้าของจีนมีเพิ่มขึ้น ขณะที่อาเซียนโดยเฉพาะกลุ่มซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม) กำลังเร่งพัฒนาประเทศในทุกด้าน ทำให้ต้องมีการนำเข้าอาหาร วัสดุก่อสร้าง เม็ดพลาสติก เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ

“ซีแอลเอ็มวี คือตลาดส่งออกใหม่ ที่ต้องเข้าไปยึดครองพื้นที่ให้ได้ เพื่อทำให้ยอดส่งออกปีนี้เพิ่มขึ้น เพราะต้นทุนการขนส่งต่ำกว่าตลาดส่งออกใหม่ๆที่อยู่ไกลจากประเทศไทย”

สำหรับสินค้าภาคอุตสาหกรรมก็ถือเป็นโอกาสที่จะมีปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้น อาทิ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่หันมาเน้นการเพิ่มนวัตกรรมในการผลิตอาหารและเครื่องดื่มแนวรักสุขภาพ ตอบสนองผู้บริโภคยุคใหม่ วัสดุก่อสร้าง ปูนซีเมนต์ รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เม็ดพลาสติก เฟอร์นิเจอร์ อัญมณีและเครื่องประดับ อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น

ไทยติดอันดับ 8 ของโลก

นายวัลลภกล่าวต่อไปว่า แม้ว่าการส่งออกของประเทศไทยจะติดลบติดต่อกัน 4 ปี ทำให้หลายๆคนตกใจแต่กลับไม่เคยมีใครพูดถึงจุดแข็งของเราเลยว่า เรากลับรักษาส่วนแบ่งตลาดในประเทศที่ส่งออกได้มาโดยตลอด

กล่าวคือ ประเทศไทยสามารถเป็นผู้ส่งออกได้ติดอันดับ 8 ของโลกจาก 40 ประเทศ ที่มีการส่งออกเป็นรายได้หลัก แพ้เพียงประเทศพม่า กัมพูชา เวียดนาม แต่ก็สามารถชนะมาเลเซีย สิงคโปร์ ที่ติดลบ 10% อินโดนีเซียติดลบ 8% และโดยเฉพาะญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ ก็ยังส่งออกติดลบในระดับ 7-11%

อย่างไรก็ตาม ก็ยอมรับว่าการส่งออกยังมีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญๆ อาทิ นโยบายการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯที่ทรัมป์จะยึดโยงเมื่อครั้งหาเสียงว่าจะกีดกันทางการค้าโดยเฉพาะกับจีนหรือไม่ หากมีการกีดกันทางการค้ากับจีนจริง ผลดีก็จะย้อนกลับมาสู่ประเทศไทยที่จะส่งออกไปทดแทนจีนในตลาดสหรัฐฯได้

ขณะที่อียูจะมีการเลือกตั้งผู้นำคนใหม่ในประเทศเนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี จะต้องรอดูว่าหลังเลือกตั้งจะมีนโยบายต่อการเป็นสมาชิกอียูอย่างไร เพราะประเทศเหล่านี้อยู่ในภาวะเปราะบางในเรื่องความร่วมมือกับอียู ซึ่งหากมีการประกาศถอนตัวออกจากอียูเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากอังกฤษก็มีผลกระทบต่อจิตวิทยาให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าขึ้น ที่จะส่งผลกระทบต่อรายได้การส่งออก เพราะอียูเป็นตลาดส่งออกหลักของไท

ฟังเสียงจาก 2 แม่ทัพใหญ่ของภาครัฐและเอกชน ที่ส่งสัญญาณด้านบวกถึงทิศทางการส่งออกในปี 2560 แล้ว น่าจะมีความหวังมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการก็ต้องปรับตัวให้เท่าทันเทคโนโลยีการผลิตที่เปลี่ยนแปลงไป

ขณะที่ภาครัฐก็ต้องมีกลไกสนับสนุนผู้ส่งออกเพื่อให้เครื่องยนต์ตัวนี้ทะยานไปข้างหน้า เพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศไทยตลอดทั้งปี.

ทีมเศรษฐกิจ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้