กีฬา
100 year

เดินตามรอยพระราชหัตถเลขา รัชกาลที่ 9

ไทยรัฐฉบับพิมพ์3 ม.ค. 2560 05:01 น.
SHARE
รมว.ศึกษาธิการ ติวเข้มผู้บริหาร-ครู สานปฏิรูปการศึกษาชาติสู่ฝั่งฝัน

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคมที่ผ่านมา มูลนิธิไทยรัฐจัดงานวัน “กำพล วัชรพล” ประจำปี 2559 โดยมี นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน พร้อมปาฐกถาพิเศษ เรื่องการปฏิรูปการศึกษา ที่มุ่งสืบสานพระราชปณิธานตามพระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่ง “ทีมการศึกษา” เห็นว่าทรงคุณค่าและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาการศึกษาชาติ จึงขอนำบางช่วงบางตอนมาเผยแพร่สู่สาธารณชน

ครูต้องบ่มนิสัยเด็ก “รู้รักสามัคคี-มีน้ำใจ”

“...พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ขณะทรง พระประชวรอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อปี 2555 มีพระราชหัตถเลขาหลายข้อผ่านทางองคมนตรี พระองค์เฝ้าติดตามการศึกษามาตลอดระยะเวลา 70 ปี พระองค์ไม่มีอคติใดๆ ทั้งสิ้นเกี่ยวกับการศึกษา สรุปอยู่ 3 ข้อ คือ ให้ครูรักเด็ก เด็กรักครู ให้ครูจัดกิจกรรมเป็นกลุ่มเพื่อให้เห็นคุณค่าความสามัคคี และให้เด็กมีน้ำใจ อย่าแข่งขันกันเพื่อให้ได้ที่ 1 แต่ให้แข่งกับตัวเอง

ทางสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ก็ได้รับพระราชหัตถเลขานี้ แล้วก็ได้ตั้งมูลนิธิยุวสถิรคุณขึ้นมาเพื่อพัฒนาการศึกษา เพราะไม่ต้องการจะรบกวนงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ และขอให้ผมมาช่วยเดินหน้ามูลนิธิเพื่อสืบสานพระราชปณิธาน ถือเป็นจุดสำคัญเพราะหลังจากนั้นองคมนตรีก็ได้ส่งพระราชหัตถเลขาเป็นรายละเอียดมา การปฏิรูปส่วนใหญ่มักเน้นไปที่โครงสร้าง เน้นที่การเปลี่ยนแปลง ทำทุกอย่างแม้กระทั่งอบรมครู แต่หลายนโยบายนั้นไม่ค่อยมุ่งไปที่นักเรียน

พระราชหัตถเลขา เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2555 ให้เริ่มจากนักเรียนก่อน โดยบอกว่า ครูจะต้องสอนให้เด็กมีน้ำใจ คนเรียนเก่งช่วยติวเพื่อนที่เรียนล้าหลัง มิใช่สอนให้เด็กคิดจะแข่งขันกับเพื่อน สิ่งที่มีผลมากที่สุดในทางการศึกษา คือการให้เด็กทำนายว่าตัวเองจะได้เท่าไหร่ แล้วมุ่งมั่นให้ได้ คือให้แข่งกับตัวเอง ไม่ได้ให้แข่งกับคนอื่น แข่งกับคนอื่น เป็นเรื่องการตลาด ในพระราชหัตถเลขาระบุว่า ครูไม่มีความจำเป็นต้องรู้เทคโนโลยีมาก แต่ต้องมุ่งปลูกฝังความดีให้นักเรียนชั้นต้น ต้องอบรมบ่มนิสัยให้เป็นพลเมืองดี เด็กโตก็ต้องทำเช่นกัน พระองค์ท่านไม่ได้บอกว่าเทคโนโลยีไม่สำคัญ แต่การอบรมบ่มนิสัยเด็กสำคัญกว่า

ต้อง “ปฏิวัติครู” อย่างจริงจัง

...พระองค์ท่านทยอยส่งพระราชหัตถเลขามา โดยมีความแยบยลมาก พระราชหัถตเลขา เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 เราต้องฝึกหัดให้นักเรียนรู้จักทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มเป็นหมู่คณะมากขึ้น จะได้มีความสามัคคี รู้จักดูแลช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ความรู้และประสบการณ์แก่กัน

สมัยนั้นการเมืองมีปัญหา พระองค์ก็มีพระราชหัตถเลขาเป็นโน้ตน้อย เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2555 ทำเป็นตัวอย่างให้นักเรียนเป็นคนดี นักเรียนรักครู ครูรักนักเรียน ท่านไม่ได้บอกให้แค่ครูรักนักเรียน แต่นักเรียนต้องรักครูการเรียนจะเกิดขึ้นได้ดีครูต้องรักนักเรียน ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นได้ว่าพระองค์ได้พระราชทานมาเป็นวิธีการแล้ว

พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเห็นว่าเรื่องครูมีความสำคัญไม่น้อยกว่านักเรียน ปัญหาหนึ่ง คือการขาดครู เพราะจำนวนไม่พอ และครูย้ายบ่อย ดังนั้น ต้องพัฒนาครูก่อนให้พร้อมที่จะสอนเด็กให้ได้ผลตามที่ต้องการ จึงต้องคัดเลือกและพัฒนาครู ต้องตั้งฐานะในสังคมของครูให้เหมาะสม และปลูกจิตสำนึกโดยใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง วิธีการ คือการให้ทุนและอบรม กล่าวคือต้องมีความรู้ทางวิชาการในสาขาที่เหมาะสมที่จะสอน ต้องอบรมวิธีการสอนให้มีประสิทธิภาพ มีความเป็นครูที่แท้จริง คือมีความรัก ความเมตตาต่อเด็ก ควรเป็นครูท้องที่เพื่อที่จะได้มีความผูกพันและคิดที่จะพัฒนาท้องถิ่นที่เกิดของตน ไม่คิดที่จะย้ายไปย้ายมา พระองค์ทรงทราบและต้องการให้ปรับปรุงครู ครูจะอายุ 40-50 ปี ก็ต้องเรียนใหม่ ไม่ใช่แค่ปรับปรุงแต่ต้องปฏิวัติครูอย่างจริงจัง


ปรับระบบวิทยฐานะ“แม่พิมพ์”

...มีพระราชหัตถเลขาอีก 2 ข้อ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 ที่อ่านแล้วจะหนาว เพราะมีปัญหาอย่างมากที่สุด ปัญหาปัจจุบัน คือครูมุ่งเขียนวิทยานิพนธ์ เขียนตำราส่งผู้บริหารเพื่อให้ได้ตำแหน่งและเงินเดือนสูงขึ้น แล้วบางทีก็ย้ายไปที่ใหม่ ส่วนครูที่มุ่งการสอนหนังสือกลับไม่ได้อะไรตอบแทน ระบบไม่ยุติธรรม เราต้องเปลี่ยนระเบียบตรงจุดนี้ การสอนหนังสือต้องถือเป็นความดีความชอบ หากคนใดสอนดีซึ่งส่วนมากคือมีคุณภาพและปริมาณต้องมี reward พระองค์ท่านบอกให้เปลี่ยนตั้งแต่ปี 2555 แล้วครับ และผมทราบว่าท่านส่งให้รัฐบาลสมัยนั้นแต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฉะนั้นต้องเกิดขึ้นให้ได้ในยุคนี้ ผมจะเปลี่ยนระบบใหม่ ซึ่งได้มอบให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ไปดำเนินการแล้ว

...พระเจ้าอยู่หัว บอกให้ทำเรื่องปริมาณและคุณภาพ เราจะดูยังไงว่าครูมีคุณภาพครูสี่ห้าแสนคนถ้าใช้ผู้ประเมินค่าประเมินแพงกว่าวิทยฐานะอีกตรงนี้ต้องแก้ คุณภาพอาจ จะดูที่ผลสัมฤทธิ์และการพัฒนาของเด็ก แต่พระองค์ทรงทราบอีกว่า ครูบางส่วนเวลาสอน นักเรียนจะสอนไม่หมดแต่เก็บไว้บางส่วน หากต้องการรู้ทั้งหมดก็ต้องเสียเงินไปเรียนพิเศษกับครูท่านนั้น พูดง่ายๆ คือ กั๊กวิชา ผมคิดว่านี่เป็นแนวทางที่เป็นแสงสว่าง บอกพวกเราว่าอย่าทำอะไรที่เป็นนามธรรมมาก ทำเรื่องง่ายๆ ทำให้เสร็จ ทำเรื่องพื้นฐานให้ดี แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ถูกต้อง

สานพระราชปณิธาน แก้ “โรงเรียนไอซียู”

...ตอนที่พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานพระราชหัตถเลขา พระองค์พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์มาพัฒนาการศึกษา พระองค์ท่านบอกองคมนตรีว่าให้เริ่มที่โรงเรียนไอซียูก่อน โดยเลือกโรงเรียนที่อยู่ตามชายขอบ ดังนั้น ใน ปีนี้กระทรวงศึกษาธิการจะให้ความสำคัญ

กับโครงการโรงเรียนไอซียู โดยจะเปิดโรงเรียนไอซียู 3,000 เตียง จากโรงเรียนที่มีอยู่ทั้งสิ้นกว่า 30,000 โรง และเป็นโรงเรียนไอซียูกว่า 10,000 โรง โดยให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) คัดเลือก จากนั้นให้สถานศึกษาและชุมชนร่วมวินิจฉัยและเสนอแผนการรักษา ใน 1 ปีข้างหน้าหวังว่าเตียงจะว่าง ผู้บริหารโรงเรียนคนไหนพาโรงเรียนรอดไอซียูได้จะได้รับการพิจารณาความดีความชอบ

ดึงยุทธศาสตร์ชาติพัฒนาการศึกษา

...สำหรับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) กระทรวงศึกษาธิการต้องดำเนินการให้สอดคล้องกัน ยุทธศาสตร์ที่ 1 คือ ความมั่นคงของชาติ ยุทธศาสตร์ที่ 2 เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ยุทธศาสตร์ที่ 3 การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ ยุทธศาสตร์ที่4 ลดความเหลื่อมล้ำ ยุทธศาสตร์ที่ 5 การเจริญเติบโตอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และยุทธศาสตร์ที่ 6 การปฏิรูประบบราชการ ดูแล้วเห็นภาพชัดเจนว่า ท่านกำพล วัชรพล นำไปก่อนแล้ว ท่านนำหน้าเราไปเยอะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเหลื่อมล้ำ การลงทุนทรัพยากรมนุษย์ สิ่งที่ท่านทำไว้เป็นตัวอย่าง เห็นได้จากความสำเร็จของโรงเรียนไทยรัฐวิทยา

สอนเด็ก “เกลียดโกง”

...การแก้ไขและป้องกันปัญหาทุจริตเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด ผมเข้ามาอาทิตย์แรกนี่จะเป็นลม มีแต่เรื่องร้องเรียนเต็มไปหมด ผมจะทำให้กระทรวงศึกษาธิการยุคนี้เป็นยุคที่โปร่งใสที่สุด ไม่มีการทุจริต คอร์รัปชันทั้งต่อหน้า ลับหลัง หลังบ้าน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดต้องสอนให้เด็กเกลียดโกง ถ้าเกลียดแล้วไม่ต้องห่วง

...เราบอกว่าเรารักพระเจ้าอยู่หัว เราจะสืบสานพระราชปณิธานก็ต้องทำตามพระองค์ท่าน ต้องห้ามไม่ให้มีการทุจริตเกิดขึ้น พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ยังทนไม่ได้ทรงมีพระบรมราโชวาทกับคณะผู้ว่าราชการจังหวัดบูรณาการ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2546 ...ท่านต้องห้ามไม่ให้มีการทุจริตขึ้น แล้วท่านจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดซีอีโอที่มีประสิทธิภาพ ถ้าทุจริตแม้แต่นิดเดียวก็ขอแช่ง แช่งให้มีอันเป็นไป พูดอย่างนี้หยาบคาย แต่ว่าขอให้มีอันเป็นไป ถ้าไม่ทุจริต สุจริตและมีความตั้งใจในทางธรรม ขอให้ต่ออายุได้ถึงร้อยปี หรือถ้าอายุมากแล้วก็แข็งแรง ประเทศไทยจะรอดพ้นอันตรายอย่างมาก ตรงนี้ก็จะเป็นนโยบายที่สำคัญอีกประการหนึ่ง และผมจะทำบรรยากาศแบบนี้ให้เกิดขึ้นให้ได้ ไม่งั้นเราก็อยู่กันไม่ได้...”.

ทีมการศึกษา

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ตามรอยพระราชหัตถเลขาในหลวง รัชกาลที่ 9การศึกษาครู นักเรียนปฏิวัติครู

ข่าวแนะนำ

MOST VIEWED