ข่าว
100 year

อังกฤษแยกวง "เบร็กซิท" จบอย่างไรก็เจ็บ

ไทยรัฐฉบับพิมพ์3 ม.ค. 2560 05:30 น.
SHARE

โหวตช็อกโลก แรกของปี 2559 หนีไม่พ้นการลงประชามติของชาวอังกฤษ, ไอริช และผู้ถือสัญชาติเป็นพลเรือนในสหราชอาณาจักร (The United Kingdom) ทั้งหมด ต่อคำถามที่ว่า “อังกฤษควรยังคงสภาพเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (อียู) หรือออกจากการเป็นสมาชิก” ที่เรียกกันว่า “เบร็กซิท” (Brexit)

ผลของประชามติครั้งประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.2559 เป็นที่รับทราบโดยทั่วกันแล้ว จนถึงขณะนี้ นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษคนปัจจุบัน ยังคงยืนยันกับบรรดาผู้นำชาติยุโรปว่า การเริ่มกระบวนการเพื่อถอนตัวออกจากอียู ที่กำหนดจะมีขึ้นในเดือน มี.ค.2560 นั้นยังคงเดิม

แม้ฝ่ายที่ต้องการให้อังกฤษคงสถานะสมาชิกภาพในอียู จะกำลังพยายามอย่างหนัก เพื่อล้มกระดานการลงประชามติครั้งสำคัญดังกล่าว

วันเวลาที่ล่วงเลยไป อาจทำให้ผู้คนเริ่มทำใจกับการเปลี่ยนแปลงความแตกต่างทางด้านความคิด และยอมรับสภาพที่ว่า เรากำลังดำรงอยู่ในสังคมยุค Post–Truth นั่นคือภาวะที่คนส่วนใหญ่ใช้อารมณ์ ความรู้สึกในการ ตัดสินใจ มากกว่าที่จะใช้เหตุผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของสังคม ที่ผู้คนเสพติดการใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์ มากกว่าในโลกแห่งความเป็นจริง

กระนั้น สิ่งที่พลเมืองและรัฐบาลทั่วโลกปฏิเสธไม่ได้ก็คือ “เบร็กซิท” สะท้อนให้เห็นความต้องการใหม่ ที่มุ่งเน้นผลประโยชน์ของปัจเจกบุคคลในประเทศเป็นหลัก หาใช่การอยู่ร่วมกัน พึ่งพากัน เพื่อผลประโยชน์สูงสุดอีกต่อไป
เพราะขนาดการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง เป็นหนึ่งเดียว และเป็นอุดมคติของการรวมกลุ่มในภูมิภาคอื่นๆทั่วโลก อย่างสหภาพยุโรป ยังเดินมาถึงวันนี้...

....วันที่คนส่วนใหญ่ในสหราชอาณาจักร เลือกที่จะ “โบกมือลา”

ข่าวรายงานว่า เช้าวันนั้น ไม่แตกต่างจากเช้าวันทั่วไปในสหราชอาณาจักรเท่าใดนัก ที่มักจะมีฝนตกโปรยปราย ตั้งแต่เปิดคูหาเวลา 07.00 น.

ท่ามกลางความวิตกกังวลของตลาดเงิน ตลาดทุนทั่วโลก ลึกๆเกือบทุกคน ค่อนข้างมั่นใจว่าในที่สุด ผลของประชามติจะออกมาว่า ประชาชนยังคงเลือกที่จะดำรงอยู่ในอียูต่อไป แม้ฝั่งชนะอาจมีคะแนนมากกว่าฝ่ายแพ้ไม่มากนัก แต่ก็คงจะชนะ!!

หนังสือพิมพ์ชั้นนำของอังกฤษพาดหัวฉบับเช้าวันที่ 23 มิ.ย. 2559 แตกต่างกันออกไป แล้วแต่จุดยืนของแต่ละฉบับ “เดอะซัน” ที่สนับสนุนเบร็กซิทพาดหัวว่า “วันประกาศอิสรภาพ” ขณะที่ “เดอะไทม์” พาดหัวว่า “วันแห่งการตัดสิน”

รุ่งขึ้น หลังการนับคะแนนเสร็จสิ้นทั้ง 382 เขตเลือกตั้ง ปรากฏการณ์ “ช็อกตาตั้ง” ก็เกิดขึ้นทั่วโลก เมื่อผลปรากฏฝั่ง Leave หรือเบร็กซิท เป็นฝ่ายชนะ ด้วยคะแนน 17.4 ล้านเสียง ขณะที่ฝั่ง Remain หรือเลือกที่จะอยู่ต่อ ได้คะแนนไป 16.1 ล้านเสียง หรือ 51.9 ต่อ 48.1 การออกเสียงในครั้งนั้น ยังสร้างสถิติใหม่ด้วยจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ์สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 72.2% หรือ 46.5 ล้านคน

แน่นอน หลังผลประชามติปรากฏแน่ชัด!! เงินปอนด์สเตอร์ลิงของอังกฤษร่วงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 31 ปี ขณะที่ตลาดเงิน ตลาดทุน ทั่วโลกออกอาการผวา!! แค่วันที่ 24 มิ.ย.วันเดียว สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า มูลค่าของตลาดหุ้นทั่วโลกหายวับไปทันที 2.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 74 ล้านล้านบาท

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ปรับลดการเติบโตทางเศรษฐกิจของอังกฤษลง 0.2 จุด เหลือที่ 1.7% ด้านสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ทั้งเอสแอนด์พีและฟิตช์เรตติ้งส์ ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของอังกฤษลง จาก AAA มาอยู่ที่ AA และ AA+ มาอยู่ที่ AA

นายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้ประกาศลาออกในทันที เขากล่าวในงานแถลงข่าวที่หน้าทำเนียบนายกรัฐมนตรีว่า ได้ต่อสู้เพื่อรักษาความเป็นสมาชิกภาพอียูของอังกฤษด้วยสมอง หัวใจและวิญญาณ แต่กลับพ่ายแพ้ เมื่อชาวอังกฤษตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกเดินอีกทาง ก็คิดว่าประเทศต้องการผู้นำคนใหม่ที่จะนำไปสู่ทิศทางนั้น

การลาออกของนายคาเมรอน สืบเนื่องมาจากการแสดงความรับผิดชอบ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งทั่วไปของอังกฤษในปี 2558 เมื่อนายคาเมรอนกล่าวให้สัญญาระหว่างการหาเสียงว่าจะจัดให้มีการลงประชามติขึ้น เพราะถึงเวลาที่อังกฤษจะต้องจัดการกับปัญหานี้ให้กระจ่างชัดเสียที

หลังได้รับแรงกดดันทั้งภายในพรรคอนุรักษนิยมของตัวเอง และจากพรรคการเมืองอื่นๆ โดยเฉพาะพรรคอิสรภาพสหราชอาณาจักร หรือยูคิป ที่ใช้การลาออกจากอียูเป็นนโยบายหลักในการหาเสียงเลือกตั้ง

เนื่องด้วยประชามติดังกล่าว ก่อให้เกิดผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงอย่างมโหฬารแทบจะทุกด้าน ทั้งในสหราชอาณาจักรเอง และ 28 ประเทศสมาชิกอียู
ผลของมันจึงลามระบาดให้เกิดความขัดแย้งขึ้นทั่วประเทศ ระหว่างเขตการปกครองในสหราชอาณาจักรด้วยกันเอง โดยอังกฤษและเวลส์ เสียงโหวตให้ออกเป็นเสียงข้างมาก ขณะที่สกอตแลนด์และไอร์แลนด์เหนือ เสียงโหวตให้อยู่ต่อได้คะแนนมากกว่า
พลเมืองสกอตแลนด์ถึงขั้นเรียกร้องให้สกอตแลนด์แยกตัวออกจากสหราชอาณาจักรเสีย เพื่อที่จะได้อยู่ในอียูต่อไป และสกอตแลนด์จะจัดให้มีการลงประชามติครั้งใหม่

นอกจากนั้น กลุ่มที่ต้องการให้อังกฤษคงสภาพสมาชิก ยังยื่นฟ้องต่อศาลสูงอังกฤษ ซึ่งล่าสุดมีคำสั่งห้ามนายกรัฐมนตรีเดินหน้ากระบวนการถอนตัวออกจากอียู โดยไม่ได้รับการเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน

ทำให้รัฐบาลอาจไม่สามารถประกาศเริ่มต้นมาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอน (มาตราที่ว่าด้วยการลาออกจากประเทศสมาชิก) เพื่อเริ่มต้นกระบวนการถอนตัวจากอียูอย่างเป็นทางการได้ หากปราศจากการรับรองของรัฐสภา อันอาจทำให้กระบวนการเบร็กซิทต้องล่าช้าออกไป อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอังกฤษได้อุทธรณ์คำสั่งศาลเป็นที่เรียบร้อย

ต้องไม่ลืมว่า ช่วง 25 ปีให้หลัง การค้าโลกถูกจัดระบบให้อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มก้อน พึ่งพาอาศัยกัน ผนึกกำลังกัน โดยอาศัยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์เป็นตัวแบ่งกลุ่ม ขณะเดียวกัน แนวคิดเรื่องเขตการค้าเสรีก็ได้รับการส่งเสริมเป็นอย่างมาก เพราะเชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้การทำมาค้าขายในโลก มีความสะดวก รวดเร็ว ไร้พรมแดน

โดยมีอียูเป็นต้นแบบเขตการค้าเสรี ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง เพราะการทำให้ตลาดของ 28 ประเทศรวมกันเป็นตลาดเดียว (Single Market) ถือเป็นการสร้างกำลังซื้อภายใต้ตลาดขนาดใหญ่ ไร้พรมแดน ทั้งด้านการขนส่ง ซื้อขายสินค้า รวมไปถึงประชากร

ความแข็งแกร่งของอียู ยังคืบหน้าไปถึงการใช้เงินสกุล “ยูโร” เดียวกัน ของประเทศสมาชิกถึง 19 ประเทศ

...แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็มีคนจำนวนมากที่คิดว่าตัวเองกำลังถูกทิ้งให้อยู่เบื้องหลัง และคนจำนวนดังกล่าวก็มีมากพอที่จะทำให้ผลการลงประชามติพลิกกลับมาชนะได้

ปัจจุบัน มีพลเมืองอังกฤษจำนวนไม่น้อย อิดหนาระอาใจกับงบประมาณหลายพันล้านปอนด์ในแต่ละปี ที่อังกฤษต้องจ่ายในฐานะสมาชิกอียู แต่ได้ไม่คุ้มเสีย

คนเหล่านี้ยังต้องการให้อังกฤษมีอำนาจในการรักษาเขตแดนและกำหนดการเข้า-ออกของประชาชนประเทศอื่นได้เหมือนเดิม ไม่ใช่เปิดประตูอ้าซ่าให้เข้ามาแย่งกันกิน แย่งกันอยู่เช่นทุกวันนี้

กระแสต่อต้านอียู ยังเริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆในหลายประเทศ ไม่เฉพาะแต่ในประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ แข็งแกร่งสถานเดียว ประเทศอย่างกรีซ หรือล่าสุด อิตาลีก็ร่ำๆ อยากจะออกจากอียูเช่นกัน โดยประเทศหลัง เพิ่งจัดให้มีการลงประชามติต่อกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐบาลเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เมื่อประชาชนส่วนใหญ่โหวตไม่ต้องการให้แก้ ทำให้นายกรัฐมนตรีซึ่งสนับสนุนการเป็นสมาชิกอียู ต้องลาออกในที่สุด

ระหว่างที่การต่อสู้ของทั้ง 2 ฝ่ายกำลังดำเนินต่อไป หากกระบวนการออกจากอียูเริ่มต้นได้ตามกำหนดในเดือน มี.ค.2560 จริง กว่าขั้นตอนทุกอย่างจะเสร็จสิ้น รวมการเจรจาต่อรอง ซึ่งคาดว่าจะยุ่งยาก ซับซ้อน ไม่แพ้เงื่อนไขด้านกฎระเบียบ อังกฤษจะหลุดจากอียูอย่างสมบูรณ์แบบในช่วงหน้าร้อนของปี 2562 หรือประมาณ 2 ปีหลังเริ่มต้นกระบวนการ

นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ให้สัมภาษณ์ว่า การเจรจากับอียู จะตั้งอยู่บนเงื่อนไข 2 ประการที่สำคัญ นั่นคือ 1.การประกอบธุรกิจของบริษัทอังกฤษในอียู และ 2. สิทธิในการทำงานและอาศัยอยู่ในสหราชอาณาจักรของพลเมืองอียู จะอยู่ในรูปแบบใด

ขณะที่นางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ในฐานะพี่ใหญ่อียู บอกว่า การเจรจาไม่ควรขึ้นอยู่กับผลประโยชน์สูงสุดของอังกฤษแต่เพียงสถานเดียว

ลึกๆ นางแมร์เคิล คงหนักใจไม่น้อย เพราะที่ผ่านมา เยอรมนีรับภาระหนักในการอุ้มชูประเทศสมาชิกอียูมาโดยตลอด ในฐานะที่มีระบบเศรษฐกิจแข็งแกร่งเป็นอันดับต้นๆ

โดยเฉพาะล่าสุด เมื่อเธอเพิ่งตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 4 ซึ่งจะจัดขึ้นในปีหน้า

แต่ไม่ว่าเธอจะอยู่หรือไป อนาคตของอียู ก็คงไม่ต่างอะไรกับการถูกแขวนต่องแต่งอยู่บนเส้นด้าย!!!

ทีมเศรษฐกิจ

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

อังกฤษเบร็กซิทสหราชอาณาจักรอังกฤษออกจากอียูสหภาพยุโรป

ข่าวแนะนำ

MOST VIEWED

คุณอาจสนใจข่าวนี้