วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
“อเมริกา เฟิร์ส” สั่นโลก สะเทือนไทย

“อเมริกา เฟิร์ส” สั่นโลก สะเทือนไทย

  • Share:

เปิดศักราชปี 2560 คงไม่มีอะไรลุ้นระทึกเท่าการขึ้นรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนล่าสุด ในวันที่ 20 มกราคมของ “โดนัลด์ ทรัมป์” มหาเศรษฐีวัย 69 ปี เจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์แห่งมหานครนิวยอร์ก

ที่เขย่าหัวจิตหัวใจคนทั่วโลก ในทันทีที่เขาประกาศชัยชนะ ซึ่งพลิกล็อกเอาชนะคู่แข่งตัวเต็งนอนมาอย่าง “ฮิลลารี คลินตัน” ชนิดช็อกโลก หักปากกาเซียน ฉีกหน้าทุกสำนักโพล!!

ถึงกับมีการเปรียบเปรยว่าชัยชนะของ “ทรัมป์” นับเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองสหรัฐฯที่สั่นสะเทือนโลกอย่างรุนแรงอีกครั้งหนึ่ง หลังกำแพงเบอร์ลินพังทลายลงในปี 1989 ที่ในครั้งนั้น ถือเป็นสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดลัทธิคอมมิวนิสต์กันเลยทีเดียว!!

เพราะไม่มีใครคาดคิดว่ามหาเศรษฐีที่ถูกตราหน้าว่าไร้ประสบการณ์ทางการเมือง แถมยังฝีปากกล้าขี้อวด พูดจาขวานผ่าซาก สับปลับ เหยียดผิว ดูถูกเพศหญิง อย่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” จะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์นี้!!

โดยเฉพาะการประกาศนโยบายหาเสียงที่ “สุดโต่ง” ในการทำให้สหรัฐอเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ด้วยสโลแกน “Make America Great Again” และ “America First” หรืออเมริกาต้องมาก่อน!! ล้วนเป็นนโยบายที่ต่อต้านหรือสวนกระแสโลกาภิวัตน์ของระบบทุนนิยมเสรีที่อเมริกาเป็นผู้สร้างขึ้นทั้งสิ้น!!

ต้านการค้าเสรี-โลกาภิวัตน์

หัวใจหลักของนโยบายที่ “ทรัมป์” ใช้หาเสียง คือการมุ่งสร้างความมั่งคั่งและสร้างการเติบโตให้เศรษฐกิจสหรัฐฯเพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยไม่สนว่าใครหน้าไหนหรือประเทศใดจะได้รับผลกระทบล้มหายตายไป!!

ด้วยการประกาศปิดประเทศ ปิดกั้นการค้า การลงทุน สร้างกำแพงกั้นคนกั้นแรงงานจากเม็กซิโกและทั่วโลกที่เข้ามาเป็นแรงงานผิดกฎหมายในสหรัฐฯกว่า 11 ล้านคน สร้างกำแพงภาษีกั้นไม่ให้สินค้าราคาถูกจากจีนเข้ามา สร้างกำแพงภาษีกั้นไม่ให้กลุ่มทุนสหรัฐฯออกไปลงทุนนอกประเทศ และดึงทุนสหรัฐฯกลับมาตั้งฐานผลิตในประเทศ

คำมั่นสัญญาที่ “ทรัมป์” ประกาศว่าจะทำในวันแรกๆ ของการขึ้นเป็นประธานาธิบดี คือการเจรจาปรับเงื่อนไขข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) ที่สหรัฐฯ ทำไว้กับแคนาดาและเม็กซิโกใหม่ทั้งหมด!!

และการล้มเลิก “ฉีกข้อตกลง” การค้าที่สหรัฐฯไปทำกับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (TPP) รวมทั้งเขตการค้าเสรี (FTA) ที่ประเทศต่างๆมีข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ

ที่ “ทรัมป์” มองว่าประโยชน์ของข้อตกลงการค้าเหล่านั้น ทำให้สหรัฐฯ “เสียมากกว่าได้” เศรษฐกิจสหรัฐฯที่ตกต่ำมายาวนาน คนอเมริกันตกงานจำนวนมาก เป็นเพราะข้อตกลงเหล่านี้ ที่ทำให้บริษัทอเมริกันย้ายฐานผลิตออกไปตั้งโรงงานในประเทศที่แรงงานถูกกว่า ทำให้คนอเมริกันไม่มีงานทำ จนเกิดปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคมเสื่อมโทรม ระบบการศึกษาแย่ลง ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ก็แย่ตาม!!

ทุกนโยบายล้วนเขย่าขวัญสั่นสะเทือนความเป็นไปของเศรษฐกิจทุกประเทศทั่วโลก ที่ทำมาค้าขายกับสหรัฐฯ ต้องมาตั้งหลักปรับจูนและกำหนดยุทธศาสตร์กันใหม่ เพื่อรับมือกับความไม่แน่ไม่นอนของนโยบายการค้าการลงทุนสหรัฐฯ หาก “ทรัมป์” ทำตามที่ประกาศได้จริง...!!

แม้นักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักจะมองว่าไม่น่าจะทำได้ง่ายนัก สำหรับนโยบาย “สุดโต่ง” เหล่านี้ เพราะระบบการเมืองสหรัฐฯมีระบบการตรวจสอบถ่วงดุล และมีขั้นตอนต่างๆมากมาย ที่จะต้องผ่านการวิเคราะห์ตกผลึกแล้วว่าสหรัฐฯจะได้หรือเสียประโยชน์มากน้อยแค่ไหนอย่างไร

ขณะที่หลายกระแสยังประเมินว่าหลายนโยบายที่ “ทรัมป์”ประกาศออกมานั้น อาจจะเป็นการบ่อนทำลายหรือเป็นหายนะต่อการค้า การลงทุน และความมั่นคงของเศรษฐกิจสหรัฐฯเสียเอง!!

ยังไม่นับรวมนโยบายการเมืองระหว่างประเทศที่น่าหวาดเสียว และ “อันตราย” สุดๆที่เราจะไม่หยิบยกมาพูดในที่นี้!!

คนอเมริกันต้องการ CHANGE!!

มีคำถามว่า เพราะอะไรเสียงส่วนใหญ่ของชาวอเมริกันถึงเลือก “ทรัมป์” ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี ที่น่าจะเป็นประธานาธิบดีที่ถูกปรามาส ดูแคลนจากผู้คนทั่วโลกมากที่สุด แม้แต่คนอเมริกันเองยังออกมาสร้างหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับประเทศต้นแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยแห่งนี้ ด้วยการรวมตัวกันประท้วงไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง!! ซึ่งไม่ได้เห็นกันบ่อยครั้งนัก

ถึงขนาดที่รัฐแคลิฟอร์เนีย เมืองใหญ่ทางเศรษฐกิจอันดับ 1 ของสหรัฐฯและเป็นฐานที่ตั้งของซิลิคอนวัลเลย์ ปลุกกระแสสร้างแคมเปญขอแยกตัวออกจากอเมริกา เพื่อมาตั้งรัฐอิสระเอง หรือ “Calexit” เลียนแบบคนอังกฤษที่พร้อมใจกัน “ช็อกโลก” โหวตให้อังกฤษออกการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป หรือ BREXIT นั่นเอง

คำตอบที่ได้ คือคนอเมริกันเบื่อหน่ายและไม่พอใจการเมืองแบบเดิมๆ หลังจาก 8 ปีที่อยู่ภายใต้การบริหารของ “บารัค โอบามา” จากพรรคเดโมแครต อเมริกาเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำมาต่อเนื่องยาวนาน ขณะที่สังคมในอเมริกาก็เต็มไปด้วยปัญหาอาชญากรรมมากมาย จะเห็นว่าความนิยมของโอบามาลดลงเรื่อยๆในช่วงหลังมานี้

ขณะที่นโยบายหาเสียงของ “ฮิลลารี คลินตัน” ก็ไม่ได้มีอะไรที่โดดเด่นโดนใจ หากเลือก “คลินตัน” กลับเข้ามา เศรษฐกิจและสังคมอเมริกันก็คงอยู่ในสภาพเดิมๆ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง หรือการันตีได้ว่าสหรัฐอเมริกาจะดีขึ้น

ความเบื่อหน่ายนี่เอง ที่ทำให้คนอเมริกันต้องการ CHANGE!! หรือเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างจริงจัง!! แม้ไม่ได้ชื่นชอบชื่นชมในตัว “ทรัมป์” แต่การชูนโยบายชาตินิยม “America First” ก็โดนใจอเมริกันชนแบบสุดๆ โดยเฉพาะ “คนใช้แรงงาน” ที่หวังว่าอเมริกาจะเปลี่ยน แม้จะมีความเสี่ยง!! แต่ก็คงไม่เลวร้ายมากกว่าที่เป็นอยู่

สรุปคือคนอเมริกันคล้อยตามไปกับแนวคิดต่อต้านการค้าเสรี และกระแสโลกาภิวัตน์ของทรัมป์ และเห็นว่าการจัดการการเมืองและเศรษฐกิจแบบเก่าๆ ที่อเมริกาต้องครองโลก ทำให้อเมริกาอ่อนแอ!! จึงต้องการ CHANGE!!

ท้าทายเสรีการค้าโลก

หากประเมินผลกระทบนโยบายการค้าการลงทุนของ “ทรัมป์” ต่อเศรษฐกิจโลก ที่กำลังจะผงกหัวฟื้นตัวขึ้น ก็น่าจะส่งผลกระทบไม่น้อย เพราะสหรัฐฯมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลกสูสีคู่คี่กับจีน ขณะที่มีพลังอำนาจซื้อใหญ่ที่สุดในโลก หากสหรัฐฯจะมุ่งเน้นที่การเติบโตเฉพาะตัว ปิดประเทศไม่ซื้อไม่ขายไม่ค้ากับใคร ทำเองผลิตเองใช้เองบริโภคเอง ลดการเกื้อ
หนุนซื้อขายกับโลกภายนอก

ย่อมส่งผลกระเทือนถึงการเติบโตของเศรษฐกิจโลกแน่!!

ส่วนผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทยนั้นส่วนใหญ่โฟกัสไปที่การยกเลิก TPP ว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อไทยเพราะไทยยังไม่ได้เข้าเป็นสมาชิก ขณะที่ประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม มาเลเซีย หรือสิงคโปร์ เข้าร่วมเป็นสมาชิกก่อตั้ง ซึ่งจะได้เปรียบไทยในการค้าขายกับสหรัฐฯและประเทศที่ร่วมเป็นสมาชิก TPP 11 ประเทศ

“หากยกเลิกจริงก็อาจเป็นเรื่องดีสำหรับไทย เพราะก่อนหน้านี้มีบริษัทสัญชาติเกาหลีย้ายฐานผลิตสินค้าบางประเภทจากไทยไปเวียดนาม เพราะต้องการผลประโยชน์จากข้อตกลง TPP”

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไทยพึ่งพาการค้าโดยส่งออกไปสหรัฐฯมากเป็นอันดับ 1 (หากไม่รวมอาเซียน 10 ประเทศ) แต่ก็มีสัดส่วนที่ลดลงจากอดีตมาก โดยเหลือเพียง 9-10% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด โดยมีมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ 24,055 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 58

แต่ในอนาคตสหรัฐฯภายใต้ปีก “ทรัมป์” อาจมีมาตรการกีดกันการค้ามากขึ้น ประกอบกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจสหรัฐฯจะเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของการค้าโลกและเศรษฐกิจโดยรวมเพิ่มความเสี่ยงต่อการส่งออกของไทยทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!!

โดยเฉพาะหากสหรัฐฯกีดกันการค้า ขึ้นกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเป็น 45% อย่างที่ขู่ไว้ก็อาจกระทบมาถึงไทย ที่ปัจจุบันไทยส่งออกสินค้าไปจีนมากขึ้น หากมีห่วงโซ่ในการผลิตหรือสินค้าที่เกี่ยวข้องกัน!!

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมรับมือโดยเร่งเจรจาการค้ากับตลาดใหม่ๆมากขึ้น เพื่อชดเชยการค้าที่ลดลงกับสหรัฐฯ แต่โดยภาพรวมแล้วการส่งออกของไทยในปี 2560 ยังมีความเสี่ยงและความท้าทายอย่างมากหากจะทำให้กลับมาขยายตัวขึ้นมาได้ หลังติดลบต่อเนื่องมา 5 ปี!!

ดึงเงินลงทุนไหลกลับอเมริกา!!

ส่วนด้านการลงทุน การจูงใจให้บริษัทอเมริกันกลับไปใช้ฐานผลิตในสหรัฐฯโดยใช้ภาษีจูงใจ คือลดภาษีนิติบุคคลสำหรับบริษัทที่มีถิ่นฐานในสหรัฐฯ จากปัจจุบันเสีย 35% อาจลดลงสู่ระดับ 15-20% หากทำได้จริงจะทำให้ภาษีนิติบุคคลของสหรัฐฯต่ำเป็นอันดับต้นๆเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว ขณะเดียวกันก็จะตั้งกำแพงภาษีที่สูงสำหรับบริษัทอเมริกันที่ส่งสินค้ากลับไปขายในประเทศ

ผลกระทบคืออาจมีเม็ดเงินไหลจากประเทศที่มีการจ่ายภาษีที่แพง กลับไปตั้งฐานบริษัทในสหรัฐฯเพิ่มขึ้น และบริษัทสหรัฐฯอาจลดการลงทุนในต่างประเทศ

ส่วนนี้จึงอาจส่งผลกระทบต่อไทย เพราะสหรัฐฯถือเป็นประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทยอันดับต้นๆ กลุ่มทุนเหล่านี้ก็อาจถอนการลงทุน ออกไป หรืออย่างน้อยก็อาจชะลอการตัดสินใจการลงทุนเพิ่มเพื่อรอดูนโยบายที่ชัดเจนของ “ทรัมป์” ว่าจะทำได้มากน้อยแค่ไหน

แต่เนื่องจากไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียนและมีศักยภาพในการขยายตัว จากข้อมูลพบว่าบริษัทอเมริกันที่มาลงทุนในไทย ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนเพื่อผลิตและขายในภูมิภาคนี้มากกว่า ในส่วนนี้จึงอาจไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

แต่การลดภาษีเงินโอนกลับ (Repatriation) ของบริษัทสหรัฐฯที่มีสาขาหรือดำเนินงานอยู่นอกสหรัฐฯผ่านกฎหมาย Home Investment Act เช่น Google หรือ Amazon ที่มีกำไรนอกสหรัฐฯ เมื่อส่งเงินปันผลหรือกำไรกลับปัจจุบันต้องเสียภาษี 35% อาจเสียภาษีลดลงเหลือ 10%

นโยบายนี้อาจทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯไหลกลับ 400,000 ล้านเหรียญจากเงินกำไรที่มีอยู่นอกประเทศราว 2 ล้านล้านเหรียญ!!

ตลาดหุ้นป่วน-ค่าเงินเหวี่ยง

ดังนั้นสิ่งที่น่าห่วงมากกว่าคือ ผลกระทบต่อตลาดเงินและตลาดทุน ที่ปัจจุบันกระแสเงินทุนที่ไหลเวียนในระบบการเงินโลกมีจำนวนมหาศาล เมื่อประเทศมหาอำนาจที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสหรัฐฯขยับตัว ย่อมจะส่งความปั่นป่วนไปถึงตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!!

โดยเฉพาะค่าเงินของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ EMERGING MARKET รวมทั้งไทยจะเกิดความผันผวนปั่นป่วน เหวี่ยงขึ้นเขย่าลง มากที่สุด!!

ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บล.ทรีนีตี้และผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดทุนและกระแสเงินทุนโลก ให้ข้อมูลว่า นับตั้งแต่ “ทรัมป์”

ชนะการเลือกตั้งวันที่ 9 พ.ย.เป็นต้นมา ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯได้แข็งค่าขึ้นกว่า 5% เมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่นทั่วโลก ขณะที่เงินบาทอ่อนค่ากว่า 2% ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (บอนด์ยีลด์) ชนิด 10 ปี ปรับขึ้นกว่า 0.45% เป็นการปรับขึ้นกว่า 22% กระตุ้นให้กระแสเงินจากทั่วโลกไหลกลับไปหาผลตอบแทนในสหรัฐฯหรือสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ

ขณะที่ตลาดเงินตลาดทุนของไทยนั้นพบว่าต่างชาติได้ขายพันธบัตรระยะสั้นออกไปราว 82,000 ล้านบาท และขายพันธบัตรระยะยาวอีก 23,000 ล้านบาท รวมทั้งขายสุทธิในหุ้นไทยอีกกว่า 30,000 ล้านบาท แต่ทำสัญญา Long หรือซื้อล่วงหน้าในตลาดอนุพันธ์ 13,000 สัญญา

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นความผันผวนของการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เปลี่ยนแปลงไปตามความกังวลกับนโยบายของว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป

ขณะที่จีนซึ่งเป็นเป้าหมายที่ “ทรัมป์” โจมตีมาตลอดว่าจงใจทำให้เงินหยวนอ่อนค่า เพื่อจะได้ขายสินค้าให้สหรัฐฯมากกว่าที่สหรัฐฯขายให้จีนเป็นการ “เอาเปรียบ” สหรัฐฯนั้น ล่าสุดทางการจีนได้ประกาศใช้มาตรการควบคุม “การไหลออกของเงิน” เพื่อเตรียมการรับมือ

“ดร.วิศิษฐ์” ระบุว่า หลายนโยบายเศรษฐกิจของ “ทรัมป์” จะนำไปสู่ความผันผวนอย่างมากของตลาดการเงิน โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน กระทบไปถึงความผันผวนของตลาดหุ้นให้หวาดเสียวกันได้ตลอดทั้งปี

หลังจากนี้คงต้องนับถอยหลัง และลุ้นว่านโยบาย “สุดโต่ง” ที่เป็นจุดขายเขย่าขวัญชาวโลกของ “ทรัมป์” จะถูกนำมาปฏิบัติได้จริงมากน้อยแค่ไหน และ “เขา” จะมีไอเดีย แสดงท่าทีหรือคำพูดอะไรออกมาขย่มโลกใบนี้อีก ตลอด 4 ปีในทำเนียบขาว...ต้องจับตาดูด้วยใจระทึก!!

ทีมเศรษฐกิจ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้