ข่าว
100 year

รับมือสังคมผู้สูงอายุ คนแก่ติดบ้านติดเตียง

ไทยรัฐฉบับพิมพ์3 ม.ค. 2560 05:01 น.
SHARE

ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้สูงอายุราว 10 ล้านคนในจำนวนนี้ประมาณ 70,000 คนที่...“นอนติดเตียง” และอีกประมาณ 170,000 คนที่...“ต้องอยู่กับบ้าน” ไม่สามารถไปไหนมาไหนได้ตามลำพัง

ส่งผลกระทบต่อภาระการดูแลและค่าใช้จ่ายทั้งด้านสุขภาพ...ด้านสังคมของครัวเรือน ภาพรวมของประเทศเพิ่มสูงขึ้น

คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เห็นปัญหารู้ดีว่า ยิ่งนานวันปัญหาจะยิ่งมีมากขึ้น จึงได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงขึ้น พร้อมแผนยุทธศาสตร์และพัฒนาระบบดูแลระยะยาวผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง (Long Term Care)

ดำเนินการระหว่างปี 2557-2561 เน้นใช้บ้านและชุมชนเป็นฐานในการดูแล ดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ด้วยตั้งหวังกันว่า...จะให้การดูแลระยะยาวผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงเป็นไปตามเป้าหมายและรองรับสังคมผู้สูงอายุ นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา รักษาการเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) บอกว่า ในปีงบประมาณ 2559 คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติงบประมาณจำนวน 600 ล้านบาท เพิ่มเติมจากงบเหมาจ่ายรายหัว เพื่อให้สปสช.ดำเนินการ ทั้งจัดชุดสิทธิประโยชน์บริการด้านสาธารณสุข

สนับสนุนจัดตั้งศูนย์ดูแลต่อเนื่องและทีมหมอครอบครัวที่ประกอบด้วยสหสาขาวิชาชีพ เช่น แพทย์ พยาบาล เภสัชกร ทันตแพทย์ นักกายภาพบำบัด นักสังคมสงเคราะห์...เดินหน้าเชิงรุกพัฒนาศักยภาพญาติ ผู้ดูแลผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิง...การจัดหาครุภัณฑ์ อุปกรณ์ และวัสดุทางการแพทย์...

“การสนับสนุนชุดบริการสังคมเพื่อร่วมดูแลผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิง รวมถึงการจัดระบบหน่วยงานในพื้นที่เพื่อดูแลผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิง... ผ่านหน่วยบริการปฐมภูมิและกองทุนหลักประกันสุขภาพของเทศบาล และ อบต.ที่สนใจเข้าร่วม”

ไพศาล ปีตาภา นายกเทศมนตรีเมืองพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี เล่าให้ฟังว่า กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น หรือที่เรียกๆกันว่า...“กองทุนสุขภาพตำบล” ก่อนหน้านี้ผู้สูงอายุในพื้นที่ได้รวมกลุ่มกันเพื่อดำเนินกิจกรรมในเวลาว่าง และแสดงความประสงค์อยากมีสถานที่เพื่อประกอบกิจกรรมเหล่านั้น

ทางเทศบาลเมืองพิบูลมังสาหารเห็นว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์จึงให้การสนับสนุนจัดหาสถานที่ จนกระทั่งกลายเป็น “โรงเรียนผู้สูงวัยเทศบาลเมืองพิบูลมังสาหาร” ในปัจจุบัน

ซึ่งประสบผลสำเร็จและมีจุดเด่นคือ...ความยั่งยืน

แรกเริ่มผู้สูงอายุที่มารวมกลุ่มมีประมาณ 20 คน แต่จากการจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงวัยฯมาเป็นระยะเวลา 7–8 เดือน เปิดสอนทุกๆวันอังคาร ภายใต้การบริหารจัดการของกลุ่มผู้สูงอายุเองส่งผลให้มีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 100 คน

“เบื้องต้นเขาก่อตัวขึ้นมาเองโดยไม่ได้ใช้งบประมาณของท้องถิ่น ซึ่งจะมีความแตกต่างจากที่อื่นที่ท้องถิ่นมักจะตั้งงบประมาณเป็นโครงการเอาไว้ จากนั้นจึงไปเชิญชวนผู้สูงอายุมาเข้าร่วม นั่นจึงทำให้ที่พิบูลมังสาหารมีความยั่งยืน เพราะเป็นการเริ่มต้นจากความต้องการของผู้สูงอายุเอง”

เปิดมุมมองผ่านประสบการณ์การทำงานพบว่า โครงการ 99 เปอร์เซ็นต์ เป็นการตั้งงบประมาณจากท้องถิ่น คือ...เทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เมื่อเชิญชวนชาวบ้านมาร่วมกิจกรรมและงบประมาณหมดลง โครงการเหล่านั้นก็มักจะสิ้นสุดไป แต่ของพิบูลมังสาหารท้องถิ่นเพียงสนับสนุนสถานที่...เครื่องเสียงเท่านั้น

ส่วน “กลุ่มผู้สูงอายุ” ได้ช่วยเหลือตัวเอง ...ประสานกับข้าราชการเกษียณ รวมถึงบุคลากรจากโรงพยาบาล ให้เข้ามาเป็นวิทยากรช่วยอบรม ฝึกสอน ดำเนินกิจกรรมต่างๆในลักษณะโรงเรียน

“ท้องถิ่น”...จึงทำหน้าที่เป็นแค่พี่เลี้ยงในตอนต้นเท่านั้น

ตอนแรกๆเขาก็ทำกันเองด้วยศักยภาพของเขา แต่ช่วงหลังๆมา ผู้ใหญ่ก็มองว่าเป็นหน้าที่ของเทศบาล กระทรวงสาธารณสุขที่ต้องเข้ามาช่วยเหลือ จึงมีการขอเงินจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อเพิ่มศักยภาพ...นำมาใช้ในกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ เช่น การศึกษานอกสถานที่ บำเพ็ญประโยชน์ ให้ความรู้กับเด็กนักเรียนตามโรงเรียน ทำบุญ ทำสมาธิ

กิจกรรมทั้งหมดเหล่านี้คณะกรรมการกลุ่มเป็นผู้คิด โดยมีเป้าหมายคือสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มและสร้างความเข้มแข็งของชุมชนต่อไป

ไพศาล ฝากว่า ถ้าต้องการยกระดับกิจกรรมผู้สูงอายุต่อไปในอนาคต คิดว่าควรหาช่องทางให้เขาเหล่านั้นออกไปเผยแพร่ความรู้...วิธีการจัดการกลุ่มให้พื้นที่อื่นๆรับรู้ คล้ายๆกับเป็นกลุ่มต้นแบบ

“ตลอดเวลาที่ผ่านมามีหลายหน่วยงาน หลายสถาบันการศึกษา เข้ามาเชิญตัวแทนกลุ่มไปบรรยายซึ่งหากทำเช่นนี้ได้ คือ...ผู้สูงอายุมีกิจกรรม รู้สึกว่าตัวเองเป็นต้นแบบและมีความยั่งยืน อยู่ด้วยความสมัครใจ... นอกจากสุขภาพกายและสุขภาพจิตจะดีแล้ว ชุมชนยังจะเข้มแข็งอีกด้วย”

ปี 2559 สปสช.กำหนดเป้าหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เข้าร่วม 1,000 แห่ง เพื่อดูแลผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิง 100,000 คน เฉลี่ยงบประมาณ 5,000 บาทต่อประชากร เบื้องต้นคาดการณ์ว่า...จะมีผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงราว 100 คนต่อ อปท. แต่จากการสำรวจพบผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงเพียง 40-50 คนต่อ อปท.เท่านั้น

ส่งผลให้มีการเปิดขยาย อปท.ที่สนใจเข้าร่วมเพิ่มเติมอีกจำนวน 787 แห่ง ทั้งนี้ รวม อปท.ที่เข้าร่วมจัดระบบดูแลผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงในปี 2559 จำนวน 1,787 แห่ง...ดูแลผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียงจำนวน 81,114 คน

นพ.ศักดิ์ชัยย้ำว่า จากการดำเนินงานนี้ไม่เพียงส่งผลให้มีผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงเข้าถึงบริการสุขภาพ แต่ยังได้รับการดูแลด้านคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น สำหรับปี 2560 สปสช.ได้รับจัดสรรงบประมาณเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายดูแลสุขภาพผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงจำนวน 900 ล้านบาท...เพิ่มขึ้นจากปี 2559 จำนวน 300 ล้านบาท

“เราจะขยายเป้าหมายการดูแลผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงเป็นจำนวน 150,000 คน...ครอบคลุมการดูแลทั้งรายเก่า...รายใหม่ ซึ่งจะทำให้ผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงในประเทศได้รับการดูแลอย่างครอบคลุม...ทั่วถึงยิ่งขึ้น”

นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เสริมว่า รัฐบาลมีนโยบายในการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต ผ่านความร่วมมือจาก 4 กระทรวงหลัก มหาดไทย การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ศึกษาธิการ และสาธารณสุข บูรณาการการทำงานร่วมกัน

“3 S” คือ ยุทธศาสตร์ที่จะทำงานได้ครบทุกมิติ เริ่มจาก...“Strong” ส่งเสริมสุขภาพให้แข็งแรง ถัดมา...“Security” ส่งเสริมความมั่นคงปลอดภัย กระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบ และสุดท้าย...“Social Participation” ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในสังคม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นผู้รับผิดชอบ

ตัวชี้วัดสำคัญก็คือ “ผู้สูงวัยเป็นหลักชัยของสังคม” สามารถดูแลตนเองได้ ดำรงชีวิตประจำวันได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี สอดคล้องตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี...

เพื่อผู้สูงวัยมี “คุณภาพชีวิต” ที่ดี อยู่ในสังคมอย่างมี...“ศักดิ์ศรี”.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สกู๊ปหน้า 1สังคมผู้สูงอายุนอนติดเตียงคนแก่คุณภาพชีวิต

ข่าวแนะนำ

MOST VIEWED

คุณอาจสนใจข่าวนี้