วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
5สิ่งที่ทำให้ "เศรษฐกิจไทย 2559" ยังไปไม่ถึงฝัน

5สิ่งที่ทำให้ "เศรษฐกิจไทย 2559" ยังไปไม่ถึงฝัน

  • Share:

ตามธรรมเนียมเมื่อผ่านสู่ศักราชใหม่ เพื่อมองบทเรียนย้อนไปใน ปีที่ผ่านมา “ทีมเศรษฐกิจ” จะเสนอภาพ “เหลียวหลังแลหน้าเศรษฐกิจไทย”

และในปีที่ผ่านมาเราน่าจะเห็นตรงกันว่า...

“แม้เราจะประคองเศรษฐกิจไทยไม่ให้ทรุดต่ำลง หรือติดลบแรงๆได้ แต่ยังมีหลายภาคส่วนของประเทศที่ต้องผจญกับ “ความยากลำบากหนักหนาสาหัส” ไม่สามารถฟื้นตัวขึ้นได้เหมือนภาคส่วนอื่นๆ เพราะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจของไทยในปีที่ผ่านมายังกระจายตัวไม่ทั่วถึง”

สภาพของการฟื้นตัวดีขึ้นเป็นกระจุก แต่จนกระจาย ซึ่งยังไม่หนีหายจากเศรษฐกิจและสังคมไทย!!!

ส่งผลให้ตลอดปีที่ผ่านมา รัฐบาลจำเป็นต้องออกมาตรการบรรเทาความเดือดร้อน เยียวยาผู้มีรายได้น้อยต่อเนื่องรัวๆแทบนับไม่ถ้วนว่ากี่มาตรการ พร้อมกับออกมาตรการส่งเสริมการใช้จ่าย กระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจต่อเนื่องเป็นระยะๆ “การลดหย่อนภาษี” เกิดขึ้นแทบจะทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็นช็อป แชต กิน เที่ยว

และในปีนี้จะเป็นความท้าทายมากขึ้นของรัฐบาลที่จะหามาตรการใหม่ๆมาพลิกฟื้นการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย รวมทั้งคิด วิเคราะห์บทเรียน 5 สิ่ง 5 ปัจจัยที่เป็นตัวบั่นทอนเศรษฐกิจไทยปีที่ผ่านมา

1.ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ

“ราคาสินค้าเกษตร” ทั้งในตลาดโลก และในบ้านเราตกต่ำต่อเนื่องมาหลายปี โดยเฉพาะราคาสินค้าเกษตรสำคัญ อาทิ ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง รวมถึงปาล์มน้ำมัน ที่ลดต่ำลง ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากราคาน้ำมันและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกที่ตกต่ำลง ส่งผลสะท้อนมายังราคาสินค้าเกษตร

นอกจากนั้น ยังเป็นผลสำคัญของ “ราคาข้าว” ซึ่งตั้งแต่การยกเลิกโครงการรับจำนำข้าวเปลือกในราคา 15,000 บาทต่อตัน ประกอบกับมีสต๊อกข้าวในมือรัฐบาลไทยเหลืออยู่จำนวนมาก ทำให้ราคาข้าวเปลือกที่ชาวนาไทยขายได้อยู่ในระดับต่ำมาโดยตลอด ทั้งนี้ ในช่วงต้นของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ราคาข้าวเปลือกลดลงมาอยู่ที่ 7,000-8,000 บาทต่อตัน ซึ่งเป็นราคาที่ชาวนาแทบจะไม่ได้กำไรเลยจากการลงทุนลงแรงไปทั้งหมด

ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงปลายปี 2559 ราคาข้าวเปลือกในประเทศของไทยเข้าสู่สถานการณ์วิกฤติ ราคาข้าวเปลือกลดต่ำลงเหลือ 4,000–6,000 บาทต่อตัน และราคาข้าวยังมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนการผลิต ส่งผลให้ชาวนาไทยไม่สามารถเผชิญหน้ากับวิกฤติดังกล่าวตามลำพังได้ จนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่มีหลายฝ่ายยื่นมือเข้ามา “ช่วยชาวนาขายข้าว ผ่านโซเชียลมีเดีย”

ทั้งนี้ ราคาที่ตกต่ำมากเป็นประวัติการณ์นั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก “ปริมาณผลผลิตข้าว” ในฤดูกาลเก็บเกี่ยวล่าสุดมีจำนวนผลผลิตที่มากกว่าที่ทุกคนคาดไว้ จากก่อนหน้าที่คิดกันว่าผลของภัยแล้งในช่วงต้นปีทำให้ปริมาณข้าวลดลง แต่เมื่อผลผลิตข้าวออกมามากกว่าที่คาด ทำให้กำลังซื้อทั่วโลกมีปัญหารองรับผลผลิตจำนวนมากนั้นไม่ได้ นอกจากนั้น ฝั่งรัฐบาลเองก็ได้ชะลอการขายข้าวออกไปในช่วงก่อนหน้า เพราะคิดเช่นกันว่าจะเอาไว้ขายในช่วงที่ปริมาณข้าวลดลงจากผลของภัยแล้ง

รายได้เกษตรกรในปี 2558 ที่ผ่านมาปรับตัวลดลง 9.5% เทียบกับปีก่อนหน้า และในครึ่งปีแรกของปีนี้ปรับตัวลดลงต่อเนื่องอีก 5.6% อย่างไรก็ดี ตัวเลขไตรมาสที่ 3 ของปี รายได้ของเกษตรกรเริ่มปรับตัวดีขึ้นบ้างจากฐานที่ต่ำมากในช่วงก่อนหน้า และรายได้ที่ตกต่ำลงของเกษตรกร ชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ ในปี 2559 มีผลชัดเจนต่อการใช้จ่าย อุปโภคบริโภคของประเทศในปีที่ผ่านมาอย่างรุนแรง

อย่างที่เรารู้กันว่าประชากรภาคการเกษตรของเรามีสัดส่วนประมาณ 70–80% ของประชากรทั้งหมด และเป็นคนกลุ่มหลักในการใช้จ่ายเงิน เมื่อเกษตรกรไม่มีรายได้เพียงพอที่จะจ่าย ปัญหาที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากการใช้จ่ายที่ลดลง การอุปโภคบริโภคในประเทศจะชะลอลง แล้วขอให้จับตาปัญหาภาระหนี้สินของเกษตรกรที่เพิ่มขึ้นและกำลังเป็นปัญหาใหญ่ที่ตามมาในไม่ช้านี้

2.การใช้จ่ายในประเทศชะลอตัว

จากภาคเกษตรมาถึงสถานการณ์จับจ่ายในปี 2559 ดัชนีการอุปโภคบริโภคขยายตัวเพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อน 3.1% ในครึ่งปีแรก และปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยในไตรมาสที่ 3 โดยขยายตัว 3.5% แต่เป็นการใช้จ่ายสินค้าไม่คงทน ของกิน ของใช้หมดไปเป็นหลัก หมวดสินค้าคงทน ที่อยู่อาศัย รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยังขยายไม่สูง

ที่สำคัญการขยายตัวของการใช้จ่ายในประเทศยังกระตุกขึ้นกระตุกลงเป็นระยะๆตามมาตรการสนับสนุนการใช้จ่ายและกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ รวมทั้งการจัดงานแสดงสินค้า และการจัดโปรโมชั่นของภาคเอกชน ซึ่งตามห้างสรรพสินค้าดังๆ มีการจัดโปรโมชั่นลดราคาสินค้าต่อเนื่องตลอดทั้งปี

สำหรับสาเหตุของการใช้จ่ายในประเทศของไทยลดลง นอกเหนือจะมาจากรายได้ของภาคการเกษตรที่ลดลงมากแล้ว ยังมีผลจากรายได้ของภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก ซึ่งรายได้ของคนกลุ่มนี้ชะลอลงต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และผลดังกล่าวเริ่มกระทบเข้าสู่การจ้างงานนอกภาคปกติ (โอที) ที่ลดลง และมีบางโรงงานที่ลดกะการทำงานเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้รายได้ของลูกจ้างนอกภาคการเกษตรที่จะนำมาใช้จ่ายลดลงตามไปด้วย

นอกจากนี้ในปีที่ผ่านมาเรายังมีเหตุการณ์พิเศษ ซึ่งคนไทยทั้งประเทศไม่เคยได้คาดหมายไว้ก่อน เป็นที่รู้กันว่าวันนี้ประเทศไทยและพวกเรายังอยู่ในภาวะที่โศกเศร้า และเสียกำลังใจ ทำให้ไม่ใช่จังหวะที่เหมาะสมที่จะทำกิจกรรมสันทนาการ บันเทิง รวมถึงการจัดกิจกรรมรื่นเริง หรือกิจกรรมขนาดใหญ่ในช่วงสิ้นปี ส่งผลให้คาดหมายกันว่าในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมา การใช้จ่ายของประเทศจะชะลอตัวลงต่อเนื่อง

ทั้งนี้ แม้รัฐบาลจะมีมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อการท่องเที่ยว และมาตรการลดหย่อนภาษี “ช็อปช่วยชาติ” ออกมาเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายที่หายไปอย่างเข้มข้น แต่คงทดแทนกำลังซื้อที่ลดลงไปในช่วงก่อนหน้าได้ไม่มากนัก

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มปี 2560 สำนักวิเคราะห์มองตรงกันว่า การใช้จ่ายภาคเอกชนจะปรับเพิ่มขึ้นได้จากทิศทางการส่งออกที่ติดลบน้อยลง และการใช้จ่ายลงทุนภาครัฐที่จะขับเคลื่อนเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

3.ส่งออกไทยยังฟื้นได้ไม่เต็มที่

มาต่อกันที่ภาคการส่งออก ซึ่งในเดือน ส.ค.และเดือน ก.ย.2559 ที่ผ่านมาตัวเลขการขยายตัวของการส่งออกของไทยปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าเราเริ่มได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของตลาดโลก และการปรับตัวของผู้ส่งออกไทย เห็นได้จากการกระจายของตลาดส่งออกที่มากขึ้น ขณะที่ประเภทสินค้าก็กระจายตัวมากขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขในเดือน ต.ค.ตกลงไปอีกครั้ง ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแสดงความไม่มั่นใจ “การฟื้นตัวของการส่งออกของไทย” ว่ามีเสถียรภาพมากน้อยแค่ไหน ขณะที่ตัวเลขการขยายตัวของการส่งออก 10 เดือนแรกที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศยังเป็นการขยายตัวติดลบ 1% จากระยะเดียวกันปีก่อน

โดยมีการคาดการณ์การขยายตัวของการส่งออกทั้งปี 2559 ของไทยไว้ที่ติดลบ 2.5% จนถึงติดลบ 1% ส่วนส่งออกปีนี้จะไปต่อได้หรือไม่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขอติดตามตัวเลขการส่งออกในช่วงสิ้นปี 2559 ก่อน จึงจะสามารถฟันธงได้ว่าภาคการส่งออกของไทยผ่านจุดต่ำสุด และเข้าสู่การฟื้นตัวอย่างจริงจังหรือไม่

ทั้งนี้ แม้เศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ต่อเนื่องไปถึงปีหน้าจะเริ่มฟื้นตัว แต่ภาคการส่งออกยังมีหลายตลาดที่น่าเป็นห่วง เช่น ตลาดตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นผู้นำเข้าสินค้าหลายๆประเภทจากเรา เพราะเศรษฐกิจของเขาที่ชะลอลงแรงจากราคาน้ำมันตกต่ำ ขณะที่ตลาดสหรัฐฯ ตลาดประเทศเพื่อนบ้านในอินโดจีน (CLMV) ยังขยายตัวดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่แท้จริงของภาคการส่งออกไทย คือ โครงสร้างการผลิตเพื่อการส่งออกของไทย ซึ่งเราจำเป็นต้องปรับเทคโนโลยี ปรับทิศทางการผลิตให้ทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่เป็นสินค้าที่เป็นห่วงโซ่กับสินค้าที่ผลิตในประเทศ เช่น สินค้ากลุ่มยานยนต์ ซึ่งถือว่ามีบทบาทสำคัญ และมีการจ้างงานสูง หรือสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ขณะเดียวกัน เรามีบทเรียนฮาร์ดดิสก์ ไดรฟ์ (HDD) ซึ่งเราเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก แต่ความต้องการ HDD ลดลงต่อเนื่องแต่เราไม่สามารถปรับตัวตามได้ทัน

การปรับโครงสร้างการผลิตให้เท่าทันเทคโนโลยีและตลาดใหม่ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่จะยกระดับการส่งออกของไทย รวมทั้งการเดินหน้าก้าวสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

4.“ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ช็อกท่องเที่ยว

“การปราบทัวร์ที่ผิดกฎหมาย หรือทัวร์ศูนย์เหรียญ” เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่กระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2559 มากกว่าที่ใครจะคาดคิด เป็นช็อกส่งท้ายปีที่ค่อนข้างแรงส่งผลให้การท่องเที่ยวของไทย ซึ่งเป็นแรงหลักในการขับเคลื่อนการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีที่ผ่านแตะเบรกจนแทบหัวทิ่ม


การขยายตัวของการท่องเที่ยวหลังจากได้รับผลกระทบจากการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) แจ้งว่า ในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบจากการจัดระเบียบทัวร์ ศูนย์เหรียญ ทำให้ตลาดนักท่องเที่ยวจีนผ่านบริษัททัวร์ลดลงไปกว่า 46.92% หรือลดลงจำนวน 108,000 คน

ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประเมินว่าระหว่างเดือน ก.ย.-ธ.ค.นี้ นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยลดลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ 20% แต่หวังว่านักท่องเที่ยวจีนจะกลับมาเป็นปกติได้ในช่วงตรุษจีนของปี 2560 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่แสดงความวิตกกังวลถึงผลกระทบในเรื่องนี้ เพราะเห็นการลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวจีนอย่างต่อเนื่อง โดยประเมินว่าผลกระทบของทัวร์ศูนย์เหรียญจะเกิดขึ้นต่อเนื่องในปีนี้ โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนในปี 2560 อาจจะลดลงจากกรณีนี้มากกว่า 200,000 คน

และอย่างที่เราทราบกันดีว่า ภาคการท่องเที่ยวในปัจจุบันมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในระบบเศรษฐกิจของไทย โดยปัจจุบันสัดส่วนสูงประมาณ 11-12% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยวนั้นกระจายไปหลายภาคส่วน โดยเฉพาะธุรกิจภาคบริการของประเทศ โรงแรม ภัตตาคาร และกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ซึ่งมีการจ้างงานในระดับที่ค่อนข้างสูง

เมื่อภาคการท่องเที่ยวชะงักหรือสะดุดไปทำให้เศรษฐกิจไทยในปีที่ผ่านมา ซึ่งดูเหมือนว่าจะทรงอยู่ได้รับผลกระทบค่อนข้างแรง ดังนั้น ภายใต้การปราบปรามที่เข้มข้นรัฐต้องสร้างมาตร-การจูงใจให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศมั่นใจในการกลับมาเที่ยวไทย รวมทั้งหาทางเยียวยาผลกระทบ ที่เกิดขึ้นด้วย

5.เอกชนไม่มั่นใจลงทุนใหม่เพิ่ม

มาถึงสิ่งสุดท้ายที่ยังบั่นทอนเศรษฐกิจเรามาหลายปี แต่ถือเป็นภาคส่วนที่สำคัญในการเดินหน้าเศรษฐกิจไทยอย่างยิ่ง คือ การลงทุนภาคเอกชน ที่ไม่ว่ารัฐทำอย่างไร เอกชนก็ยังไม่มั่นใจพอจะตัดสินใจลงทุนใหม่ ธุรกิจส่วนใหญ่ขอเกาะขอบสนามรอดูสถานการณ์เศรษฐกิจไทย และโลกอยู่ข้างๆไปก่อน


สาเหตุหลักคงเป็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ช้าๆค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ภาคการผลิตมีกำลังการผลิตส่วนเกินเหลืออยู่มาก ขณะที่กำลังซื้อของประชาชนไทยยังไม่แข็งแรงมากเพียงพอ ดังนั้น หากจะมีการลงทุนที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นเพียงการปรับเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีให้ทันสมัยขึ้นเท่านั้น
นอกจากนั้น นโยบายการลงทุนของประเทศหลักๆของโลกก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจไทย นอกเหนือจากปัจจัยหลักในประเทศ โดยหลายฝ่ายยังคงกังวลถึงนโยบายแข่งขัน และกีดกันทางการค้าที่ดูเหมือนจะเข้มข้นขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะการกีดกันทางการค้าจากโลกตะวันตก และการแข่งขันการค้าจากจีน

สำหรับประเทศไทยการพาธุรกิจไทยเข้าสู่การลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายฐานเศรษฐกิจดิจิทัล หรืออุตสาหกรรมที่มีการวิจัยและพัฒนาสูงจะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและการลงทุนไทยในอนาคต
ขณะที่การลงทุนของภาครัฐในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซึ่งล่าช้ากว่าที่กำหนดมาตลอด เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้ยังไม่เกิดการลงทุนตามของเอกชน เพราะต้องยอมรับว่าหลายๆ ธุรกิจโดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเร่งลงทุนรับการเกิดขึ้นของรถไฟฟ้าใต้ดิน บนดิน รวมทั้งโครงการรถไฟความเร็วสูงของรัฐบาลบาดเจ็บไปไม่น้อย

ในปี 2560 ความคืบหน้าในการเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐดูดีขึ้น หลายโครงการเข้าสู่การประมูล และอนุมัติการดำเนินการ ซึ่งทุกฝ่ายก็หวังว่า ถ้าการขยับของการลงทุนภาครัฐแรงและเร็วเพียงพอ อาจจะเปิดศักราชใหม่ของการลงทุนภาคเอกชนไทยให้คึกคักขึ้นก็เป็นได้.

ทีมเศรษฐกิจ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้