วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
10 ที่สุดข่าววิทยาศาสตร์ ปี 2559

10 ที่สุดข่าววิทยาศาสตร์ ปี 2559

  • Share:

ในรอบปี 2559 ที่ผ่านมา วงการวิทยาศาสตร์มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้เชื้อเชิญ คอลัมนิสต์ขาประจำ กูรูแห่งวงการวิทยาศาสตร์ทั้งไทยและเทศ ของทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รองศาสตราจารย์ ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล มารวบรวมและจัดอันดับ "10 ยอดข่าววิทยาศาสตร์ ปี 2559" ...

โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ชัยวัฒน์ ได้ใช้เกณฑ์เป็น "ไม้บรรทัด" เดียวกันสำหรับข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งในระดับโลก และในประเทศไทย ดังนั้น จึงมีข่าวในระดับโลกมากกว่าในประเทศไทย สำหรับปี 2559 ก็เช่นเดียวกับทุกปี มีข่าวสำคัญวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับโลกมากมาย แต่ข่าวใหญ่ที่สุด คือ การค้นพบคลื่นความโน้มถ่วง โดยที่ข่าวสร้างความ "ฮือฮา" มากเป็นพิเศษ เสมือนหนึ่งเป็นภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ คือ การประกาศก่อตั้งประเทศแรกในอวกาศชื่อ "แอสการ์เดีย" สำหรับข่าวในประเทศไทยหรือเกี่ยวกับประเทศไทย ข่าวใหญ่ที่สุด คือ การเสด็จสู่สวรรคาลัยของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 องค์พระมหากษัตริย์นักวิจัยและพัฒนาของปวงชนชาวไทยและของโลก ในการจัดอันดับความสำคัญของข่าวทั้งสิบข่าว ก็ดังเช่นปีก่อนๆ คือ สามข่าวแรก ผู้เขียนจัดอันดับความสำคัญของข่าวอย่างตั้งใจ ส่วนข่าวที่สี่ ถึงที่สิบ ผู้เขียนก็ได้พยายามจัดอันดับความสำคัญเช่นกัน แต่ไม่เคร่งครัดนักเท่าสามข่าวแรก 

©©©©©©

อันดับ 1 พระมหากษัตริย์นักวิจัยและพัฒนาเสด็จสวรรคต

วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2559 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต ประชาชนชาวไทยทั่วประเทศพร้อมใจกันถวายสักการะแด่องค์พระมหากษัตริย์ผู้ทรงอัจฉริยภาพในทุกด้าน รวมทั้งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี องค์กรสำคัญระดับโลก ผู้นำประเทศสำคัญทั่วโลก และประชาคมในหลายประเทศ ได้ร่วมแสดงความอาลัย และเทิดพระเกียรติในฐานะเป็น พระมหากษัตริย์ผู้ทรงราชย์ยาวนานที่สุดในโลก และทรงงานอย่างหนักตลอดช่วงเวลา 70 ปีแห่งการทรงราชย์ เพื่อพสกนิกรประชาชนคนไทยทั้งแผ่นดิน

รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระอัจฉริยภาพและผลงานทางด้านการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างเป็นที่ประจักษ์ต่อชนชาวไทยและทั่วโลกมากมาย

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระอัจฉริยภาพและผลงาน ทางด้านการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างเป็นที่ประจักษ์ต่อชนชาวไทยและทั่วโลกมากมาย อาทิ การทำฝนเทียม (โครงการฝนหลวง), กังหันน้ำชัยพัฒนา, โครงการแก้มลิง (เก็บน้ำ และระบายน้ำ), โครงการแกล้งดิน (แก้ปัญหาหน้าดินเปรี้ยว) ฯลฯ รวมเป็นโครงการในพระราชดำริกว่าสี่พันโครงการ ที่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมจริง

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้รับรางวัลสำคัญระดับโลกมากมาย เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวในโลก ที่ได้รับสิทธิบัตรทางด้านการประดิษฐ์คิดค้น ได้รับการเทิดพระเกียรติจากองค์กรระดับโลกดัง เช่น "รางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์" จากสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ "เหรียญสดุดีพระเกียรติคุณในด้านการพัฒนาการเกษตร" จากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) รางวัล "นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม" จากสหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ (IUSS : International Union Of Soil Sciences) และองค์การสหประชาชาติ (ในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 68 เมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ.2013) มีมติเห็นชอบประกาศให้ วันที่ 5 เดือนธันวาคม ของทุกปี (วันคล้ายวันพระราชสมภพ) เป็น "วันดินโลก" หรือ "World Soil Day"

รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อาทิ การทำฝนเทียม (โครงการฝนหลวง)

ในประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้รับการเทิดพระเกียรติถวายสมัญญานามอย่างเป็นทางการ (จากมติ ครม.) คือ "พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย" มีวันที่ 5 ตุลาคมของทุกปีเป็น วันนวัตกรรมแห่งชาติ "พระบิดาแห่งเทคโนโลยีไทย" มีวันที่ 19 ตุลาคมของทุกปีเป็น วันเทคโนโลยีไทย และล่าสุด คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2559 เทิดพระเกียรติเป็น "พระบิดาแห่งการวิจัยและพัฒนาข้าวไทย"

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 มิใช่จะมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อชีวิตและการดำรงอยู่ของคนไทยเท่านั้น ยังได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ และมีการส่งเสริมให้นำไปปฏิบัติใช้จริง โดยองค์กรระดับโลก คือ สหประชาชาติ และผู้นำหลายประเทศทั่วโลก

อันดับ 2 การค้นพบคลื่นความโน้มถ่วง

ข่าววิทยาศาสตร์ใหญ่ที่สุดแห่งปี พ.ศ.2559 หรือ ค.ศ.2016 คือ การประกาศเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ โดยคณะนักวิทยาศาสตร์แห่ง หอดูดาวไลโก (LIGO) ในสหรัฐอเมริกา ว่า ไลโก ได้ตรวจพบ คลื่นความโน้มถ่วง (gravitational wave) จากการชนกันของ สองหลุมดำยักษ์ อยู่ห่างไกลจากโลกออกไป 1,300 ล้านปีแสง เป็นการค้นพบสำคัญตอบโจทย์ใหญ่ของ ไอน์สไตน์ ที่รอคอยกันมาหนึ่งร้อยปี

คลื่นความโน้มถ่วงจากการชนกันของสองหลุมดำยักษ์ อยู่ห่างไกลจากโลกออกไป 1,300 ล้านปีแสง

ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพภาคทั่วไปของไอน์สไตน์ อวกาศ-กาล (space-time) รอบวัตถุขนาดใหญ่ระดับดวงดาวจะโค้ง และไอน์สไตน์พยากรณ์ (ตั้งแต่ปี ค.ศ.1916) ว่า วัตถุมวลขนาดใหญ่ ที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว หรือ มีความเร่งสูง จะทำให้เกิดคลื่นความโน้มถ่วงแผ่ออกมาโดยรอบวัตถุ แต่จะตรวจจับได้ยากมาก เพราะคลื่นความโน้มถ่วงจะอ่อนมาก แม้แต่จากวัตถุมีมวลมาก

หอดูดาวไลโก ใช้หลักการแทรกสอดของแสงเลเซอร์ เพื่อตรวจจับการเปลี่ยนแปลงที่เล็กน้อยมากของอวกาศ–กาล ที่ตำแหน่งไลโก โดยหวังว่าจะตรวจจับการเปลี่ยนแปลงที่ตำแหน่งไลโก ซึ่งเกิดจากคลื่นความโน้มถ่วงที่มาจากแหล่งกำเนิดอยู่ไกลจากโลกมากได้

ในการประกาศของไลโก เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ (พร้อมกับการตีพิมพ์รายงานของไลโก นี้ ในวารสาร Physical Review Letters) หอดูดาวไลโก รายงานการตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงที่เกิดจากการชนกันของสองหลุมดำยักษ์ มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ของเรา 29 เท่า และ 36 เท่า หลังการชนกัน เกิดเป็นหลุมดำดวงเดียว มีมวล 62 เท่าของดวงอาทิตย์ แสดงว่ามีมวลหายไป 3 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ และมวลที่หายไปนี้เอง ที่เปลี่ยนไปเป็นคลื่นความโน้มถ่วง แผ่ หรือเดินทางมาเป็นเวลา 1,300 ล้านปี จนกระทั่งถูกตรวจจับได้โดยไลโก

จริงๆ แล้ว ไลโก ตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงได้ตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน ค.ศ.2015 แต่ต้องรอการตรวจสอบให้มั่นใจ จึงได้ประกาศการค้นพบนี้ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ.2016

การค้นพบคลื่นความโน้มถ่วง

หลังการประกาศเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ นั้น ไลโก ก็ได้ประกาศการตรวจพบคลื่นความโน้มถ่วงโดยตรงครั้งที่สอง ลงตีพิมพ์ในวารสาร Physical Review Letters ฉบับวันที่ 15 มิถุนายน ค.ศ.2016 จากการตรวจพบจริงเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ค.ศ.2015 เป็นการยืนยันความน่าเชื่อถือของการค้นพบ

ก่อนการตรวจพบคลื่นความโน้มถ่วงโดยตรงของไลโก มีความพยายาม และมีรายงานการตรวจพบคลื่นความโน้มถ่วงมาก่อน แต่ก็ไม่สามารถยืนยันได้ และที่ยืนยันได้ก็มิใช่เป็นการตรวจพบโดยตรง

การค้นพบคลื่นความโน้มถ่วงโดยตรงได้เป็นครั้งแรกนี้ เป็นก้าวกระโดดใหญ่ของวงการดาราศาสตร์โลก ที่เริ่มต้นขึ้นแล้ว คือ การเกิดของสาขาดาราศาสตร์ใหม่ Gravitational Wave Astronomy หรือ ดาราศาสตร์คลื่นความโน้มถ่วง

หอดูดาวไลโก ประกอบด้วยสองหอดูดาวคล้ายกันสองแห่ง อยู่ที่ ลิฟวิงสตัน รัฐลุยเซียนา และที่ แฮนฟอร์ด รัฐวอชิงตัน แต่ละแห่งประกอบด้วยเครื่องมือหลัก คือ ท่อสุญญากาศยาว 4 กิโลเมตร 2 ท่อ ประกอบกันเป็นรูปตัว L ตั้งฉากกัน ทำหน้าที่เป็นเครื่องอินเตอร์เฟอโรมิเตอร์ หรือ เครื่องการแทรกสอด ของสองลำแสง (เลเซอร์)

อันดับ 3 สมองสั่งแขนหุ่นยนต์

กลางเดือนธันวาคม คณะนักวิทยาศาสตร์ ในสหรัฐอเมริกา รายงานความสำเร็จของการพัฒนาระบบทำงานร่วมกันระหว่างสมองกับคอมพิวเตอร์ ทำให้มนุษย์สามารถใช้ความคิดสั่งการให้แขนหุ่นยนต์ทำงานตามคำสั่ง โดยไม่ต้องใช้วิธีการฝังชิป หรืออุปกรณ์ใดๆ ในสมอง

คณะนักวิทยาศาสตร์ นำโดย บิน เฮ (Bin He) แห่ง University Of Minnesota College Of Science And Engineering ได้รายงาน (ตีพิมพ์ออนไลน์) ใน Science Reports วันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ.2016 ความสำเร็จเป็นครั้งแรกในการพัฒนาระบบทำงานร่วมกันระหว่างสมองกับคอมพิวเตอร์ โดยใช้ หมวก อีอีจี (EEG Cap) ประกอบด้วย อิเล็กโตรด 64 ชิ้น ทำงานกับคอมพิวเตอร์แบบ Brain–Computer Interface โดยไม่ต้องมีการฝังชิป หรืออุปกรณ์ใดๆ ในสมอง หรือส่วนใดของร่างกาย ดังเช่น ระบบการทำงานเชื่อมต่อระหว่างสมองกับแขนหุ่นยนต์ ที่มีการพัฒนากันมาก่อน

สมองสั่งแขนหุ่นยนต์

ในการทดลองระบบ โดยผู้ทดลอง 8 คน (ทุกคนเป็นคนปกติสมบูรณ์) แต่ละคนจะเริ่มจากการพยายามใช้ความคิดควบคุมการเคลื่อนไหวของ เคอร์เซอร์ (Cursor) บนจอคอมพิวเตอร์ จากนั้นจึงให้ทดลองกับแขนหุ่นยนต์ โดยพยายามสั่ง (โดยความคิด) ให้แขนหุ่นยนต์ หยิบวัตถุบนโต๊ะ เคลื่อนย้ายวัตถุบนโต๊ะ และหยิบวัตถุจากบนโต๊ะขึ้นไปวางอยู่ในชั้นต่างระดับ (เป็นชั้นวางของ 3 ชั้น)

ผลการทดลองปรากฏว่า ได้ผลอย่างน่าทึ่ง เพราะโดยเฉลี่ยแล้ว ผู้ทดลองสามารถสั่ง แขนหุ่นยนต์ให้เคลื่อนย้ายวัตถุบนโต๊ะได้ตามต้องการมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ และหยิบวัตถุวางบนชั้นต่างระดับ ได้ถูกต้องสูง โดยเฉลี่ยมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์

ก้าวต่อไปของศาสตราจารย์ บิน เฮ คือ การพัฒนาระบบการทำงานร่วมกันของ สมองกับ คอมพิวเตอร์ให้ดียิ่งขึ้น โดยตั้งความคาดหวังว่า อาจจะสามารถช่วยให้คนแขนขาด หรือ แขนพิการ ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น เพราะสามารถให้สมองสั่ง (โดยเพียงแค่คิด ดังเช่นคนปกติสมบูรณ์) แล้วแขนหุ่นยนต์ที่ติดกับตัว หรือแขนที่พิการ แต่มีบางส่วนเป็นคอมพิวเตอร์ ก็สามารถใช้ประโยชน์ได้ดังเช่นคนปกติสมบูรณ์

เมื่อสามปีก่อน บิน เฮ ได้รายงานความสำเร็จการพัฒนาเทคโนโลยีควบคุมการบิน ของเฮลิคอปเตอร์เล็กแบบสี่ใบพัด โดยใช้เพียงความคิด ผ่านเทคโนโลยีจับคลื่นสมอง อีอีจี แบบไม่ต้องมีการฝังชิป หรือ อุปกรณ์ใดๆ ในร่างกาย

อันดับ 4 อนุภาคใหม่ กับ แรงพื้นฐานที่ 5

กลางเดือนสิงหาคม ค.ศ.2016 คณะนักวิทยาศาสตร์ ในสหรัฐอเมริกา ตีพิมพ์รายงานการศึกษา พบอนุภาคชนิดใหม่ในฮังการี เมื่อปี ค.ศ. 2015 ว่า อาจเป็นหลักฐานใหม่ แสดงการมีอยู่จริงของ แรงพื้นฐาน ชนิดที่ 5

คณะนักวิทยาศาสตร์ ที่ ยูซีไอ (UCI : University of California, Irvine) นำโดย ศาสตราจารย์ โจนาทาน เฟง (Jonathan Feng) ตีพิมพ์รายงานการศึกษาวิจัย ใน Physical Review Letters กลางเดือนสิงหาคม ค.ศ.2016 ว่า คณะนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์แห่งสภาวิทยาศาสตร์ฮังการี (Hungarian Academy Of Science) อาจได้ค้นพบอนุภาคชนิดใหม่ ที่เป็นหลักฐานการมีอยู่จริงของแรงพื้นฐานชนิดที่ 5

เมื่อกลางปี ค.ศ.2015 คณะนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ฮังการี ได้ทำการทดลองเพื่อศึกษาและค้นหาอนุภาคที่เกี่ยวข้องกับ สสารมืด (dark matter) และได้รายงานการทดลอง (ตีพิมพ์เมื่อต้นปี ค.ศ.2016) พบหลักฐานสิ่งที่อาจเป็น "Dark Photon W" หรือ "โฟตอนมืด" ที่หมายถึงอนุภาคของแสงชนิดใหม่ ตรงกันข้ามกับอนุภาคของแสง หรือ โฟตอนทั่วไปที่รู้จักกันดี แต่คณะนักวิทยาศาสตร์ฮังการี ก็ไม่แน่ใจว่า สิ่งที่ค้นพบนั้นเป็นอนุภาคจริงหรือไม่ ถ้าจริง เป็นอนุภาคชนิดใหม่จริงหรือไม่ และจะเป็นอนุภาคของสสารมืด ที่วงการวิทยาศาสตร์กำลังพยายามศึกษาและค้นหากันอยู่หรือไม่?

คณะนักวิทยาศาสตร์ ที่ ยูซีไอ ได้ทำการศึกษาวิเคราะห์ผลการทดลองของคณะนักวิทยาศาสตร์ฮังการีร่วมกับหลักฐานอื่นๆ เกี่ยวกับสสารมืด ที่วงการวิทยาศาสตร์กำลังทุ่มเทความพยายามศึกษา และค้นหากันอยู่ และสรุปออกมาในรายงานตีพิมพ์กลางเดือนสิงหาคม ค.ศ.2016 ว่า สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ฮังการีค้นพบ มีความเป็นไปได้มากว่า จะไม่ใช่อนุภาคของสสารมืด ดังที่นักวิทยาศาสตร์ฮังการีคาด แต่มีความเป็นไปได้มากกว่าว่า อาจเป็นอนุภาคที่เกี่ยวข้องกับแรงพื้นฐานชนิดใหม่
อนุภาคชนิดใหม่ ที่นักวิทยาศาสตร์ฮังการีค้นพบ มีมวลมากกว่าอิเล็กตรอน 30 เท่า คณะนักวิทยาศาสตร์ที่ยูซีไอ ตั้งชื่ออนุภาคชนิดใหม่นี้ชั่วคราวเป็น "X Boson" หรือ "โบซอน เอ็กซ์"

ถ้า "โบซอน เอ็กซ์" ได้รับการยืนยันโดยการทดลองค้นหาใหม่ๆ ก็จะสร้างความเปลี่ยนแปลงใหญ่ต่อวงการฟิสิกส์โลก ที่ยึดถือกันมานานว่า ในธรรมชาติมีแรงพื้นฐานอยู่เพียง 4 ชนิด คือ 1.แรงแม่เหล็กไฟฟ้า 2.แรงโน้มถ่วง 3.แรงนิวเคลียร์แบบเข้ม และ 4.แรงนิวเคลียร์แบบอ่อน

อันดับ 5 ดาวเคราะห์พร็อกซิมา บี อาจปกคลุมด้วยมหาสมุทร

เดือนตุลาคม ค.ศ.2016 คณะนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ฝรั่งเศส รายงานผลการศึกษาดาวเคราะห์พร็อกซิมา บี (Proxima b) อาจปกคลุมด้วยมหาสมุทรลึก 200 กิโลเมตร เป็นดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะดวงแรก ที่อาจมีการส่งยานสำรวจขนาดเล็ก จากโลก ไปเยือนโดยตรงในอนาคตไม่ไกลเกินไปนัก

ปี ค.ศ.2016 เป็นปีที่ ดาวเคราะห์พร็อกซิมา บี หรือ พร็อกซิมา เซนเทารี บี ( Proxima Centauri b) ได้รับความสนใจจากวงการศึกษาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะมากเป็นพิเศษ เพราะเป็นดาวเคราะห์บริวารของดาวฤกษ์ใกล้โลกที่สุด คือ พร็อกซิมา เซนเทารี (Proxima Centauri) อยู่ห่างจากโลกประมาณ 4.2 ปีแสง และมีความเป็นไปได้สูง ที่จะเป็นดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะดวงแรกได้รับการเยือนจากยานอวกาศ (ไร้มนุษย์ร่วมเดินทาง) ขนาดเล็กจากโลก

ดาวเคราะห์พร็อกซิมาครึ่งม้า

วงการดาราศาสตร์สนใจการค้นหาดาวเคราะห์ บริวาร ของดาวฤกษ์ พร็อกซิมา เซนเทารี มาเป็นเวลายาวนาน จนกระทั่งได้รับการยืนยันเป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการเมื่อ เดือนสิงหาคม ค.ศ. 2016 (รายงานตีพิมพ์ในวารสาร Nature) ต่อมาในเดือนตุลาคม คณะนักดาราศาสตร์ฝรั่งเศส แห่งศูนย์การวิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ซีเอ็นอาร์เอส (CNRS: National Centre For Scientific Research) ได้รายงานผลการศึกษาเป็นข่าวใหญ่แห่งวงการวิทยาศาสตร์และผู้สนใจเรื่องชีวิตต่างดาวว่า ดาวเคราะห์พร็อกซิมา บี มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีน้ำในสภาพของเหลวเป็นปริมาณมาก เป็นมหาสมุทรปกคลุมพื้นผิวพร็อกซิมา บี มีความลึกถึง 200 กิโลเมตร และน่าจะมีบรรยากาศห่อหุ้มดาวเคราะห์พร็อกซิมา บี ด้วย

พร็อกซิมา บี เป็นดาวเคราะห์มีมวลประมาณ 1.3 เท่าของโลก โคจรอยู่ห่างจากดาวฤกษ์ดวงแม่ คือ พร็อกซิมา เซนเทารี ประมาณ 7.5 ล้านกิโลเมตร หรือเป็นระยะทางประมาณหนึ่งในสิบส่วนของระยะทางที่ดาวพุธอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ แต่ดาวฤกษ์ดวงแม่ หรือ พร็อกซิมา เซนเทารี เป็นดาวฤกษ์สีแดง เล็กกว่าดวงอาทิตย์ของเรา และมีความร้อนแผ่ออกมาน้อยกว่าดวงอาทิตย์ของเรา 1,000 เท่า ทำให้พื้นผิวดาวเคราะห์พร็อกซิมา บี ไม่ร้อนเกินไป และเป็นหนึ่งในดาวเคราะห์ที่มีความเป็นไปได้สูง ที่สิ่งมีชีวิตจะเกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้

อย่างไรก็ตาม ถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีหลักฐานโดยตรงยืนยันว่า ดาวเคราะห์พร็อกซิมา บี มีน้ำบนพื้นผิวจริง หรือมีบรรยากาศห่อหุ้มดาวเคราะห์จริง เนื่องจากหลักฐานที่จะตรวจศึกษาได้โดยตรงดีที่สุดในปัจจุบัน คือ เมื่อดาวเคราะห์พร็อกซิมา บี โคจรตัดหน้าดาวฤกษ์พร็อกซิมา เซนเทารี โดยที่พร็อกซิมา บี อยู่ระหว่างดาวฤกษ์พร็อกซิมา เซนเทารี กับโลก แต่ข้อมูลเท่าที่นักดาราศาสตร์บนโลก มีถึงขณะนี้ ก็ไม่มีส่วนนี้

อย่างไรก็ตาม จากการที่ระบบดาวพร็อกซิมา เซนเทารี อยู่ใกล้โลกมากที่สุด และจากพัฒนาการของเทคโนโลยีในการศึกษาดวงดาว ทั้งระบบกล้องโทรทรรศน์ที่มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้น วงการดาราศาสตร์ก็คาดหวังว่า ในอนาคตไม่ไกลนักจะได้ข้อมูลที่ชัดเจนขึ้นว่า ดาวเคราะห์พร็อกซิมา บี มีน้ำ มีบรรยากาศจริงหรือไม่

การค้นพบใหม่เกี่ยวกับพร็อกซิมา บี กระตุ้นความตื่นตัวของโครงการ Breakthrough Starshot ซึ่งเป็นโครงการจะส่งยานอวกาศขนาดเล็ก (ไร้มนุษย์) ชื่อ StarChips สามารถเดินทางจากโลกด้วยความเร็วเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์ ของความเร็วแสง ใช้เวลาเดินทางจากโลกถึงระบบดาวพร็อกซิมา เซนเทารี ในเวลา 20 ปี แต่สามารถจะส่งสัญญาณบอกถึงการเดินทางถึงเป้าหมาย ซึ่งจะใช้เวลาเพียง 4 ปี ก็มาถึงโลก

อันดับ 6 แอสการ์เดีย : ประเทศแรกในอวกาศ

กลางเดือนตุลาคม ค.ศ.2016 คณะนักวิทยาศาสตร์นำโดย นักวิทยาศาสตร์รัสเซีย ประกาศโครงการก่อตั้งประเทศในอวกาศ เป็นประเทศแรกของโลก ซึ่งถึงปลายเดือนธันวาคม มีผู้สนใจสมัครเป็นประชากรของประเทศอวกาศ (Space Nation) นี้ แล้วกว่าห้าแสนคน รวมทั้งคนไทยกว่าสองพันคนด้วย

วันที่ 12 ตุลาคม นักวิทยาศาสตร์และนักธุรกิจรัสเซีย ชื่อ อิกอร์ แอสเชอเบลี (Igor Ashurbeyli) ประกาศในงานแถลงข่าวที่กรุงปารีส โครงการก่อตั้งประเทศใหม่ในอวกาศ ชื่อ แอสการ์เดีย (Asgardia) เป็นประเทศอวกาศประเทศแรกของโลก มีสำนักงานการก่อตั้งและดำเนินงานของประเทศแอสการ์เดีย อยู่ที่ประเทศออสเตรีย คือ ศูนย์การวิจัยการบินและอวกาศนานาชาติ (Aerospace International Research Center หรือ AIRC) ที่กรุงเวียนนา

แอสการ์เดีย : ประเทศแรกในอวกาศ

ชื่อประเทศแอสการ์เดีย มีที่มาจากชื่อ Asgard (แอสการ์ด) ซึ่งตามเทพปกรณัมของยุโรปเหนือ เป็นหนึ่งในถิ่นที่อยู่ของเทพเจ้าเก้าแห่งในสวรรค์ โดย แอสการ์ด เป็นถิ่นที่อยู่ของ เทพโอดิน (Odin) ผู้เป็นเทพแห่งเทพของยุโรปเหนือ คล้ายเทพซูส (Zeus) ของเทพปกรณัมกรีก

วัตถุประสงค์หลักของการก่อตั้งประเทศอวกาศแอสการ์เดีย ตามการแถลงของผู้ก่อตั้ง คือ การสร้าง "สันติภาพในอวกาศ" เพื่อให้อวกาศเป็นของมนุษย์ทุกคนอย่างทัดเทียมกันทั่วโลก และป้องกันการแผ่ขยายความขัดแย้งบนโลกไปสู่อวกาศ โดยในขั้นต้นนี้ ยังไม่มีแผนการสร้าง (หรือส่ง) เมืองในอวกาศของประเทศแอสการ์เดียอย่างชัดเจน แต่จะเริ่มต้นมีการส่งดาวเทียมของแอสการ์เดียขึ้นสู่อวกาศในอนาคตอันใกล้ (อาจเป็นปี ค.ศ.2017)

เป้าหมายสูงสุดของแอสการ์เดีย คือ การเป็นประเทศเอกราชที่สมบูรณ์ ดังเช่นประเทศต่างๆ ทั่วโลก และคาดหวังว่า จะได้เข้าร่วมเป็นประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ

แผนการดำเนินงานการก่อตั้งประเทศแอสการ์เดีย ระยะแรก ตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ.2016 คือ เปิดการรับสมัครจากผู้สนใจทั่วโลก เป็นประชากรของประเทศแอสการ์เดีย มีชื่อเรียกเป็น แอสการ์เดียน (Asgardian) หรือ คนแอสการ์เดีย ซึ่งถึงวันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ.2012 มีผู้สนใจจากทั่วโลกสมัครเป็นชาวแอสการ์เดียแล้วกว่า 570,000 คน มีคนจีนมากที่สุด คือ กว่า 131,000 คน คนอเมริกันรองลงมา คือกว่า 61,000 และมีคนไทย เป็นจำนวนกว่า 2,500 คน ข่าวการประกาศตั้งประเทศอวกาศแอสการ์เดีย เป็นข่าวใหญ่ข่าวดังไปทั่วโลก ดูเผินๆ ก็เป็นข่าวที่ไม่น่าจะได้รับความสนใจอย่างจริงจัง (เชิงวิทยาศาสตร์ การเมืองการปกครอง และเศรษฐกิจของมนุษยชาติ) แต่เพราะว่า ผู้ก่อตั้ง คือ อิกอร์ แอสเชอเบลี มิใช่นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง หากเป็นนักวิทยาศาสตร์มีชื่อเสียง มีผลงาน และมีบทบาทกับองค์กรสำคัญของโลก ดังเช่น ยูเนสโก (UNESCO) เป็นผู้ก่อตั้ง หรือมีส่วนร่วมในองค์กรทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในประเทศรัสเซีย และยุโรปหลายประเทศ ได้รับรางวัลสำคัญทางด้านวิทยาศาสตร์และอื่นๆ หลายรางวัล ทำให้การประกาศตั้งประเทศอวกาศแอสการ์เดีย ได้รับความสนใจอย่างมิใช่เพียงประหลาดใจ หรือถูกมองเห็นเป็นโครงการจินตนาการล้วนๆ

อย่างไรก็ดี ความเป็นไปได้อย่างเป็นรูปธรรมของการก่อตั้งประเทศอวกาศแอสการ์เดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจะให้ประเทศแอสการ์เดียได้รับเข้าเป็นประเทศสมาชิกของสหประชาชาติ ก็จะไม่เกิดขึ้นอย่างราบรื่น เพราะอย่างเป็นทางการในระดับโลก องค์การสหประชาชาติก็มีกฎหมายอวกาศ (Space Law) ที่ห้ามมิให้ใคร หรือประเทศใด ไปยึดครองอวกาศ (นอกโลก หรือบนดวงจันทร์ หรือ บนดาวเคราะห์ต่างๆ ของระบบสุริยะ) เป็นของส่วนบุคคลหรือของประเทศใดๆ เนื่องจากอวกาศเป็นของมนุษยชาติ

ความเคลื่อนไหวล่าสุด ก่อนสิ้นปี ค.ศ.2016 จากโครงการก่อตั้งประเทศอวกาศแอสการ์เดีย มีเช่น การประกวดออกแบบธงชาติ และการแต่งเพลงประจำชาติ

อันดับ 7 จีนเปิดตัวกล้องโทรทรรศน์วิทยุประเภทจานเดี่ยวใหญ่ที่สุดของโลก

ปลายเดือนกันยายน ค.ศ.2016 ประเทศจีน เปิดตัวกล้องโทรทรรศน์วิทยุประเภทจานเดี่ยวขนาดใหญ่ที่สุดของโลกอย่างเป็นทางการ มีขนาดของจานใหญ่กว่าของ กล้องโทรทรรศน์วิทยุอารีซิโบ (Arecibo) ในปัวโตริโก เกือบสองเท่า เพิ่มขีดความสามารถและศักยภาพของจีนในการสำรวจอวกาศและจักรวาล

กล้องโทรทรรศน์วิทยุใหม่ ของจีน ชื่อ ฟาสต์ (Fast จากชื่อเต็ม Five – Hundred – Meter Aperture Spherical Telescope) ตั้งอยู่ในหุบเขาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ของมณฑลกุ้ยโจว (Guizhou) มีจานรับสัญญาณวิทยุขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 500 เมตร รูปครึ่งทรงกลมสร้างจากหุบเขาธรรมชาติ ใหญ่กว่าของกล้องโทรทรรศน์วิทยุอารีซิโบ ที่มีลักษณะแบบเดียวกัน มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 300 เมตร ทำให้กล้องอารีซิโบ ครองความเป็นเจ้าแห่งกล้องโทรทรรศน์แบบจานเดี่ยว สร้างจากหุบเขาธรรมชาติ ใหญ่ที่สุดของโลกมานานกว่า 50 ปี (ตั้งแต่ปีเริ่มต้นการทำงาน ค.ศ.1963)

จีนเปิดตัวกล้องโทรทรรศน์วิทยุประเภทจานเดี่ยวใหญ่ที่สุดของโลก

กล้องโทรทรรศน์วิทยุ ราทาน – 600 (Ratan – 600) ของรัสเซียล่ะ ซึ่งก็เป็นกล้องโทรทรรศน์วิทยุแบบจานเดี่ยว เช่นเดียวกับ ฟาสต์ แต่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเกือบ 600 เมตร มิใช่ยังครองความเป็น กล้องโทรทรรศน์วิทยุเดี่ยว ใหญ่ที่สุดของโลกหรือ?

กล้องโทรทรรศน์วิทยุ ราทาน – 600 ซึ่งเปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1974 ยังครองความเป็นกล้องโทรทรรศน์วิทยุเดี่ยวใหญ่ที่สุดในโลก ถึงปัจจุบันอยู่ แต่มิใช่กล้องโทรทรรศน์ชนิดจานเดี่ยวรูปครึ่งทรงกลมดังของ ฟาสต์ เพราะของราทาน – 600 จานรับสัญญาณประกอบด้วย แผงรับสัญญาณวิทยุรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าต่อกันเป็นแถบวงแหวน มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 576 เมตร ทำให้กล้องราทาน – 600 มีพื้นที่รับสัญญาณจากอวกาศได้เพียง 12,000 ตารางเมตร ในขณะที่ของ ฟาสต์ ถึงแม้จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า แต่มีพื้นที่รับสัญญาณได้มากกว่า คือ 70,000 ตารางเมตร จากลักษณะของจานที่เป็นรูปครึ่งทรงกลมเต็ม

การก่อสร้างกล้องโทรทรรศน์วิทยุฟาสต์ เริ่มต้นในปี ค.ศ.2011 เสร็จสมบูรณ์พร้อมใช้งานเดือนกรกฎาคม ค.ศ.2016 และเปิดตัวใช้งานอย่างเป็นทางการวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ.2016 รัฐบาลจีนทุ่มเทงบประมาณสำหรับการก่อสร้างกล้องโทรทรรศน์วิทยุใหญ่ที่สุดในโลกของจีนนี้ เป็นเงิน 180 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6,000 ล้านบาท)

กล้องโทรทรรศน์วิทยุฟาสต์ของจีน มีขนาดเปรียบเทียบง่ายๆ เท่ากับสนามฟุตบอล 30 สนาม มีความไวในการจับสัญญาณจากอวกาศ มากกว่าของกล้องอารีซิโบ ประมาณสองเท่า และในระหว่างการทดสอบการทำงานของกล้องโทรทรรศน์วิทยุฟาสต์ ก็ได้สร้างผลงานตรวจจับสัญญาณวิทยุจากพัลซาร์ดวงหนึ่ง อยู่ห่างไกลจากโลก 1,351 ปีแสง

เป้าหมายสูงสุดของการใช้งานกล้องโทรทรรศน์วิทยุฟาสต์ของจีน คือ การค้นหากฎกติกา หรือกลไก หรือความลับของจักรวาล แต่สำหรับเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรมแรกๆ คือ การค้นหาคลื่นความโน้มถ่วง การตรวจจับสัญญาณวิทยุจากดวงดาว และกาแล็กซี การศึกษาเกี่ยวกับสสารมืดและพลังงานมืด แล้วก็สัญญาณจากสิ่งมีชีวิตต่างดาว หรือจากอีที 

นักวิทยาศาสตร์ผู้มีบทบาทสำคัญ เป็นพลังขับเคลื่อนโครงการสร้างโทรทรรศน์วิทยุฟาสต์ คือ ศาสตราจารย์ Nan Rendong แห่ง Chinese National Astronomical Observatory (หอดูดาวแห่งชาติจีน) ผู้มีตำแหน่งเป็นหัวหน้านักวิทยาศาสตร์และหัวหน้าวิศวกรโครงการสร้างกล้องโทรทรรศน์วิทยุฟาสต์

อันดับ 8 นกหลับขณะกำลังบิน

ต้นเดือนสิงหาคม นักวิทยาศาสตร์ในเยอรมนี รายงานผลการศึกษาพฤติกรรมเกี่ยวกับการหลับของนก ในระหว่างที่บิน พบว่า นกสามารถหลับได้จริงในระหว่างกำลังบินเป็นเวลายาวนาน และระยะทางไกล

สำหรับสัตว์โลกโดยทั่วไป ตั้งแต่มนุษย์จนกระทั่งถึงปลาฉลาม มีหลักฐานการศึกษาวิจัยชัดเจนว่า การนอนหลับ เป็นส่วนสำคัญในวัฏจักรชีวิตของสัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับมนุษย์ มีข้อมูลหลักฐานวิทยาศาสตร์สรุปชัดเจนถึงผลร้ายต่อสุขภาพสำหรับคนที่ขาดการนอนหลับในแต่ละวัน และขาดการนอนหลับต่อเนื่องกันเป็นเวลายาวนานหลายวัน แต่สำหรับนก ไม่มีข้อมูลหลักฐานโดยตรงมาก่อนเลยว่า การหลับมีความจำเป็นแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นกที่มีพฤติกรรมการบินเป็นระยะทางยาวไกล และต่อเนื่องกันเป็นเวลาหลายวันนั้น มีการนอนหลับในระหว่างการบินหรือไม่ และถ้ามี นกทำได้อย่างไร จึงสามารถหลับในระหว่างบินโดยไม่ตก

นกหลับขณะกำลังบิน

ในที่สุด วงการวิทยาศาสตร์ก็ได้คำตอบสำหรับโจทย์นี้เป็นครั้งแรก โดยคณะนักวิทยาศาสตร์ ที่ Max Planck Institute For Ornithology (สถาบันมักซ์พลังค์ปักษีวิทยา) ใน Seewiesen (ซีวีเซน) เยอรมนี นำทีมโดย นีลส์ แรตเทนบอร์ก (Niels Rattenborg) ตีพิมพ์รายงานผลการศึกษาวิจัยในวารสาร Nature Communications และในวารสาร New Scientist ฉบับวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ.2012

นีลส์ แรตเทนบอร์ก และคณะ ทำการทดลองศึกษากับ นกฟรีเกต (Frigate) หรือ นกโจรสลัด ซึ่งเป็นนกที่มีพฤติกรรมสามารถทำการบินอย่างต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน โดยไม่พักเลย เป็นเวลามากที่สุดได้ถึงสองเดือน

ในการทดลอง นีลส์ แรตเทนบอร์ก ใช้วิธีการติดอุปกรณ์เครื่องตรวจจับการทำงานของสมองขนาดเล็กบนหัวของนก ระบบการตรวจจับความเคลื่อนไหวของส่วนอื่นๆ ของตัวนก และระบบการบอกตำแหน่งดาวเทียมจีพีเอส จากนั้นก็ติดตามการบินของนกทดลองจำนวน 14 ตัว ในการบินข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นเวลา 10 ชั่วโมง เป็นระยะทาง 2,880 กิโลเมตร

ผลการทดลองพบว่า นกโจรสลัด หลับได้จริงระหว่างการบิน โดยเฉลี่ยแล้วเป็นเวลา 41 นาทีต่อวัน แต่มิใช่เป็นการนอนหลับงีบเดียว 41 นาที หากเป็นการนอนหลับเป็น งีบ งีบครั้งละประมาณ 12 วินาที ซึ่งแตกต่างอย่างมากจากพฤติกรรมการนอนหลับ ระหว่างที่อยู่บนบกของนกโจรสลัด ที่ใช้เวลานอนหลับยาวถึงมากกว่า 12 ชั่วโมงต่อวัน

มีประเด็นสงสัยกันว่า ถ้านกหลับได้ในระหว่างบิน สมองของนกจะหลับไปด้วยทั้งสองซีก หรือจะหลับไปเพียงซีกเดียว เพื่อให้สมองซีกยังตื่นอยู่ ควบคุมร่างกายให้บินอยู่ได้

ผลการทดลองสรุปออกมาชัดเจนว่า ส่วนใหญ่แล้วสมองของนกขณะกำลังหลับ จะหลับไปเพียงซีกหนึ่ง แต่ก็มีเช่นเดียวกันที่บางครั้งสมองของนกทั้งสองซีกก็หลับไปด้วย

มีข้อสังเกตหรือคำอธิบายว่า การหลับของสมองทั้งสองซีก มักจะเกิดขณะที่นกกำลังบินอยู่ในสภาพอากาศที่ค่อนข้างราบเรียบ ทำให้นกสามารถถลาร่อน โดยไม่ต้องกระพือปีก

คณะนักวิทยาศาสตร์เยอรมนี มีแผนจะทำการทดลองศึกษากับนกชนิดอื่นๆ ที่มีพฤติกรรมการบินเป็นระยะทางไกล และเป็นเวลายาวนาน ดังเช่นการบินย้ายถิ่นตามการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล เป้าหมายเพื่อจะศึกษาว่า นกต่างชนิดกันมีพฤติกรรมการนอนหลับระหว่างการบินแตกต่างกันอย่างไร โดยมีเป้าหมายจะหาคำตอบสำหรับคำถามว่า ทำไมนกดังเช่นนกโจรสลัด จึงหลับในระหว่างการบินได้ โดยไม่มีผลทางด้านลบต่อสุขภาพ

สำหรับนกโจรสลัด เป็นไปได้หรือไม่ว่า พฤติกรรมการนอนหลับเป็นช่วงสั้นๆ ในระหว่างการบิน เป็นผลจากสภาพแวดล้อมการใช้ชีวิต เพราะนกโจรสลัดไม่สามารถว่ายน้ำ (เป็นการพักบนผิวน้ำ) ได้ดังนกบางชนิด กล่าวคือเป็นผลจากการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดตามทฤษฎีวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต

วงการวิทยาศาสตร์คาดว่า ผลการศึกษาพฤติกรรมการนอนหลับเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ ของนก ในระหว่างการบิน น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการศึกษาผลกระทบของการนอนหลับเป็นเวลาน้อยกว่าปกติมากๆ ต่อสุขภาพของคนและสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ ด้วย

อันดับ 9 ซอฟต์แวร์ ก๊อบปี้ลายมือคน 

เดือนสิงหาคม ค.ศ.2012 นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ในอังกฤษรายงานการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ สามารถเลียนแบบลายมือของมนุษย์ทุกคน มีศักยภาพในการป้องกันการปลอมแปลงเอกสาร แต่ก็มีเสียงแสดงความกังวลถูกใช้ในการปลอมแปลงเอกสาร

คณะนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ แห่งมหาวิทยาลัยยูซีแอล (UCL : University College London) ในกรุงลอนดอน ประกอบด้วย Tom S.P. Haines, Oisin Mac Aodha และ Gabriel J. Bronston รายงานการพัฒนาซอฟต์แวร์ ชื่อ My Text In Your Hand Writing ตีพิมพ์ในวารสาร ACM Transactions On Graphics (นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา) ฉบับเดือนมิถุนายน ค.ศ.2016 สามารถศึกษาและเลียนแบบลายมือการเขียนของมนุษย์ทุกคนในโลกได้อย่างแม่นยำ โดยขั้นต้น ศึกษาตัวอย่างต้นแบบ (ลายมือจริงของใครก็ตาม) แล้วซอฟต์แวร์ก็สามารถจะสร้าง หรือเขียนข้อความใหม่เป็นแบบลายมือเขียนที่จะเหมือนกับการเขียนโดยเจ้าของลายมือต้นแบบ

ในการพัฒนาและทดลองซอฟต์แวร์ ชื่อ My Text In Your Handwriting ผู้พัฒนาได้แสดงตัวอย่างลายมือที่เขียนโดยซอฟต์แวร์เลียนแบบลายมือของบุคคลสำคัญ เช่น อับราฮัม ลินคอล์น และ เซอร์ อาเทอร์ โคแนน คอยล์ ผู้สร้างนิยายนักสืบอมตะ เชอร์ล็อก โฮมส์ ซึ่งสำหรับบุคคลทั่วไปจะไม่รู้สึกเอะใจว่า กำลังอ่านข้อความเขียนโดย ซอฟต์แวร์ มิใช่เขียนโดยเจ้าของลายมือตัวจริง

เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของซอฟต์แวร์ คณะนักวิจัยได้ทำการทดสอบกับอาสาสมัคร จำนวนหนึ่ง ให้ดูตัวอย่างลายมือเขียนบนซองจดหมายที่เป็นของคนจริงๆ กับที่เป็นของซอฟต์แวร์ ปรากฏว่า อาสาสมัครมีปัญหาไม่แน่ใจมากทีเดียวกับข้อความบนซองจดหมาย และทายผิดร้อยละสี่สิบ

ในการพัฒนาซอฟต์แวร์ ผู้พัฒนาสอนให้คอมพิวเตอร์ (ซอฟต์แวร์) ศึกษาลักษณะเฉพาะในการเขียนของตัวอย่าง เช่น ความหนักเบาของลายเส้น การเว้นวรรค ความแรง (กด) ของผู้เขียนในการใช้เครื่องเขียน (เช่นปากกา) แล้วคอมพิวเตอร์ก็สามารถนำลักษณะเฉพาะของลายมือเขียนต้นแบบไปเขียนข้อความใหม่ หรือก๊อบปี้ข้อความเก่า เช่น ลายเซ็น ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับประโยชน์ของการพัฒนาซอฟต์แวร์ สามารถเลียนแบบลายมือการเขียนนี้ คณะผู้พัฒนาตั้งความหวังว่า จะเป็นประโยชน์ในการตรวจสอบเอกสารสำคัญต่างๆ ว่า เป็นของจริงหรือของปลอมได้ เป็นประโยชน์ในการปราบปรามและป้องกันการปลอมเอกสาร ส่วนประโยชน์ทางด้านอื่นๆ ก็มี เช่น การสั่งให้คอมพิวเตอร์พิมพ์ข้อความบนวัตถุสิ่งของ เช่น ของขวัญ โดยพิมพ์ออกมาเป็นลายมือที่เหมือนจริงมากของผู้ส่งของขวัญ

ขณะเดียวกัน ก็มีเสียงแสดงความกังวลว่า ซอฟต์แวร์เลียนแบบลายมือเขียนนี้ อาจจะถูกนำไปใช้ในการปลอมแปลงเอกสารสำคัญต่างๆ ได้ ซึ่งผู้พัฒนาซอฟต์แวร์นี้ก็ตระหนักในการใช้ประโยชน์ผิดทางของสิ่งที่พัฒนาขึ้นมา แต่ก็แสดงความเห็นว่า การตรวจจับการปลอมแปลงเอกสาร ไม่ว่าจะดูแนบเนียนเพียงใด ก็ตรวจจับได้จริงๆ แล้วไม่ยาก เช่น การตรวจสอบโดยกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งจะสามารถบอกได้อยู่ดีว่า ข้อความที่เขียนเป็นลายมือคนจริงๆ หรือถูกเขียนขึ้นมาโดยคอมพิวเตอร์

อันดับ 10 รำลึกถึง จอห์น เกลนน์

วันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ.2016 จอห์น เกลนน์ มนุษย์อวกาศอเมริกันผู้มีชื่อเสียงรู้จักกันดีที่สุดคนหนึ่ง ได้ถึงแก่กรรม

จอห์น เกลนน์ สนใจเรื่องการบินตั้งแต่เด็ก หลังญี่ปุ่นโจมตี เพิร์ลฮาร์เบอร์ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ.1941 จอห์น เกลนน์ สมัครเข้าโครงการการบินทหารเรือ และเข้าร่วมเป็นทหารหน่วยนาวิกโยธินในปี ค.ศ.1943 ปฏิบัติหน้าที่เป็นนักบินประจำเครื่องบินรบในสงครามโลกครั้งที่สอง และในสงครามเกาหลี

หลังสงครามเกาหลี จอห์น เกลนน์ ปฏิบัติหน้าที่เป็นนักบินเครื่องบินทดลอง (test pilot) สร้างสถิติการบินข้ามทวีปด้วยความเร็วเหนือเสียง

จอห์น เกลนน์

ปี ค.ศ.1959 จอห์น เกลนน์ และเพื่อนมนุษย์อวกาศอีก 6 คน ได้รับการคัดเลือกเป็นกลุ่มมนุษย์อวกาศรุ่นแรกของสหรัฐฯ มีชื่อรู้จักเรียกกันเป็น "Mercury 7" (7 เมอร์คิวรี) สร้างวีรกรรมบุกเบิกยุคอวกาศของสหรัฐอเมริกา

ภาพยนตร์ The Right Stuff ออกฉายปี ค.ศ.1983 เป็นภาพยนตร์สร้างจากวีรกรรมของ 7 มนุษย์อวกาศชุดแรก (7 เมอร์คิวรี) ของสหรัฐอเมริกา มี เอ็ด ฮาร์ริส รับบทเป็น จอห์น เกลนน์ 

จอห์น เกลนน์ เป็นคนสุดท้ายใน 7 เมอร์คิวรี ที่ยังมีชีวิตอยู่ จนกระทั่งตัวเขาจากโลกไป 

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1962 จอห์น เกลนน์ สร้างประวัติศาสตร์การบุกเบิกอวกาศ ของอเมริกา ในช่วงเวลาสงครามเย็น แข่งขันชิงความเป็น "เจ้าอวกาศ" ระหว่างสหรัฐอเมริกา และสหภาพโซเวียต (เดิม) โดยที่ จอห์น เกลนน์ เป็นมนุษย์อวกาศอเมริกันคนแรกที่ได้เดินทางขึ้นไปถึงอวกาศนอกโลก ใช้เวลาอยู่ในอวกาศ 4 ชั่วโมง 55 นาที โคจรอยู่ในอวกาศสามรอบ

ก่อน จอห์น เกลนน์ ฝ่ายสหภาพโซเวียตได้ส่งมนุษย์อวกาศขึ้นไปโคจรรอบโลกได้สำเร็จมาแล้วสองคนคือ ยูริ กาการิน (Uri Gagarin) ในวันที่ 12 เมษายน ค.ศ.1961 และ เกอร์แมน ติตอฟ (Gherman Titov) ในวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ.1961 และทางฝ่ายสหรัฐอเมริกา ก่อน จอห์น เกลนน์ ก็มีมนุษย์อวกาศอเมริกันสองคนที่ได้เห็นทางขึ้นสู่อวกาศคือ อะแลน เชปพาร์ด (Alan Shepard) และ เวอร์จิล กริสซอม (Vegil Grissom) แต่ทั้งสองคนเดินทางไปถึงขอบอวกาศ มิได้ขึ้นไปโคจรอยู่ในอวกาศจริงๆ ดั่ง จอห์น เกลนน์

ความสำเร็จของ จอห์น เกลนน์ ในฐานะเป็นมนุษย์อวกาศคนแรกจริงๆ ของสหรัฐอเมริกา ทำให้จอห์น เกลนน์ เป็นฮีโร่ของประเทศ และก็ต้องการจะขึ้นสู่อวกาศอีก

แต่ก็เพราะความเป็นฮีโร่ของประเทศ ทำให้จอห์น เกลนน์ ไม่ได้ขึ้นสู่อวกาศอีกเลย เป็นเวลายาวนาน เพราะทางการสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี ไม่ต้องการเสี่ยงการสูญเสีย "ฮีโร่" ของประเทศ กับการเดินทางขึ้นสู่อวกาศอีก

จอห์น เกลนน์ ลาออกจากการเป็นมนุษย์อวกาศ เดือนมกราคม ค.ศ.1964 เมื่อรู้ตัวว่า ไม่มีโอกาสขึ้นสู่อวกาศที่ยังเป็น "ความฝัน" ของเขาอยู่

หลังชีวิตการเป็นมนุษย์อวกาศ จอห์น เกลนน์ หันไปสนใจทางด้านการเมือง ประสบความสำเร็จได้รับการเลือกตั้งเป็นวุฒิสภาสมาชิกประจำรัฐโอไฮโอ อยู่ยาวนานหลายสิบปี

ปี ค.ศ.1984 จอห์น เกลนน์ ขณะมีอายุ 65 ปี สมัครเข้ารับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ แต่ไม่ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครต

ปี ค.ศ.1998 ความฝันอมตะของ จอห์น เกลนน์ ก็กลับคืนมาเป็นของเขาอีก เมื่อองค์การนาซาติดต่อเชิญ จอห์น เกลนน์ ให้เดินทางขึ้นสู่อวกาศอีก ในโครงการเพื่อศึกษาผลของอวกาศต่อสุขภาพของคนสูงอายุ และจอห์น เกลนน์ ก็รับคำเชิญอย่างเต็มใจ

วันที่ 29 ตุลาคม ค.ศ.1998 จอห์น เกลนน์ ก็ได้สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่ง ด้วยการเป็นมนุษย์อวกาศที่มีอายุมากที่สุด ที่เคยเดินทางขึ้นสู่อวกาศ กับยานขนส่งอวกาศ ดิสคัฟเวอรี ปฏิบัติภารกิจอยู่ในสถานีอวกาศเป็นเวลา 9 วัน แล้วก็เดินทางกลับมายังโลกอย่างปกติสมบูรณ์ พิสูจน์ให้เห็นว่าอวกาศไม่เป็นพรมแดนต้องห้ามของคนสูงอายุ

จอห์น เกลนน์ เกิดวันที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ.1921 ถึงแก่กรรมวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ.2016 ขณะมีอายุ 95 ปี

-----------------------------------------------------------------------------

©

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้