วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ก.ม.ภาษีสรรพสามิตคลอดแล้ว ช่วยยกระดับไทยน่าลงทุน

ก.ม.ภาษีสรรพสามิตคลอดแล้ว ช่วยยกระดับไทยน่าลงทุน

โดย ลมกรด
4 ม.ค. 2560 05:01 น.
  • Share:

ร่าง พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตเพิ่งผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อปลายปีที่แล้ว ออกมาท้ายปีช่วงที่คนเตรียมฉลองปีใหม่ เลยไม่ค่อยได้เป็นข่าวมากนัก ทั้งที่เป็นกฎหมายสำคัญ เป็นส่วนหนึ่งในนโยบายปฏิรูปการจัดเก็บภาษี ซึ่งผมเคยเขียนถึงไปแล้ว 2 ครั้ง ตั้งแต่ตอนที่ร่างกฎหมายถูกดองอยู่ที่กฤษฎีกา และขณะอยู่ในชั้นกรรมาธิการของ สนช.

หลังจากลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ต้องรออีก 180 วันจึงจะมีผลบังคับใช้ ระหว่างนี้อยู่ในช่วงการทำกฎหมายลูกเพื่อลงรายละเอียดต่างๆ

ร่างกฎหมายฉบับนี้ได้รวมกฎหมายที่ใช้เก็บภาษีสรรพสามิต 7 ฉบับเข้าด้วยกัน เพราะกฎหมายเดิมใช้บังคับมานานแล้ว ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน นิยามสินค้าไม่ทันสมัย ไม่ครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นใหม่ กฎหมายมีหลายฉบับแต่ไม่สอดคล้องกัน ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการทำความเข้าใจของผู้มีหน้าที่เสียภาษีกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน นอกจากนี้ ฐานภาษีที่ใช้อยู่ยังสร้างความไม่เป็นธรรมด้านต้นทุนระหว่างผู้ผลิตในประเทศกับผู้นำเข้า

รัฐบาล คสช.จึงสั่งให้ยกร่างกฎหมายใหม่โดยยึดหลัก เป็นธรรม โปร่งใส เป็นสากล และ ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่

หัวใจสำคัญของกฎหมายนี้อยู่ที่การเปลี่ยนวิธีการคำนวณภาษีจากเดิมที่ใช้ฐานการคิดภาษีหลายอย่าง เช่น ราคานำเข้า ราคาหน้าโรงงาน ทำให้เกิดความลักลั่น และเปิดช่องให้ผู้ประกอบการซิกแซ็กแจ้งข้อมูลเท็จ ทั้งยังเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์ แต่กฎหมายใหม่ให้คิดภาษีจาก “ราคาขายปลีกแนะนำ”

สำหรับราคาขายปลีกแนะนำ มาตรา 17 (1) วรรคสอง กำหนดให้พิจารณาจาก ต้นทุนการผลิต ค่าบริหารจัดการ และ กำไรมาตรฐาน

การคิดฐานภาษีจากราคาขายปลีกแนะนำจึงถือว่าโปร่งใส ตรงไปตรงมา ไม่ซับซ้อน

ผู้ประกอบการที่สุจริตคงไม่เดือดร้อนกับการเปลี่ยนฐานภาษีใหม่ แต่ผู้ประกอบการที่หลบเลี่ยงเสียภาษีต่ำกว่าความเป็นจริงย่อมได้รับผลกระทบ

มีข่าวว่าระหว่างการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ มีความพยายาม ล็อบบี้ให้ตัดข้อความในมาตรา 17 (1) วรรคสอง ที่กำหนดถึงที่มาของการพิจารณาราคาขายปลีกแนะนำทิ้งไปทั้งหมด ยังดีที่คณะกรรมาธิการมีหลักการ ไม่ไขว้เขว ยืนยันไม่ยอมตัดทิ้ง

อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นส่วนสำคัญของกฎหมายฉบับนี้คือ การอุทธรณ์ ตามกฎหมายเดิมไม่ได้กำหนดว่าการพิจารณาคำร้องอุทธรณ์จะต้องเสร็จสิ้นภายในระยะเวลาเท่าไหร่ ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถดึงเรื่องให้ช้าเพื่อกลั่นแกล้งผู้ประกอบการได้

แต่กฎหมายใหม่ระบุชัดเจนว่า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต้องพิจารณาคำร้องให้เสร็จ ภายใน 180 วัน และการพิจารณาต้องจบที่ ระดับกรม ไม่ต้องไปถึงระดับกระทรวง ทำให้กระบวนการเดินไปอย่างรวดเร็วและเป็นธรรมมากกว่าเดิม

การปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้ส่งผลให้การประกอบธุรกิจสะดวกสบายขึ้น ซึ่ง ความยากง่ายในการเสียภาษี นั้นถือเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ ธนาคารโลก (World Bank) ใช้ประเมิน จัดอันดับประเทศที่น่าลงทุน เมื่อเราปรับปรุงระบบการชำระภาษีให้ทันสมัยและได้มาตรฐานสากล ก็ทำให้ประเทศไทย มีความน่าลงทุนมากขึ้น

ผมหวังว่าปีนี้เราจะมีข่าวดีแบบนี้ออกมาเรื่อยๆครับ.

ลมกรด

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้