วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ติง พ.ร.บ.สงฆ์ คนทำไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ทำ

ติง พ.ร.บ.สงฆ์ คนทำไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ทำ

  • Share:

“พระครูปลัดกวีวัฒน์” กังวล พ.ร.บ.คณะสงฆ์ที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบของ สนช. 3 วาระรวด ติงไม่เชิญตัวแทนของ “มหาเถรสมาคม” เข้าไปเป็นผู้ประสานงานยกร่างเหมือนการแก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์ในอดีต เกรงจะเข้าทำนอง “คนทำไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ทำ” อาจเลยเถิดทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่าง “ธรรมยุต” และ “มหานิกาย” เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ

กรณีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 84 คน นำโดย พล.ต.อ.พิชิต ควรเดชะคุปต์ ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปวัฒนธรรม เข้าชื่อเสนอแก้ไขมาตรา 7 พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535 ประเด็นการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช จากเดิมที่ต้องผ่านความ เห็นชอบจากมหาเถรสมาคม (มส.) เปลี่ยนเป็นให้พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช และให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการได้เลย โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบของ มส. ต่อมาในที่ประชุม สนช.ลงมติเห็นชอบร่างแก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์มาตราดังกล่าว 3 วาระรวด ทำให้เกิดกระแส ต่อต้านออกมาจากหลายฝ่าย อาทิ พระเมธีธรรมาจารย์ (เจ้าคุณประสาร จนฺทสาโร) และ น.อ.(พิเศษ) คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์ เลขาธิการพรรคอธิปไตยปวงชนชาวไทย ในนามผู้แทนองค์กรพุทธ 48 องค์กรตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. พระครูปลัดกวีวัฒน์ รองเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากการที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่านร่างแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. เมื่อย้อนดูเส้นทางการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ตั้งแต่ พ.ศ.2505 พ.ศ.2535 จนถึงปัจจุบัน เห็นได้ว่าเกิดขึ้นในรัฐบาลที่มาจากทหาร อย่างไรก็ตามเชื่อว่าสุดท้ายแล้วเมื่อ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฉบับแก้ไข พ.ศ.2559 ประกาศใช้ทุกฝ่ายจะรับปฏิบัติ แต่ศูนย์พิทักษ์ฯมีความกังวลและห่วงใยอยู่ 2 ประเด็นคือ เรื่องของธรรมเนียมการปฏิบัติระหว่างฝ่ายอาณาจักรกับฝ่ายศาสนจักรในการเสนอแก้กฎหมายของคณะสงฆ์ หากย้อนกลับไปศึกษาดูจะพบว่า คณะกรรมการยกร่างพระราชบัญญัติในอดีตที่เกิดสมัยรัฐบาลรัฐประหารเช่นเดียวกับสมัยนี้ หรือกฎหมายอื่นใดที่จะต้องเกี่ยวข้องการคณะสงฆ์ไทย การยกร่างนั้นจะต้องมีผู้แทนของคณะสงฆ์ นั่นคือผู้แทนของมหาเถรสมาคม (มส.) ไปเป็นที่ปรึกษาร่วมพิจารณา“เมื่อยกร่างกฎหมายแล้วเสร็จ ผู้แทนมหาเถรสมาคมจะต้องทำรายงานเสนอ มส.รับทราบ

ถ้ามีข้อท้วงติง มส.จะแจ้งผู้แทนไปดำเนินการประสานแก้ไข แต่การเสนอแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ครั้งนี้ กลับไม่มีการประสานงานระหว่างผู้แทนของฝ่ายบ้านเมืองคือ สนช.กับคณะสงฆ์คือ มส. จนทำให้มีผู้ไปวิจารณ์ว่า กฎหมายดังกล่าวคล้ายกับอะไรบางอย่างที่คนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อ เพราะคนร่างไม่ได้เป็นผู้ถูก บังคับใช้กฎหมาย และผู้ถูกบังคับใช้กฎหมายกลับไม่ได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขกฎหมาย อาจส่งผลต่อความไว้วางใจต่อกันระหว่างฝ่ายสงฆ์กับฝ่ายบ้านเมืองในวันข้างหน้า” รองเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทยกล่าว

พระครูปลัดกวีวัฒน์กล่าวต่อไปว่า ประเด็นที่ 2 คือเรื่องความสามัคคีของคณะสงฆ์ไทยในปัจจุบัน ประกอบด้วยคณะสงฆ์มหานิกายประมาณ 3 แสนรูป และคณะสงฆ์ธรรมยุตประมาณ 3 หมื่นรูป ที่ผ่านมามองว่า อำนาจคณะสงฆ์อยู่ในฝ่ายของคณะธรรมยุต แม้ในทางปฏิบัติคือ ตั้งแต่พระมหาเถระ พระเถระถึงระดับต่างๆของทั้ง 2 คณะ ล้วนทำงานด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ อยู่ภายใต้ข้อตกลง เดียวกันคือ การยอมรับในการปกครองคณะสงฆ์โดย มส.กว่าจะเดินมาจนถึงวันนี้ คณะสงฆ์ทั้งมหานิกาย และธรรมยุตต้องใช้เวลา ความจริงใจ จนสามารถก้าวข้ามปมความขัดแย้งต่างๆในอดีตมาได้ ดังที่เมื่อวันที่ 5 ม.ค.2559 ที่ประชุม มส.มีมติเสนอรายชื่อ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ สมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 20 มติดังกล่าวเป็นเอกฉันท์และเป็นการดำเนินการตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535 โดยไม่มีข้อขัดแย้งระหว่างมหานิกายและธรรมยุต

“แต่ในวันนี้ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่เปราะบาง เพราะด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ของ สนช. อาจนำคณะสงฆ์ไทยกลับเข้าไปสู่วังวนแห่งความขัดแย้ง นำมาสู่ความอ่อนแอของคณะสงฆ์ไทยในที่สุด หากเกิดขึ้นจริงตามที่กังวลถือว่าจะเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติไทย เพราะพระพุทธศาสนานับว่าเป็นศาสนาประจำชาติของคนไทย และสถาบันศาสนายังเป็น 1 ใน 3 สถาบันหลักของชาติอีกด้วย” พระครูปลัดกวีวัฒน์กล่าว

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้