วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
หยุดฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮีนจา

หยุดฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮีนจา

  • Share:

สิ่งหนึ่งซึ่งรับได้ยากก็คือ การที่เมียนมาเฉยเมยต่อกองเรือช่วยเหลือของพันธมิตรที่บรรทุกอาหารและเสบียงสำหรับชาวโรฮีนจา ทั้งที่เอาข้าวของใส่เรือไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันแท้ๆ ผู้จัดการกองเรือยื่นขออนุญาตไปที่สถานทูตเมียนมาในกรุงกัวลาลัมเปอร์ เพื่อขอเอาสิ่งของและอาหารไปช่วย แต่จนถึงขณะที่เขียนคอลัมน์อยู่นี้ ทางการเมียนมาก็ยังเฉยๆ

นอกจากจะเฉยแล้ว สำนักงานประธานาธิบดีเมียนมาก็ยังพูดกวนๆ ว่ายังไม่เห็นหนังสือ และถ้าหากกองเรือช่วยเหลือด้านมนุษย– ธรรมที่จะมาช่วยชาวโรฮิีนจาไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ สำนักประธานาธิบดีก็จะไม่ยอมรับเรือช่วยเหลือ ใครที่ไม่ใช่พลเมืองเมียนมา ถ้าไม่ได้รับอนุญาต ก็เข้ามาในน่านน้ำของเราไม่ได้

ผู้เขียนคิดว่านางซูจีอยู่ในสถานะลำบาก ซูจีเคยได้รับรางวัลโนเบล แต่พฤติกรรมของรัฐบาลเมียนมาในยุคที่นางเป็นใหญ่ กลับมีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งผมว่าความรุนแรงมีแนวโน้มที่จะคล้ายกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา หรือในดาร์ฟูร์ที่ซูดาน

ก่อนที่ซูจีจะชนะเลือกตั้ง พวกเราก็ลุ้นกันมากนะครับ เพราะคิดว่าคนอย่างซูจีถ้าได้เป็นรัฐบาลแล้ว ก็น่าจะรับรองสิทธิความเป็นพลเมืองชาวโรฮีนจา แต่เหตุการณ์กลับตรงกันข้าม นอกจากไม่รับรองสิทธิแล้ว ยังมีข่าวรัฐบาลเมียนมาปล่อยเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธโจมตี ออกข่มขืนผู้หญิง และโหดร้ายถึงขนาดทหารโยนทารกโรฮีนจาเข้ากองไฟ

เมื่อโดนประชาคมโลกโจมตี รัฐบาลเมียนมากลับโทษกองกำลังที่ได้รับการสนับสนุนจากต่างชาติก่อเหตุฆ่าตำรวจเมียนมาก่อน 9 นาย อย่างที่ผมเรียนรับใช้ไปแล้วเมื่อเปิดฟ้าส่องโลก ฉบับวันที่ 29 ธันวาคม 2559

ถ้าผมเป็นซูจี อันดับแรกเลย ผมจะสั่งหยุดการเข่นฆ่าโรฮีนจาโดยทันที อันดับสอง ผมจะสอบสวนการกระทำรุนแรงต่อโรฮีนจา ถ้ารู้ว่าทหารคนไหนฆ่าโรฮีนจา ก็ต้องเอาตัวมาลงโทษ อันดับสาม ให้สถานะพลเมืองแก่โรฮีนจา อันดับสี่ ขยายการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในรัฐยะไข่ ถึงตอนนี้ เยาวชนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ อยู่ในภาวะขาดแคลนอาหาร เพราะไม่ได้รับความช่วยเหลือมาเป็นเวลานานเกือบ 2 เดือน

สิ่งที่รัฐบาลของนางซูจีควรจะทำ กลับตรงกันข้ามกับสิ่งที่เราและที่คนทั้งโลกอยากให้เป็น นางซูจีซึ่งดูแลกระทรวงการต่างประเทศ กลับให้กระทรวงระงับการออกใบอนุญาตให้แก่พลเมืองที่จะเดินทางไปทำงานที่ประเทศมาเลเซีย

เพราะถูกรัฐบาลเมียนมาปราบปราม โรฮีนจาจึงต้องหนี ถูกบังคับให้ต้องทิ้งบ้านเรือนของตนเองตั้ง 30,000 คน ทว่าจำนวนโรฮีนจาที่หนีเข้าไปในพรมแดนบังกลาเทศได้นั้น มีเพียง 10,000 คน แล้วอีก 20,000 คนล่ะครับ ไปตกระกำลำบากที่ไหน? หลายครั้งเราได้ยินว่าเรือที่ขนผู้อพยพโรฮีนจาจมกลางแม่น้ำบ้าง จมกลางทะเลบ้าง

คนที่รอดชีวิตจากเรือจมเล่าว่า ทหารเมียนมาใช้เรือเร็วไล่เรือประมงที่บรรทุกชาวโรฮีนจา พอเรือจม แทนที่ทหารจะเข้าช่วยเหลือ กลับหนีไป ทำให้มีผู้หญิง เด็ก จมน้ำตาย เมื่อไปดูที่ศพ บางศพมีรอยถูกปืนยิง อย่างนี้ก็โหดของแท้นะครับ

แทนที่นางซูจีจะแก้ไขปัญหา เธอกลับขอร้องให้ชาวโลกเข้าใจความซับซ้อนทางชาติพันธุ์ของเมียนมา

ผู้เขียนขอโต้นางซูจีหน่อยนะครับ เธอไม่ควรพูดถึงเรื่องชาติพันธุ์ เพราะไม่ว่าจะชาติพันธุ์ใดหรือศาสนาไหน ก็ควรจะได้รับการยอมรับในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง

เดิมเราคิดว่านางซูจีจะตกผลึกทั้งความคิดและการปฏิบัติ เพราะเห็นเธอผ่านร้อนผ่านหนาว ต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนมาอย่างยาวนาน แต่เหตุการณ์เข่นฆ่าชาวโรฮีนจาทำให้เราเข้าใจได้เลยครับ ว่านางซูจียังอ่อนหัด ความคิดความเข้าใจในความเป็นไปของโลกยังไม่ตกผลึก

เขียนถึงตรงนี้ ผู้เขียนก็เสียดายรางวัลโนเบลของนางซูจีครับ ทุกคนที่ได้รับรางวัลนี้ต่อต้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่นางซูจีกลับไม่ใช่ เมื่อก่อนเป็นฝ่ายค้าน ไม่มีอำนาจ เราก็ยังไม่รู้ว่าเธอคิดยังไง

ทำไมนางฟ้ากลายเป็นนางมารร้ายไปได้?

นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้