วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
วิถีพอเพียง นำทางคนเมืองกรุง ค้นพบ ชีวิตใหม่...ที่ใช่เลย!

วิถีพอเพียง นำทางคนเมืองกรุง ค้นพบ ชีวิตใหม่...ที่ใช่เลย!

  • Share:

“พอเพียง มีความหมายกว้างขวางยิ่งกว่านี้อีก คือคำว่า พอ ก็พอเพียงนี้ก็พอแค่นั้นเองคนเราถ้าพอในความต้องการก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนคนอื่นน้อยถ้าประเทศใดมีความคิดอันนี้ มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่า พอประมาณซื่อตรงไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่สุขพอเพียงนี้อาจจะมี มีมาก อาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ไม่ต้อง ไปเบียดเบียนคนอื่น...” พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2541

คำสอนของ “พ่อ” ที่สอนให้ลูกๆ ชาวไทยได้รู้จัก “วิถีชีวิตพอเพียง” อันจะนำมาซึ่ง “ความสุขที่ยั่งยืน” ความสุขในวิถีชีวิตพอเพียงได้ผ่านการพิสูจน์แล้ว จากหลายๆ คนที่เคยใช้ชีวิตในเมืองศิวิไลซ์ เต็มไปด้วยแสงสีเสียงที่ยั่วยวนให้หลงใหล อีกทั้งคนที่เป็นลูกหลานมหาเศรษฐีที่เคยใช้ชีวิตอย่างคุณหนู มีข้าทาสบริวารรอบข้างไว้ใช้สอย โดยไม่ต้องกระดิกตัวทำอะไร แต่เขาเหล่า นั้นกลับพอใจที่จะหันไปมีวิถี ชีวิตใหม่ แบบพอเพียง ที่เขาได้พบแล้วว่า วิถีชีวิตเช่นนี้ได้ให้ความสุขที่ยั่งยืนแก่เขา...

เปิ้ล-ศิริวิมล


เปิ้ล-ศิริวิมล กิตะพาณิชย์ สาวนักเรียนนอก วัย 29 ปี ทายาทนักธุรกิจขายอะไหล่รถยนต์ ที่มีความมุ่งมั่นเดินตามฝัน หลังจากได้ค้นหาจนเจอความต้องการในชีวิต เปิ้ลยอมทิ้งชีวิตคุณหนูในเมืองที่หรูหรา จากนักเรียนโรงเรียนอินเตอร์ จบปริญญาตรีจากประเทศออสเตรเลีย ไปลุยดินโคลนเป็นเวลากว่า 2 ปี สร้างอาณาจักร “ไร่รื่นรมย์” บนที่ดินของครอบครัว จำนวน 200 ไร่ ในจังหวัดเชียงราย “เปิ้ลไม่อยากทำธุรกิจ อยากทำงานพัฒนาชุมชม เลยขอที่บ้าน ซึ่งพ่อก็สนับสนุน ทีแรกคิดจะไปสอนภาษาอังกฤษให้เด็กในชุมชน แต่คุณพ่อพูดมาคำหนึ่งว่า มันไม่ยั่งยืน ลองไปคิดดูดีๆ สุดท้ายก็ได้คิดว่าจะเดินตามรอยคำสอนของในหลวง ร.9 ในการทำเกษตรผสมผสาน โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็งด้วย” เปิ้ลเล่าถึงสาเหตุที่หันมาเลือกวิถีชีวิตพอเพียง

พอความคิดตกผลึก เปิ้ลก็เริ่มหันสู่ชีวิตใหม่ แต่ตัวเธอมาจากศูนย์ ไม่มีความรู้ เรื่องการเกษตรเลย ไม่รู้ว่าต้นกะเพรา ต้นตะไคร้ ปลูกกันอย่างไร เลยไปหาความรู้จาก “โจน จันได” ผู้ใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจ พอเพียง นอกจากนั้นก็ไปขอเรียนวิชา 1 ไร่ 1 แสน ของ “คุณอดิศร พวงชมพู” ที่ จ.นนทบุรี โดยไปใช้ชีวิต กินอยู่แบบเสื่อผืนหมอนใบ นอนในกระต๊อบกลางไร่ ได้ เผชิญความกลัวนานาชนิด ทั้งแมลง งู จิ้งจก ตุ๊กแก ซึ่งได้เจอมาหมดเป็นเวลา 1 ปี ทำให้เปิ้ลได้รู้เป้าหมายของชีวิตตัวเองที่ชัดเจน ซึ่งไม่ได้เพียงตั้งใจจะทำฟาร์มเกษตรอินทรีย์เท่านั้น แต่ต้องการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง สร้างธุรกิจให้ชุมชนโตไปกับเราด้วย พอมีองค์ความรู้เรื่องการเกษตรบ้างแล้ว เปิ้ลก็ลุยไปทำไร่ที่เชียงรายเลยทันที โดยลงมือปลูกทั้งข้าว ผักต่างๆไปพร้อมๆกับเซตโมเดลธุรกิจของตัวเอง เป็นทั้งไร่เกษตรอินทรีย์ ร้านอาหาร คาเฟ่ รูปแบบใหม่ที่คนกินจะได้รู้ที่มาที่ไปของพืชผักที่กินและเอาต์เลตสำหรับผลิตภัณฑ์อินทรีย์ในหมู่บ้าน โดยรับผลผลิตของคนในชุมชนมาจำหน่ายและใช้ในร้านอาหารด้วย รวมทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้ให้ชุมชน ขณะเดียวกัน เปิ้ลก็ได้เรียนรู้วิถีชุมชนและได้นำมาออกเผยแพร่ด้วย กว่า 2 ปีที่ใช้ชีวิตในไร่ที่จังหวัดเชียงราย เป็นการตอบโจทย์ชีวิตของสาวน้อยคนนี้ ได้อย่างดี “ชีวิตเปิ้ลตอนนี้มีความสุขมาก เพราะเรามีเป้าหมาย เปิ้ลได้เห็นรอยยิ้ม ได้ยินเสียงหัวเราะ ได้เห็นทั้งคนร้องไห้ อยู่กับความจริง ชีวิตเปิ้ลไม่ต้องการอะไรมากไปกว่านี้แล้ว แค่มีอาหารดีๆ ที่ไม่ได้หมายถึงอาหารแพงๆ แต่เป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพอยู่กับธรรมชาติอย่างกลมกลืน ได้น้อมนำหลักการพอเพียงของในหลวง ร.9 มาใช้ คือการหาความสมดุลของชีวิต รู้ความพอดี มีคุณธรรม และนำความรู้มาสร้างความสุขที่ยั่งยืนให้กับตัวเอง”

หน่อย-ลลิดา

หน่อย-ลลิดา คำวิชัย อดีตสาวแบงก์ ในกรุงเทพฯ วัย 24 ปี ที่เคยใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อ ตามแบบฉบับมนุษย์เงินเดือนชาวกรุง ได้บอกตัวเองที่จะหยุดความสุขแบบฉาบฉวย คืนถิ่นกลับไปหาความสุขแบบยั่งยืน ด้วยการไปฟื้นฟูที่ดินของครอบครัว จนกลายเป็นไร่ ณชายแดน หนึ่งในศูนย์การเรียนรู้ ขึ้นชื่อที่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว “หน่อยเป็นคนสระแก้ว แต่ก็ใช้ชีวิตที่เมืองใหญ่มาตั้งแต่เรียนหนังสือ พอจบ ปวส.ที่ จ.ชลบุรี ก็มาทำงานธนาคาร เป็นเซลล์ ตั้งแต่อายุ 19 ปี ที่สำนักงานใหญ่ เป็นคนค่อนข้างขยัน สามารถทำยอดจากเงินหมื่นต้น แต่ได้ค่าคอมมิชชั่นรวมแล้วตกเดือนละ 30,000-40,000 บาท หน่อยทำอยู่ 3 ปีครึ่ง มีความรู้สึกอิ่มตัวแล้ว เพราะอาจจะทำงานมาตั้งแต่เด็กที่ทำงานไปด้วยเรียนหนังสือไปด้วย ชีวิตต้องทำงานทำยอด เจอโลกของการแข่งขัน ชีวิตทำงานกลายเป็นเอาเงิน แลกความสุขจึงอยากจะมีความสุขที่แท้จริงบ้าง เลยลาออกจากงานกลับไปหาแม่ พอบอกที่ทำงานว่าจะออกไปทำงานไร่ ที่บ้านก็ไม่มีใครเชื่อ คิดว่ามีคนมาซื้อตัว พอตัดสินใจได้แล้ว ก็เหมารถ 4,000 บาท ขนของกลับสระแก้ว ซึ่งมีแค่ทีวี ตู้เย็น ทำงานที่กรุงเทพฯมาหลายปี เงินเดือนก็เยอะ พอจะกลับบ้านไม่มีเงินเก็บเลย เพราะชีวิตมีแต่รูดปรื๊ดๆ พอกลับไปก็ต้องพิสูจน์ให้แม่เห็นว่า เราทำได้ อยู่ได้ เพราะแม่ค้านหัวชนฝาไม่อยากให้กลับมาบ้าน อยากให้ไปหาความเจริญ ในเมือง กลับมาก็อายคนอื่น หน่อยใช้เวลาเป็นปีที่จะพิสูจน์ตัวเอง จากที่เคยแค่รดน้ำต้นไม้ ก็ต้องเรียนรู้และปรับเปลี่ยนวิถีการทำการเกษตรที่ใช้สารเคมี มาเป็นเกษตรผสมผสานแบบที่ในหลวง ร.9 ทรงสอน พร้อมทั้งสร้างศูนย์การเรียนรู้ที่สามารถดึงคนเข้ามาดู เข้ามาซื้อผลิตภัณฑ์ของชาวบ้านและเป็นแหล่งท่องเที่ยว ตอนนี้ได้กลาย เป็น Young Smart Farmer เกษตรกรรุ่นใหม่ซึ่งหน่อยกำลังฝึกเพื่อจะได้ลุ้นไปดูเรียนงานที่ประเทศญี่ปุ่น”

เมื่อมองย้อนหลังไปสู่ชีวิตการทำงานในห้องแอร์ และนำมาเปรียบเทียบกับการทำงานกลางแจ้งกลางดินทราย สาววัยใสคนนี้ บอกว่า “ชีวิตนี้ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว ความพอของคนเราต่างกัน หน่อยพอใจในสิ่งที่มี ไม่แข่งกับใครไม่เอาคนอื่นมาวัดกับตัวเอง ทุกวันนี้แม้จะมีเงินในกระเป๋าไม่เท่าไหร่ แต่ไม่รู้สึกทุกข์

หน่อยมีหนี้ ที่มาจากการไปซื้อพืชพันธุ์ แต่ไม่ทุกข์ร้อนในการเป็นหนี้ กลับมีความสุขอยู่ไร่ได้กินอิ่ม
นอนอุ่นที่ได้อยู่กับแม่ ซึ่งเรามีกันแค่สองคนและทำประโยชน์ด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เรามีให้กับคนอื่น”

สิริกร

สิริกร ลิ้มสุวรรณ เป็นอีกผู้หนึ่งที่ขอใช้วิถีชีวิตพอเพียงอย่างยั่งยืน ด้วยการหันหลังจากชีวิตหนุ่มแบงก์มาสวมหมวกเป็นเกษตรกรอย่างภาคภูมิใจ เป็นเวลา 7 ปี ที่มุ่งเน้นทำเกษตรอินทรีย์และสร้างเครือข่ายการเรียนรู้เพื่อชีวิตที่ยั่งยืน “ผมทำกิจกรรมด้านเกษตรมาตั้งแต่เรียนมัธยมปลาย พอเรียนนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิตจบแล้ว ก็ทำงานหาประสบการณ์ก่อนโดยไปเป็นพนักงานแบงก์ฝ่ายการตลาด ด้านสินเชื่อ ทนทำอยู่ 1 ปี รู้สึกไม่มีความสุข ไม่อยากตื่น ไม่อยากนอน จุดเปลี่ยนอยู่ที่แม่เข้าโรงพยาบาล แต่ผมลางานไม่ได้ ทำให้รู้สึกว่า เงินที่มีไม่มีค่าอะไร ถ้าแม่เป็นอะไร คนที่เสียใจคือตัวเอง ไม่ใช่คนที่ทำงาน เลยออกมาทำไร่ ซึ่งใช้ที่ดิน 8 ไร่ ของยาย ที่ จ.กาญจนบุรี มาทำการเกษตร “บ้านรักษ์ดิน” และได้เห็นเพื่อนบ้านทำการเกษตรโดยใช้สารเคมีเยอะมาก เลยมีความตั้งใจที่จะทำให้จังหวัดกาญจนบุรี เป็นสังคมเกษตรอินทรีย์ อยากให้คนในชุมชนพึ่งพาตนเอง ให้เป็นบ้านรักษ์ดิน เป็นต้นแบบการเกษตรอินทรีย์ ด้วยผลผลิตที่มีน้อย ไร่ผมจึงเน้นการแปรรูปที่สร้างรายได้ได้ดีกว่า การทำงานช่วงแรกท้อทุกวันท้อทั้งผลผลิตและแรงกดดันทางสังคม ที่หลายคนมองว่า ผมเพี้ยน ทำงานใส่สูทผูกไท อยู่ดีๆ ลาออกมาเป็นเกษตรกร ที่บ้านเองก็คัดค้าน ตอนท้อก็ได้กำลังใจจากการดูในหลวง ร.9 ที่พระองค์ทรงงานอย่างไม่เคยท้อแท้ ผมได้หันมามองตัวเองว่า เราอายุแค่นี้ จะท้อหรือ กระจอกเกินไปไหม? ทุกวันนี้ นอกจากรายได้ที่ดีกว่าการเป็นมนุษย์เงินเดือน ความสุขที่ได้รับคือการได้เป็นวิทยากรสร้างแรงบันดาลใจให้เกษตรกรรุ่นใหม่ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข อยากตื่นขึ้นมาทำงานทุกวันเพราะทำแล้วมีความสุขสุขภาพก็ดีขึ้นกว่าเดิม ได้กินอาหารตรงตามเวลา กินข้าวที่เราปลูกเอง ได้ออกกำลัง ได้ให้อาหารไก่ รดน้ำต้นไม้ ได้มองดูพระอาทิตย์ตกดินทุกวัน มีความสุขอย่างพอเพียง เพราะรู้จักประมาณตน ไม่ต้องวิ่งตามคนอื่น” สิริกรเล่าถึงวิถีชีวิตใหม่ที่เลือกเองอย่างภูมิใจ

ดวงตา

ดวงตา พิริยานนท์ ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้รับความสุขจากการใช้ชีวิตแบบพอเพียงแม้จะหันมาเริ่มต้นชีวิตใหม่หลังเกษียณแล้ว ด้วยการใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติและยังเอาความรู้ในการเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่ทำมาตลอดชีวิตมาถ่ายทอดให้กับเด็กๆในชุมชนที่เธอได้เลือกปักหมุดชีวิตวัยเกษียณที่ อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ โดยเล่าว่า “พี่น้องเรา 3 คน มีที่ดินที่น้ำหนาว 60 ไร่ ความตั้งใจอยากปลูกอะไรที่เราชอบ แต่หนึ่งที่ตั้งใจคือ อยากปลูกไม้ใหญ่อายุยืน เพื่อให้เป็นมรดกของสังคมการทำไร่ของพวกเราก็เรียนรู้ไปกับประสบการณ์รวมทั้งได้น้อมนำคำสอนในเรื่องการเกษตรของในหลวง ร.9 ที่รับสั่งให้แบ่งสรรที่ดินเป็นหลายๆส่วน ปลูกไม้หลายอย่าง ทั้งไม้กิน ไม้ประโยชน์ใช้สอย ทุกอย่างผสมผสานกัน เราก็นำมาใช้ในไร่ ชีวิตทุกวันนี้มีความสุขกับคุณภาพที่ดีขึ้น ทั้งอากาศที่สดใส อาหารการกินที่เราปลูกกินเอง คนรุ่นก่อนพอเกษียณก็นับถอยหลัง แต่ตนมองว่า งานนี้เป็นการเริ่มต้น เป็นมิติใหม่ เป็นการทำงานที่ไม่ต้องตอกบัตร เรามีความพอเพียงพอกินพอใช้ แต่ไม่ได้หมายความว่า เราไม่ได้หา เราหาอยู่ในจุดที่ไม่ทำร้ายเบียดเบียนใคร”

ความสุขในวิถีชีวิตแบบพอเพียงไม่ใช่แค่การทำอาชีพทำนาทำการเกษตรเลี้ยงตนเองเท่านั้น แต่ใจความสำคัญของวิถีชีวิตพอเพียงคือ การประเมินตน มีเหตุผล ไม่ประมาท ดำรงตนอยู่ในความพอดี มีชีวิตที่สมดุลและพึ่งตนเอง ตามหลัก “เศรษฐกิจพอเพียง” พระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระราชทานมานานกว่า 30 ปี ซึ่งเป็นแนวคิดที่ตั้งอยู่บนรากฐานของวัฒนธรรมไทย และวิถีชีวิตไทยที่ตั้งอยู่บนทางสายกลางและความประมาณตน มีสติ ปัญญาและความเพียร ซึ่งเป็นที่ตั้งที่นำความสุขในชีวิตที่แท้จริงเลยทีเดียว.

ทีมข่าวหน้าสตรี

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้