วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ปีใหม่...ปล่อยนกปลา ได้บุญ...หรือสร้างบาป

ปีใหม่...ปล่อยนกปลา ได้บุญ...หรือสร้างบาป

  • Share:

ทุกปีในวันขึ้นปีใหม่คนไทยมักจะทำบุญด้วยการปล่อยนก ปล่อยปลาปล่อยสัตว์ต่างๆด้วยความเชื่อว่าการให้ชีวิตสัตว์เป็นทานได้รอดชีวิตอยู่ต่อได้เป็นการทำบุญที่มีอานิสงส์อย่างมาก ทำให้มีอายุขัยยืนยาวช่วยให้หลุดพ้นจากคดีความช่วยให้เกิดความปลอดภัยได้พบแต่มิตรปราศจากศัตรูมาแผ้วพาน

แต่ด้วยสังคมธรรมชาติสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปการทำบุญด้วยความเชื่อแบบเดิมๆจะช่วยให้สัตว์รอดมีชีวิตยืนยาวเหมือนอย่างที่เราตั้งใจแค่ไหนหรือจะเป็นการทำให้เราอายุสั้นเหมือนสัตว์ที่ถูกปล่อยไปหรือไม่

...................................

พระราชธรรมนิเทศ (พระพยอม กัลฺยาโณ)
เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว จ.นนทบุรี

ความเชื่อในเรื่องนี้ มีเรื่องเล่าต่อกันมานานนับ 100 ปี เป็นตำนานที่ว่ากันว่า มีมาจากพระอาจารย์รูปหนึ่งดูดวงแม่นยำ ได้ทำนายทายทักสามเณรรูปหนึ่งว่า ดวงชะตาของเจ้าขาดแล้ว และจะตายภายใน 7 วัน สามเณรรูปนั้นตกใจและเสียใจเป็นอย่างมาก ระหว่างที่เดินทางกลับวัด ผ่านทุ่งนาที่มีบ่อน้ำที่ใกล้แห้งขอด ปลาหลายชนิดเกลือกกลิ้งถูกแดดเผาใกล้จะตายหลายสิบตัว สามเณรจึงคิดว่า

เมื่อตัวเราจะใกล้ตายแล้ว ต้องทำความดีช่วยเหลือผู้อื่น จึงลงไปในบ่อน้ำ ใช้จีวรที่ห่มมาช้อนจับปลา วิ่งเอาไปปล่อยลงในหนองน้ำใหญ่ แล้วจึงกลับมาวัดเพื่อรอวันตาย

เวลาผ่านไป 8-9 วัน ยังไม่ตายสักที จึงกลับไปหาพระอาจารย์ให้ทำนายดวงอีกครั้ง ได้รับคำเฉลยว่า เพราะเจ้าได้ช่วยชีวิตผู้อื่นไว้ ผลบุญเลยช่วยต่อชีวิตให้

“ในเรื่องการทำบุญต่อชะตาชีวิตนี้ พระพุทธเจ้าได้เทศนาธรรมสั่งสอนไว้ว่า การทำบุญ จะทำมาก หรือทำน้อย ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ความสำคัญอยู่ที่วินิจฉัย ใคร่ครวญ ทบทวน ถ้วนถี่”

ยกตัวอย่างการปล่อยสัตว์เพื่อต่อชะตาชีวิตนั้น ให้ใคร่ครวญ ทบทวน ถ้วนถี่ว่า หากปล่อยไปแล้ว สัตว์เหล่านั้นรอดหรือไม่ อย่างเช่น เอานกบางชนิดที่มีภูมิลำเนาถิ่นเกิดในป่ามาปล่อยในเมือง ไม่รู้จะหากินยังไง อาจจะบินชนตึกตาย การปล่อยเต่าบางชนิดที่เป็นเต่าบก ถ้าเอาไปปล่อยในแม่น้ำลำคลอง มันว่ายน้ำไม่เป็นก็จมน้ำตาย

ยิ่งการเอาปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำเค็มมาปล่อยลงในน้ำจืด ทางกลับกัน เอาปลาน้ำจืดไปปล่อยทะเล อันนี้ก็เป็นบาปแน่นอน เป็นด้วยความโง่

เขาเรียกว่า เมตตาอวิชชา...เป็นเมตตาที่ไม่ใช้ปัญญา

ดังนั้น เราต้องศึกษาสัตว์แต่ละชนิด ดูสถานที่ปล่อย มันหากินได้ไหม อยู่ได้ไหม ขยายพันธุ์ได้ไหม ทำแบบนี้ก็จะได้บุญ ถือว่า ใคร่ครวญแล้ว คนเราทุกวันนี้มัวแต่ยุ่งกับ “พิธี” ไม่ได้นึก ถึง “วิธี”

เมื่อถามถึงคนที่เอาสัตว์มาเร่ขายให้ผู้ต้องการทำบุญ คนมาทำ อาชีพนี้บาปแน่นอน หากินกับชีวิตผู้อื่น ทำให้ชีวิตอื่นเสียอิสระ

ขณะที่วัดนั้นมี 2 แบบ คือ วัดที่สนับสนุนให้มีผู้มาซื้อขายสัตว์หน้าวัด กับวัดที่ต่อต้านไม่ให้มีพ่อค้าแม่ค้าใช้วิธีนี้หากินกับผู้ทำบุญ...วัดควรจัดระเบียบ สอนคนให้สงสารสัตว์ เพราะยิ่งปล่อยให้ทำสัตว์

จะยิ่งถูกจับมาก ทำให้เกิดวงจร อุบาทว์ จับแล้วปล่อยแล้วจับมาขายอีก วนเวียนไม่รู้จบ

“วิธีทำบุญที่ถูกยังมีวิธีอื่นๆ ตั้งแต่ให้ทาน รักษาศีล ตั้งจิตภาวนา จะได้บุญมากกว่าปล่อยนก ปล่อยปลา แค่ถือศีล 5 ไม่เบียดเบียนสัตว์อายุก็ยืนแล้ว”

...................................

น.สพ.เกษตร สุเตชะ 
คณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ กรรมการสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย

“เราใช้เวลาหลายปีออกสำรวจไปตามสถานที่ต่างๆ พบว่า นกที่ นำมาปล่อย มีทั้งนกกระจาบ นกกระจอก นกกะติ๊ด นกกะติ๊ดแดง นกเขาใหญ่ นกเขาชวา นกแขกขาว ฯลฯ ล้วนถูกจับมาจากธรรมชาติทั้งสิ้น”

เมื่อประเมินสภาพการกิน อยู่ อาศัย ในกรงระหว่างขนส่งเข้าสู่เมือง นกที่ถูกจับมาจากแหล่งธรรมชาติ 100 ตัว จะตายระหว่างทาง 70 ตัว เพราะเมื่อถูก ขังอยู่ในกรงนานๆ เกิดการแออัด บาดเจ็บล้มตาย และเมื่ออยู่ในกรงระหว่างรอคนมาซื้อไปปล่อยจะตายลงอีก 15 ตัว และเมื่อปล่อยไปแล้วจะรอดกลับสู่ธรรมชาติไม่ถึง 10 ตัว

เพราะนกที่ถูกปล่อย ความสามารถในการบินทำได้ไกลแค่วันละ 30-40 กม. แต่นกเหล่านี้ต้องกิน ข้าวเปลือกและดอกหญ้า เป็นอาหาร เอามาปล่อย ในเมือง กว่าจะบินพ้นเมืองไปเจอท้องนา ทุ่งหญ้า จะอดตายซะก่อน ถูกขังทั้งเหนื่อยทั้งเพลียทั้งหิว ไม่มีแรงบินไปเกาะอยู่ตามบ้าน หลังคาโบสถ์ ก็จะถูกอีกาจิกกิน แต่ถ้ารอดตกกลางคืนยังมีนกแสกเฝ้ารอกินอีก

หนีลงมาที่พื้น หมาวัด แมว ไล่ตะปบ แต่ถ้าบินได้ไกลไปจนพบสวนสาธารณะในเมือง ได้ลงไปกินดอกหญ้า อาจจะไปเจอตัวเหี้ยคอยซุ่มโป่งรอเขมือบได้อีก

ในปี 2560 นี้ สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย จะนำข้อมูลที่รวบรวมมาได้ พร้อมกับทำเป็นหนังสือถึงกรมการศาสนา และกราบเรียนไปยังมหาเถรสมาคม ขอความเมตตา กรุณา สร้างจริยธรรม ช่วยกันรณรงค์ ให้ลด ละ เลิก การปล่อยนก และต่อต้านขบวนการจับนกจากธรรมชาติมาจำหน่าย เพราะนอกจากจะผิด พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 และยังผิด พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 ที่มีอัตราโทษจำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท

...................................

นายบุญส่ง ศรีเจริญธรรม ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศวิทยา กรมประมง

“การจะทำบุญปล่อยสัตว์น้ำมีชีวิตรอด เพื่อให้ผู้ปล่อยได้บุญอย่างแท้จริง จำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในด้านชีววิทยาของสัตว์น้ำ แหล่งน้ำที่จะปล่อย รวมทั้งการว่ายน้ำและการกินอาหาร”

เริ่มจากปลาต้องรู้ว่ามันเป็นปลาอะไร มีอยู่ 3 กลุ่ม คือ ปลาน้ำจืด ปลาน้ำกร่อยและปลาทะเล ไม่ใช่เอาปลาน้ำจืดไปปล่อยลงทะเล

คนปล่อยต้องรู้ และศึกษาช่วงเวลาการสืบพันธุ์ การวางไข่ ช่วงวัยอ่อน และไปถึงวัยเจริญพันธุ์

หากปล่อยปลาที่มีขนาดเล็กต้องดูด้วยว่ามันว่ายน้ำได้ดี หลบหลีกศัตรู หรือกลุ่มนักล่าได้หรือไม่ ควรปล่อยในแหล่งน้ำที่มีกระแสน้ำไหลเอื่อยๆ มีความลึกไม่มากนัก มีที่หลบภัย เช่น มีพันธุ์ไม้น้ำริมฝั่ง โขดหิน และไม่ปล่อยบริเวณที่มีศัตรูตามธรรมชาติจำนวนมาก หรือมีปลากินเนื้อชุกชุม

ปลาไหล ปลาหลด ปลาดุก เป็นสัตว์น้ำในกลุ่มที่ชอบอาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่น้ำนิ่ง หรือแหล่งน้ำค่อนข้างตื้น หากเอามันไปปล่อยที่ท่าน้ำหน้าวัด หรือแม่น้ำขนาดใหญ่ กว่าจะว่ายไปหาแหล่งน้ำนิ่งๆ ปลาจะต้องเหนื่อยมาก ถือว่า ไม่ได้บุญ แต่กลับจะเป็นการทรมานสัตว์อีกต่างหาก

เต่า ตะพาบ กบ และเขียด เป็นสัตว์ที่ไม่ได้อาศัยอยู่แต่ในน้ำตลอดเวลา จะต้องมีพื้นที่บนบกให้ขึ้นมานอนพักผึ่งแดด หากปล่อยลงแม่น้ำ หรือริมฝั่งน้ำที่มีเขื่อนมีกำแพงสูง มันไม่สามารถปีนป่ายขึ้นมาพักข้างบนได้ จะตายอย่างทุกข์ทรมานในที่สุด

หอยโข่ง หอยขม และหอยอีกหลายชนิด จะต้องปล่อยที่ริมฝั่งแม่น้ำตื้น มีพืชน้ำอยู่จำนวนมาก เพราะสัตว์กลุ่มนี้จะกินพืชน้ำ กินรากไม้ เป็นอาหาร หากเอาไปปล่อยกลางน้ำ กว่าจะคืบคลานเข้าสู่ฝั่งได้จะตายเสียก่อน

ปลากินเนื้อ อย่างปลาปักเป้า ปลาดุก ปลากราย ไม่ควรปล่อย เพราะถ้าปล่อยกันไปเป็นจำนวนมาก จะไปกัดกินปลาอื่นๆ

สัตว์น้ำต่างถิ่น ในกลุ่มเอเลี่ยน เช่นปลาพาคู หรือจะละเม็ดน้ำจืด ปลาช่อนอเมซอน ปลาดุกรัสเซีย ปลากดเกราะ ปลาซัคเกอร์ ปลาหมอสียักษ์ ตะพาบไต้หวัน เต่าแก้มแดง และหอยเชอรี่ เพราะไม่ต่างอะไรกับการปล่อยนักล่าให้ไปเข่นฆ่าสิ่งมีชีวิตอื่น

บุญที่หวังไว้ คงได้แต่บาปติดตัวไปตลอดกาล.

ทีมข่าวเกษตร

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้