วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
"วิรไท" มุมมองเศรษฐกิจปีระกา "2560"

"วิรไท" มุมมองเศรษฐกิจปีระกา "2560"

  • Share:

หลังจากย้อนภาพปีเก่าในหน้า 8 กันแล้ว เรามาต่อเนื่องถึงปีใหม่ “ปีไก่” ปีที่ยังไม่แน่ใจจะออกไข่เป็นทองคำได้หรือไม่ “ทีมเศรษฐกิจ” ขอฉายมุมมองเศรษฐกิจแบบเบ็ดเสร็จของปีนี้จาก “วิรไท สันติประภพ” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

“มีคนวาดภาพว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง การขยายตัวเศรษฐกิจไทยปี 2560 นี้จะติดลบ ผมยืนยันได้ว่าไม่น่าจะใช่ สถานการณ์ไม่ได้อยู่ในสภาพนั้น โดย ธปท.คาดว่าจะยังฟื้นตัวต่อเนื่อง และปีนี้น่าจะดีกว่าปีที่เพิ่งผ่านมา”

ทั้งนี้ ถ้ามองภาพกลับไป การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเริ่มจากการขยายตัว 0.9% ในปี 2557 เพิ่มขึ้นมาเป็น 2.8% ในปี 2558 ขณะที่ปี 2559 คาดว่าจะขยายตัว 3.2% ส่วนปีนี้ก็คาดว่าไม่น่าแกว่งจากปีที่ผ่านมามากนัก

“แม้ว่าเศรษฐกิจต่างประเทศจะมีความผันผวนสูง แต่แนวโน้มของเศรษฐกิจโลกก็ไม่ใช่การหดตัว แต่ยังขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป เศรษฐกิจไทยก็เป็นการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปเช่นกัน เหตุเพราะในขณะนี้มันไม่มีอุตสาหกรรมไหนที่จะเป็นพระเอกที่ทำให้เกิดการฟื้นตัวแรงๆ เหมือนที่ผ่านมา”

เราอยู่ในสภาวะที่ค่อยๆ ฟื้นตัวมาจากวิกฤติเศรษฐกิจ และหลายประเทศก็ยังมีปัญหาโครงสร้างอยู่ แต่ก็ยังเชื่อว่ามีการฟื้นตัวที่ดีขึ้น โดยตัวเลขเศรษฐกิจยุโรปในบางประเทศก็เห็นการฟื้นตัวที่ชัดเจนดีขึ้น เช่น การปฏิรูปเศรษฐกิจในสเปนที่ได้ผลดี เศรษฐกิจเยอรมันยังดีอยู่ อย่างไรก็ตาม ปีหน้าอาจจะมีปัญหาจากการเมืองในสหภาพยุโรป เพราะมีการเลือกตั้งในฝรั่งเศส และเยอรมัน ซึ่งถ้าไม่ได้รุนแรงอย่างการตัดสินใจออกจากกลุ่มสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (Brexit) ก็ไม่น่าที่จะไปกระตุก หรือทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกสะดุด หรือชะงักลง

มาถึงฝั่งอเมริกา ตัวเลขเศรษฐกิจปรับดีขึ้นต่อเนื่อง แต่ต้องจับตาการเปลี่ยนนโยบายประเทศของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งเท่าที่เห็น ข้อแรก คือ การเร่งใช้จ่ายเงินมากขึ้น เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจ ในฐานะที่เขาเป็นคู่ค้าของเราและเป็นเศรษฐกิจใหญ่ในโลก ถ้าเศรษฐกิจสหรัฐฯขยายตัวได้ดีเราก็ได้ผลดีไปด้วย

แต่ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น คือเริ่มเห็นสัญญาณอัตราดอกเบี้ยที่ปรับขึ้น เห็นได้จากดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะคนมองว่าเมื่อใช้จ่ายมากขึ้นจะต้องกู้เงินเพิ่ม ส่งผลมายังผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลไทยที่ขยับขึ้นค่อนข้างเร็วด้วย

นโยบายข้อที่ 2 ซึ่งข้อนี้น่ากังวลมากกว่าสำหรับเศรษฐกิจอย่างบ้านเรา คือ นโยบายด้านการค้าระหว่างประเทศ เพราะถ้ามีแนวโน้มกีดกันการค้ามากขึ้น จะส่งผลต่อเศรษฐกิจเปิด เช่น ประเทศไทยของเรามากขึ้นด้วย ขณะที่ยังมีนโยบายที่ 3 ที่ต้องติดตามคือ แนวทางที่นายทรัมป์ต้องการดึงให้การจ้างงานอยู่ในอเมริกา ซึ่งจะทำให้บริษัทที่ไปขยายการลงทุนในต่างประเทศเกิดความกังวล และทำให้แผนลงทุนนอกประเทศชะลอหรือ สะดุดไปบ้าง

“โจทย์นี้สำคัญ เพราะการลงทุนภาคเอกชนทั้งโลกอยู่ในระดับต่ำ ยิ่งเมื่อเวลาที่มีการเปลี่ยนเชิงนโยบายที่จะกระทบต่อการตัดสินใจลงทุน เช่น เรื่อง Brexit ในช่วงที่ผ่านมา แค่มีแนวโน้มว่าจะเกิด Brexit การลงทุนในอังกฤษก็ชะลอลง กรณีของทรัมป์เองก็เหมือนกัน เมื่อมีนโยบายออกมาก็อาจจะทำให้แผนการลงทุนใหม่ๆ ชะลอลงได้ ซึ่งกรณีเหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่ไม่ดีกับสภาวะเศรษฐกิจโลก ยิ่งเมื่อประกอบกับการค้าโลกที่จะมีการกีดกันทางการค้ามากขึ้น”

ดังนั้น ถ้ามองถึงประเทศไทยจากนี้ ความเชื่อมโยงในภูมิภาคก็จะมีความสำคัญมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียน (RCEP) หรือกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เราควรสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น มีการเปิดเสรีมากขึ้น เพราะเศรษฐกิจภูมิภาคก็ยังมีศักยภาพในการเติบโต เป็นเศรษฐกิจที่กำลังอยู่ช่วงเปลี่ยนแปลง มีชนชั้นกลางเกิดมากขึ้น รวมทั้งมีขนาดตลาดที่ค่อนข้างใหญ่

สำหรับปัจจัยในประเทศ “การลงทุนของภาครัฐ” ในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในปีหน้า ธปท.คาดว่าจะเริ่มเห็นความคืบหน้าที่ชัดเจนขึ้นกว่าปีนี้ เพราะหลายโครงการเริ่มเข้าสู่การเปิดประมูลแล้ว ซึ่งเมื่อมีการอนุมัติผู้รับเหมาแล้ว โครงการจะเดินหน้าต่อไปได้ เหมือนที่เราเห็นสุวรรณภูมิ เฟส 2 ที่เริ่มคืบหน้ามากขึ้น เส้นทางรถไฟทางคู่หลายโครงการก็อยู่ในระหว่างการเปิดประมูล หรือการประมูลรถไฟฟ้าใต้ดิน และมอเตอร์เวย์ที่ชัดเจนขึ้นเช่นกัน

“ปีนี้การลงทุนภาครัฐยังมีบทบาทเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ และหวังว่าสถานการณ์เรื่องการท่องเที่ยว หรือการใช้จ่ายที่ชะลอตัวลงในขณะนี้จะเป็นภาวะชั่วคราว และกลับมาเป็นปกติมากขึ้น”

อย่างไรก็ตาม การลงทุนภาคเอกชนยังเป็นปัญหา และเป็นปัญหาในหลายๆ ประเทศทั้งโลก ไม่ใช่เฉพาะไทย จากปัจจัยแรกคือ เศรษฐกิจยังคงฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้มีกำลังการผลิตส่วนเกินมาก แม้จะเป็นกำลังการผลิตส่วนเกินจากเทคโนโลยีเก่าก็ตาม ทำให้การลงทุนที่เพิ่มขึ้นขณะนี้เป็นเพียงการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี ยังไม่ได้มีการลงทุนจริงที่ชัดเจนในภาพรวม โดยเฉพาะเมื่อกำลังการผลิตมีส่วนเกินค่อนข้างมากและยังไม่ได้ถูกจัดการ

ปัญหาที่สอง การเปลี่ยนโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกในภาพใหญ่ ซึ่งกลายเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย นั่นคือภาคบริการ โดยหากจะดูโครงสร้างของธุรกิจที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ภาคบริการมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 50% แต่ในอีกด้านหนึ่งเมื่อเราพูดถึงการเติบโตของภาคบริการ จะพบว่าส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจที่ไม่ต้องใช้ทุนมากเหมือนการลงทุนในธุรกิจการผลิตภาคอุตสาหกรรม

“เมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนก็กระทบต่อการลงทุนที่เปลี่ยนรูปไป โลกที่เป็น Sharing Economy เป็นโลกของการแบ่งปันทรัพยากรที่มีอยู่ โดยไม่ต้องลงทุนในสินทรัพย์สูงๆ แต่ใช้ทรัพยากรส่วนเกินมาใช้งานด้วยการทำระบบข้อมูล ใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการบริการ”

กรณีประเทศไทย สิ่งหนึ่งที่มองว่าเป็นสัญญาณบวกคือ ตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่เพิ่มขึ้นมาก และเป็นกรอบบีโอไอใหม่ที่ไม่ได้สนใจพื้นที่ตั้ง แต่เน้นอุตสาหกรรมเป้าหมาย อุตสาหกรรม S curve หรืออุตสาหกรรมที่มีการวิจัยพัฒนาสูง และนวัตกรรม

ในปีนี้หลายอุตสาหกรรมก็เริ่มมีการลงทุนมากขึ้น ทั้งจากจีน และญี่ปุ่นที่เข้ามา ดังนั้น ปีหน้าจึงเป็นความท้าทายของภาครัฐที่จะต้องทำให้จากคำขอเปลี่ยนเข้ามาลงทุนจริง แต่ข้อดีคือตัวเลขขอรับการส่งเสริมของปีนี้มากกว่าปีที่แล้วสูงมาก ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพและยกระดับการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีหน้าให้เพิ่มขึ้น

“ภาคที่ผันผวนที่สุดน่าจะเป็นตลาดเงินและตลาดทุน เพราะระบบการเงินโลกมีสภาพคล่องส่วนเกินสูงมาก เมื่อมีเหตุการณ์อะไรมากระทบความผันผวนจะยิ่งสูง เมื่อคนอยู่ในภาวะกล้าเสี่ยงจะนำเงินมาลงทุนในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ แต่เมื่อเข้าสู่ภาวะกลัวความเสี่ยงก็จะเอาเงินกลับ ปีนี้เงินจึงอาจจะไหลเข้าไหลออกค่อนข้างแรง”

อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังดีอยู่ เพราะเราโชคดีที่มีกันชนที่ดีกว่าหลายประเทศ ค่าเงินบาท หรืออัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรของเราผันผวนน้อยกว่าเพื่อนบ้าน เพราะเราเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับที่สูงมาก โดยปีนี้คาดว่าจะเกินดุล 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เป็นระดับที่สูงเป็นประวัติการณ์

นอกจากนั้น เรายังพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศน้อยลงมาก ไม่เหมือนช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 2540 โดยสัดส่วนการถือครองพันธบัตรของคนต่างชาติในขณะนี้เหลือเพียง 8% ของยอดคงค้างทั้งหมด เทียบกับมาเลเซียมีสัดส่วนสูงถึง 33% เมื่อเกิดความผันผวนมาเลเซียจะกระทบมากกว่า

แต่อย่างไรก็ตาม ขอเตือนใจผู้เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยนว่าต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด และป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนสม่ำเสมอ ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวทิ้งท้าย.

เปิดโลกรับ "ปีใหม่" การเงินไทยดิจิทัล

กรอบด้านบน เราเปิดมุมมอง “ผู้ว่าการ ธปท.” สำหรับภาพใหญ่เศรษฐกิจไปแล้ว นำสู่อีกภาคส่วนที่สำคัญของประเทศและเป็นบทบาทของ ธปท.โดยตรง คือ ระบบการเงินของประเทศ ซึ่งในปีนี้ เราจะเห็นการแข่งขันและพัฒนาการของ “นวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการเงิน” ใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น

“เศรษฐกิจฐานดิจิทัล จะเป็นตัวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการเงิน และเศรษฐกิจของประเทศ โดยสิ่งที่เราควรนำมาใช้ประโยชน์ คือ “ฐานข้อมูล” โดยที่ผ่านมา เราให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัลมาก แต่ประโยชน์จริงๆ คือ การใช้ประโยชน์ข้อมูลที่ทุกคนใช้ประโยชน์ได้” ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวและยกตัวอย่างว่า

รัฐบาลจะสามารถใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลในการวางแผนเชิงนโยบาย ธุรกิจก็ใช้ประโยชน์ได้ เช่น การวางแผนของธุรกิจประกันที่จะเห็นภาพการบริหารงานภายใต้ความเสี่ยงที่น้อยลง ประชาชนก็จะได้ประโยชน์จากเบี้ยประกันที่ถูกลง แต่ทั้งนี้ต้องทำควบคู่กับการคุ้มครองความลับส่วนบุคคล โดยมีสมดุลที่ดีระหว่างความลับ และข้อมูลที่นำไปใช้ประโยชน์ได้

ในส่วนของภาคการเงิน การใช้ฐานเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีการเงิน ทำให้ “สถาบันการเงิน” เปลี่ยนไปเพิ่มความสะดวกง่ายดายให้กับผู้ใช้บริการ ขณะที่ลดต้นทุนของระบบสถาบันการเงินลงด้วย

ทั้งนี้ หากดูส่วนต่างดอกเบี้ยรับและดอกเบี้ยจ่ายของธนาคารพาณิชย์ หรือ NIM ซึ่งสะท้อนต้นทุน และอัตราการทำกำไรของธนาคารพาณิชย์จะพบว่าอยู่ที่ 2.6% ซึ่งถือว่าต้นทุนค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

“การที่ธนาคารพาณิชย์ไทยมี NIM สูงนั้น คิดว่ามี 2-3 สาเหตุ สาเหตุที่ 1 คือ ในช่วงที่การลงทุนชะลอ สัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากจะค่อยลดลง ซึ่งทำให้ต้นทุนจ่ายดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์น้อยกว่าดอกเบี้ยรับจากสินเชื่อ ยกตัวอย่างมีเงินฝาก 100 ส่วน ปล่อยสินเชื่อได้ 85 ส่วน เท่ากับดอกเบี้ยรับอยู่บนฐาน 85 แต่ดอกเบี้ยจ่ายอยู่บนฐาน 100 แต่เมื่อเศรษฐกิจขยายตัว มีการลงทุนมากขึ้น สัดส่วนของสินเชื่อต่อเงินฝากจะเพิ่มขึ้นเข้าใกล้สมดุล”

สาเหตุที่ 2 คือ ค่าธรรมเนียมนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ซึ่งเก็บอยู่ที่ 0.47% ของยอดเงินฝากและตั๋วสัญญาใช้เงิน (บีอี) ซึ่งถือเป็นต้นทุน ซึ่งมีผลต่อส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยไม่น้อย

สาเหตุที่ 3 คือ โครงสร้างต้นทุนของระบบการเงิน และสถาบันการเงินไทย โดยที่ผ่านมาเราเน้นเปิดสาขา เราเคยเปิดสาขา ปี 55-56 ปีละประมาณ 300-400 สาขา ปี 57 ลดลงมากเปิดแค่ 30 สาขา ปี 58 ไม่มีเปิดสาขาเพิ่มเลย และปีนี้ปี 59 ติดลบปิดสาขามากกว่าเปิดสาขา ซึ่งถือเป็นทิศทางที่ถูกต้อง เพราะว่าต้นทุนของธนาคารพาณิชย์ไทยไปหนักที่สาขา ที่พนักงานสาขา ต้นทุนค่อนข้างสูง ซึ่งวิธีจะแก้คือใช้เทคโนโลยีทางการเงินสมัยใหม่เข้ามาช่วย เข้ามาตอบโจทย์ และไม่ใช่เทคโนโลยีที่แปลกประหลาด หรือชั้นนำมากๆ เช่น การชำระเงินผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์

“แม้เราจะมีคนที่ใช้ธนาคารมือถือ จะโมบาย แบงกิ้ง หรือโทโลโฟนแบงกิ้ง 12-13 ล้านบัญชี แต่จำนวนของการใช้การโอนเงินชำระค่าสินค้าและบริหารของเรายังต่ำกว่าเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน ต่ำกว่ามาเลเซีย สิงคโปร์ และขณะที่เรามีบัตรเดบิต 47 ล้านใบ แต่คนส่วนใหญ่ยังใช้เป็นบัตรเอทีเอ็ม ทั้งๆ ที่การให้บริการเงินสดมีต้นทุนสูง”

ทางแก้คือ ใช้เทคโนโลยีทางการเงินเข้ามาช่วย ซึ่งเริ่มง่ายๆ จากการกระจายเครื่องรับบัตรเดบิต หรือเทคโนโลยีการโอนเงิน เช่น พร้อมเพย์ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการบริหารเงินสดได้มาก เพราะในช่วงต่อไปจะมีการไหลเข้ามาของเทคโนโลยีทางการเงินข้ามพรมแดน เราจะต้องแข่งขันให้ได้กับผู้บริการใหม่ เพราะการโอนเงินข้ามพรมแดนจากนี้ ไม่มีทางที่จะคิดค่าบริการแพงๆ เพราะมีทั้ง Rechat PAY, Line PAY ที่เข้ามาแข่งขันในการให้บริการ

ขณะที่การเกิดขึ้นของพร้อมเพย์ที่จะคิดค่าบริการการโอนในอัตราที่ถูก และ 5,000 บาทแรกไม่คิดค่าโอน จะเป็นตัวกระตุ้นให้ค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์ลดลง และเมื่อพร้อมเพย์ไปที่เฟส 2 จากการโอนเงินระหว่างประชาชนต่อประชาชน เป็นการโอนจากธุรกิจกับประชาชน และธุรกิจกับธุรกิจ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนของการโอนถูกลงอีก

และหากในที่สุดสามารถแก้ไขปัญหาเชิงระบบได้ สร้างการแข่งขันที่มากขึ้น มีการปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมต่างๆ ให้เหมาะสมมากขึ้น ก็อาจจะต่อยอดไปถึงการปรับดอกเบี้ยเงินกู้ และเงินฝากให้เหมาะสมกับความต้องการผลตอบแทนของคนไทยมากขึ้นได้

“โครงสร้างค่าธรรมเนียมอาจไม่ได้ลดลงทุกประเภท เช่น ต้นทุนเงินสดซึ่งสูงมาก แต่เราใช้บริการฟรีมาตลอด หรือเช็ค 1 ใบที่คิดค่าธรรมเนียม 15 บาท ต้นทุนจริงๆ สูงถึง 100 บาท เพราะมีค่าพิมพ์ ค่าเคลียริ่ง ค่าเก็บรักษา ซึ่งในหลักการควรคิดราคากับคนที่ใช้โดยตรง ไม่ใช่เฉลี่ยค่าใช้จ่ายเหมือนในปัจจุบัน”

สำหรับคนทั่วไปนั้น ผู้ว่าการ ธปท.มองว่าการใช้บริการพร้อมเพย์น่าตอบโจทย์ของคนส่วนใหญ่ได้แล้ว แต่ถ้าในอนาคตยังมีร้านค้าไหนไม่ต้องการรับบัตรเดบิต ไม่ต้องการพร้อมเพย์ แต่ต้องการเงินไว้ทอนเยอะๆ ถ้ามาเบิกเงินสดก้อนใหญ่ก็อาจจะต้องเสียค่าธรรมเนียม แต่ปัญหาตอนนี้สังคมเราพึ่งพาเงินสดอยู่เยอะ และยังแก้ไขไม่ได้

ทั้งนี้ ภายใต้บริบทการเงินที่กำลังเปลี่ยนแปลง ผู้ว่าการ ธปท. ชี้ถึงข้อดีในขณะนี้ว่า “การเข้าถึงบริการทางการเงิน” ของประเทศไทยไม่ได้เป็นปัญหามากเหมือนที่ผ่านมาแล้ว เพราะเรามีธนาคารเฉพาะกิจของรัฐที่เข้าไปดูแลระบบการเงินในภาคชนบท บวกกับเกณฑ์ของ ธปท.ในช่วงที่ผ่านมา ที่สั่งให้ธนาคารพาณิชย์ต้องไปเปิดสาขาในพื้นที่ชนบท ทำให้สัดส่วนประชาชนที่เข้าถึงบริการทางการเงินถือว่าสูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

“นอกจากนั้น แม้จะมีเทคโนโลยีทางการเงินใหม่ๆ มีผู้ให้บริการทางการเงินที่ใช้เทคโนโลยี (ฟินเทค) เพิ่มขึ้นก็ไม่ได้หมายความว่า ทุกอย่างจะเปลี่ยนทันที แต่จะเปลี่ยนอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะการเปลี่ยนพฤติกรรมของคนไทยให้มาใช้เงินอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ใช้เงินสดยังเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก และใช้เวลา” ผู้ว่าการ วิรไท กล่าวทิ้งท้าย

สรุปว่าปี 2560 นี้ อัตราการขยายตัว การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและระบบการเงินไทยจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ได้แต่หวังว่าแม้ “ช้า” แต่ “ฟื้นชัวร์” ฟื้นแบบกระจายตัวให้คนไทยสุขใจได้ถ้วนหน้า!

ทีมเศรษฐกิจ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้