วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
อนาคตโอทอป

อนาคตโอทอป

โดย ลมกรด
3 ม.ค. 2560 05:01 น.
  • Share:

เป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งที่งาน โอทอปซิตี้ งานใหญ่ส่งท้ายปี 59 ทำรายได้สูงถึง 1,042 ล้านบาท และมีผู้เข้าชมงานมากถึง 502,996 คน ภายในเวลา 9 วัน เฉลี่ยรายได้วันละ 115 ล้านบาท วันที่ยอดสูงสุดมีรายได้ถึง 152 ล้านบาท เป็น สถิติใหม่ ตั้งแต่เคยมีการจัดงานโอทอปมาสิบกว่าปี ซึ่งเฉลี่ยรายได้ต่อวันแล้วไม่เคยได้ถึง 90 ล้านบาท

องค์ประกอบที่ทำให้งานนี้ทำรายได้สูงมาจากบรรดา แฟนพันธุ์แท้โอทอป ติดตามอุดหนุนซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง การจัดบูธทำให้เดินเลือกสินค้าได้ง่าย ทั้งยังมี โอทอปแบรนด์เนม โอทอปยอดนิยม โอทอปขึ้นเครื่อง (บิน) โอทอปภูมิปัญญา มาช่วยเพิ่มความตื่นตาตื่นใจ

ที่สำคัญ รัฐบาล คสช.ให้การสนับสนุนส่งเสริมสินค้าโอทอปมาตั้งแต่ต้น เพราะเป็นการสร้างรายได้แก่ชาวบ้านโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มักจะกระตุ้นให้คนไทยช่วยกันซื้อสินค้าโอทอปอยู่เสมอ และงานนี้ยังได้ แอบส่งคนไปสำรวจ บูธต่างๆด้วย ทำให้รู้ว่าสินค้าไหนร้านไหนขายดีติดอันดับท็อปเทน และร้านไหนที่คนไม่ค่อยเข้า พอนายกฯเจอ คุณอภิชาติ โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ก็ถามแบบไม่ให้ตั้งตัวเลยว่า มีบางร้านที่ยังขายสินค้าไม่ได้

จะแก้ปัญหายังไง? อธิบดีก็ตอบกลับทันทีว่า จะจัดนาทีทองช่วยโปรโมต จะย้ายบูธไปอยู่ในทำเลสะดุดตา จะช่วยซื้อสินค้าเอาไปจับสลากในงาน และ หลังจบงานแล้วจะให้เจ้าหน้าที่ไปช่วยปรับปรุงพัฒนาสินค้า
จากคำถามและคำตอบสะท้อนให้เห็นว่าทั้งผู้มอบนโยบายและผู้รับนโยบายล้วน “ใส่ใจ” กับงานไม่แพ้กัน
ตัวเลขจำนวนผลิตภัณฑ์ จำนวนผู้ผลิตผู้ประกอบการ และจำนวนสินค้าที่ผ่านมาตรฐานรับรอง 1-5 ดาว เป็นตัวชี้วัดพัฒนาการของโอทอป ซึ่งเมื่อมองย้อนหลังไป 10 ปี มีบางปีตัวเลขขึ้น บางปีลง บางปีก็คงที่ เพิ่งมี 2 ปีหลังนี้ที่ ตัวเลขทั้ง 3 เพิ่มขึ้นพร้อมกัน

สิบกว่าปีที่ผ่านมายอดจำหน่ายโอทอป (รวมทั้งปี) เติบโตเฉลี่ยปีละ 12% แต่อธิบดีอภิชาติตั้งเป้าว่านับจากนี้จะให้ โตเพิ่มขึ้นอีกปีละ 2% เริ่มจากปี 60 จะให้ขยายตัวกระโดดไป 18% ปี 61 ขยายตัว 20% และปี 62 ขยายตัว 22% ซึ่งจะทำให้มียอดจำหน่ายปี 60 อยู่ที่ 2,165 ล้านบาท เป็นปีแรกที่ยอดทะลุ 2 พันล้านบาท

อธิบดีอภิชาติได้เสนอ แผนการดำเนิน 7 ช่องทาง ให้ รมว.มหาดไทย พิจารณา และได้รับความเห็นชอบมาแล้ว ประกอบด้วย 1.ขยายฐานผู้ประกอบการแบบเชิงรุก จากที่มี 4 หมื่นกลุ่มคงที่มาหลายปี จะเพิ่มให้เป็น 48,000 กลุ่ม โดยยึดโมเดลของ จังหวัดนครปฐมที่ทำรายได้สูงสุดขึ้นมาเป็นแชมป์แทนเชียงใหม่ เพราะขยายฐานได้ 588 เจ้าภายในปีเดียว ทั้ง กลุ่มกล้วยไม้ หมูแผ่น และ การจัดโต๊ะจีน
2.พัฒนา supply chain สร้างโซ่ข้อกลางระหว่างผู้ประกอบการกับร้านค้า โดยตั้ง “โอทอป เทรดเดอร์” ทุกจังหวัด มีเงื่อนไขห้ามเทรดเดอร์ผลิตสินค้าแข่งกับผู้ประกอบการ 3.ขยายเครือข่ายผู้ร่วมขับเคลื่อน ทั้งในหน่วยงานภาครัฐและเอกชน 4.จัดกลุ่มผู้ประกอบการเพื่อสนับสนุนการพัฒนาได้แม่นยำยิ่งขึ้น เช่น โอทอปแบรนด์เนม โอทอปหัตถกรรม โอทอปศิลปิน

5.เพิ่มกลุ่มมาตรฐานผลิตภัณฑ์ เพิ่มการคัดสรรสุดยอดโอทอป เพิ่มประเภทรางวัลมาตรฐาน และรางวัลสินค้าขายดี (best seller) 6.เพิ่มช่องทางการตลาด สนับสนุนตลาดนัดไทยช่วยไทย ร้านค้าประชารัฐสุขใจช็อป 7.เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชน ผลักดันหมู่บ้านโอทอปเพื่อการท่องเที่ยว และเกาะไปกับ 12 เมืองห้ามพลาด

ถ้าดำเนินการตามแผนนี้ได้ครบทั้ง 7 ช่องทาง ผมเชื่อว่ายอดจำหน่ายโอทอปจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ วันนี้ผมขอส่งท้ายด้วยสโลแกนของโอทอป เทรดเดอร์ ที่ว่า “สินค้าโอทอปทุก 1 ชิ้น รายได้กระจายสู่ท้องถิ่น ให้มีกินมีใช้หลายครอบครัว”

ลมกรด

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้