วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ทิ้งทวนเรียกศรัทธา! แก้จุดบอดเศรษฐกิจ กับเดิมพันอำนาจลากยาว คสช.

ทิ้งทวนเรียกศรัทธา! แก้จุดบอดเศรษฐกิจ กับเดิมพันอำนาจลากยาว คสช.

  • Share:

ปี 2559 กำลังจะผ่านพ้นไป บวกกับปีใหม่กำลังจะก้าวเข้ามาแทนที่ ในทางการเมืองแล้ว ปี 2560 อาจเรียกได้ว่าเป็นช่วงโค้งสุดท้ายในการครองอำนาจของ คสช. เพราะกรอบเวลาที่ประเทศไทยจะเดินไปสู่การเลือกตั้งนั้น กำลังงวดเข้ามาในทุกขณะ เหลือเวลาอีก 1 ปีเศษ ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น โดยที่ไม่มีใครหยั่งรู้ได้เลยว่า หลังการเลือกตั้งใหญ่เสร็จสิ้นลง การเมืองไทยจะเป็นอย่างไร จะได้ "รัฐบาลจากการเลือกตั้ง" หรือ "รัฐบาลผสม" หรือ สถานการณ์จะนำพาไปสู่การผุด "รัฐบาลแห่งชาติ" ภายใต้บังเหียน "นายกฯคนนอก" ดั่งเช่นที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้หรือไม่

หนึ่งในไทม์ไลน์สำคัญของการเมืองไทยในปีหน้านี้ คือ การเดินหน้าสู่ "โรดแม็ป" ที่จุดหมายปลายทาง คือ "การเลือกตั้ง" ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยกลับไปสู่ "ประชาธิปไตย" อีกครั้ง ทั้งนี้การเลือกตั้ง จะเกิดขึ้นได้ต้องผ่านเงื่อนไขสำคัญหลายอย่าง เริ่มต้นจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่เพิ่งผ่านประชามติไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งขึ้นอยู่กับพระบรมราชวินิจฉัยของ พระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ว่า จะทรงโปรดเกล้าฯ เมื่อไร โดยเมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้ กรธ.จะเสนอร่างกฎหมายลูก 4 ฉบับให้ สนช.อันได้แก่ พ.ร.ป.พรรคการเมือง, พ.ร.ป.การเลือกตั้ง(กกต.), พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส., พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง ส.ว. โดย สนช.ต้องพิจารณาในกรอบระยะเวลา 60 วัน ถ้า 60 วัน พิจารณาไม่แล้วเสร็จ จะถือว่าร่างกฎหมายนั้นมีผลบังคับใช้ทันที ขณะเดียวกันเมื่อกฎหมายลูกทั้ง 4 ฉบับประกาศใช้ ให้ กกต.จัดการเลือกตั้งภายใน 150 วัน หรือ 5 เดือน แล้วแต่ตัวแปรที่เข้ามาสอดแทรกเท่ากับว่า จะเร็วหรือจะช้าตามแต่เหตุอันสมควร แต่ต้องอยู่ในกรอบระยะเวลา 5 เดือนนี้

เมื่อพิจารณาจากเหตุการณ์ปัจจุบัน ขณะนี้ กรธ.มีความคืบหน้าในการร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญสำหรับการเลือกตั้ง 4 ฉบับไปแล้ว ร่างกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมือง ได้รับการยืนยันจาก "นายมีชัย ฤชุพันธ์" ประธาน กรธ. ว่าเสร็จแล้ว และเผยแพร่ให้ทุกคนในประเทศได้ประจักษ์รับทราบกัน ดังนั้นหลังจากประกาศใช้ ก.ม.ดังกล่าว พรรคการเมืองต้องมีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบภายในบางข้อ หากดื้อดึงไม่ทำตามจะโดนยุบ ซึ่งบางข้อถ้าพรรคการเมืองทำไม่ทัน จะส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งไม่ได้ ทั้งนี้ กรธ.กำหนดให้ปรับเปลี่ยนภายใน 150 วัน หรือ 5 เดือน เช่นกัน ส่วนร่างกฎหมายประกอบ รธน.ฉบับอื่นๆ นั้น ทาง กรธ.ก็เปล่งเสียงส่งสัญญาณมาแล้วว่า "คืบหน้าไปมากแล้ว" ซึ่งร่างกฎหมายเหล่านี้ กรธ.เตรียมยื่นให้ สนช.ถกได้ทันทีหลังจากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บังคับใช้

ทั้งนี้การเตรียมการของ กรธ.จึงเป็นการเตรียมความพร้อมด้วยความรอบคอบ ทำให้การเลือกตั้งตามข้อบัญญัติที่ระบุว่า ภายใน 150 วัน หลังกฎหมายลูก 4 ฉบับ ประกาศใช้ สามารถยืดหยุ่นสอดคล้องกับเสียงสัมภาษณ์ของ "นายวิษณุ เครืองาม" รองนายกรัฐมนตรี

นอกจากนี้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยังมีบทบัญญัติที่ทำให้รัฐบาลและรัฐสภาสมัยหน้า ต้องออกกฎหมายอีกนับสิบฉบับ ซึ่งหลายฉบับต้องทำให้ได้ตามกำหนดเวลา ไม่เช่นนั้นจะได้รับโทษ อีกหลายฉบับไม่ได้ระบุเวลาเดดล็อกเอาไว้ แต่ยังไงก็จำเป็นต้องร่าง พร้อมกันนี้ในบทบัญญัติของ รธน.ฉบับใหม่ รวมถึงบทบัญญัติใหม่ในกฎหมายที่ต้องร่างขึ้นตามรัฐธรรมนูญ จะเปลี่ยนแปลงประเทศ คือ จะเป็นแนวทางที่ทำให้ไทยเข้าสู่ "ยุคปฏิรูป" ส่วนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีนั้น เป็นเพียงเป้าหมายที่วางกรอบให้รัฐบาลชุดต่อไปดำเนินการตามเท่านั้น แต่หากในอนาคตรัฐบาลใหม่เห็นว่า ไม่เหมาะสม ก็สามารถปรับแก้ไขได้ตามขั้นตอน แต่จะต้องรับฟังความคิดเห็น และเป็นที่ยอมรับจากประชาชน เมื่อคำนวณเวลาและความตั้งใจแล้ว เชื่อว่าทุกอย่างยังยึดสูตรเดิม คือ ตามโรดแม็ป คสช.ที่ "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เคยลั่นวาจาเอาไว้ เลือกตั้งให้ได้ภายในปี 60

"โดยคาดการณ์ว่า หากรัฐธรรมนูญประกาศใช้เดือน ม.ค.60 การเลือกตั้งก็อาจจะเกิดขึ้นเร็วที่สุดในเดือน ธ.ค.60 หรือช้าที่สุดก็จะเป็นเดือน มิ.ย.61"

ปรับจูนขุนศึก กู้ศรัทธา รบ.ทหาร

ส่วนปัยจัยอีกเรื่องที่สำคัญ นอกเนื่องจากการเลือกตั้งตามโรดแม็ปแล้ว นั่นก็คือห้วงเวลาที่เหลือในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ที่ถือเป็นจุดบอดสำคัญของรัฐบาลทหาร ที่ยังไม่ค่อยประทับใจชาวบ้านชาวเมืองสักเท่าไร จะด้วยเงื่อนไขทางเศรษฐกิจโลก ที่มันเปลี่ยนไปในทางซับซ้อนและหักมุมมากขึ้นก็ตามแต่ แม้ในช่วงปีกว่าที่ผ่านมาจะมีแนวโน้มในทางบวกมากขึ้น แต่เมื่อพิสูจน์กึ๋นกันด้วยผลสำรวจแล้ว ต้องยอมรับว่าชาวบ้านยังไม่พอใจการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะเรื่อง "ปัญหาปากท้อง" โดยดูได้จากการปรับทัพ ครม.คราวนี้ ทั้ง 12 ตำแหน่ง ที่มีทั้งตั้งขึ้นมาใหม่และสลับเก้าอี้กัน โดยมุ่งเน้นไปที่ทีมเศรษฐกิจเป็นหลัก เพื่อโฟกัสการขับเคลื่อน ด้วยการเสริมทีมงานใหม่ สอดประสานรับกับทีมงานเก่า เพื่อให้การทำงานเข้าขากันมากยิ่งขึ้น หวังสร้างผลงานเศรษฐกิจทิ้งทวนในช่วงเวลาที่เหลืออยู่อย่างจำกัด

หากพิจารณาสูตรฟิวชั่นทีมเศรษฐกิจ ครม.ประยุทธ์ 4 ครั้งนี้ ก็จะมี "นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์" รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ คุมทัพทีมเศรษฐกิจเช่นเดิม โดยมีอีกทีมคอยเป็นทีมสอดประสานงานที่มี "บิ๊กฉัตร" พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ ที่ได้ รมช.คนใหม่แกะกล่องช่วยงาน ตามโควตาที่เสนอนายกฯไปก่อนหน้านี้ คือ "น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร" ซึ่งก่อนหน้านี้เธอเคยเป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์ ถ้าพิจารณาจากตำแหน่งดังกล่าว ก็ย่อมเคยประสานงานร่วมกับกระทรวงเกษตรฯมาก่อนหน้านี้ ดังนั้นย่อมเข้าใจและคุ้นมือรู้งานกันเป็นอย่างดี อีกทั้งตัว รมช.ใหม่คนนี้ ยังเป็นคนเซ็นหนังสือบังคับคำสั่งทางปกครอง เรียกร้องค่าเสียหาย 3.5 หมื่นล้านบาท ในโครงการรับจำนำข้าว จาก "น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" อดีตนายกฯ สมัยนั่งเก้าอี้ปลัดฯพาณิชย์มาแล้ว ถึงแม้ดูจากภาพรวมการปรับ ครม.ครั้งนี้ จะทำให้ นายสมคิด ขยับเข้าคุมพื้นที่ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลทหารมากขึ้น แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) ที่มี "นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์" ซึ่งคลุกคลีอยู่กับฝ่ายทหาร ถูกทาบขึ้นมานั่งเก้าอี้เป็น รมว.หลังปรับจูนตันขุนศึกใหม่ และกระทรวงเกษตรฯ ที่ยังอยู่ในมือ บิ๊กฉัตร ก็เป็นสิ่งบ่งบอกว่าทหารยังไม่ปล่อยให้ นายสมคิด บริหารทีมเศรษฐกิจหมดสิ้นเชิง ท่ามกลางกระแสข่าวความขัดแย้งกันระหว่าง นายสมคิด กับ พล.อ.ฉัตรชัย จนกระทั่งมีข่าวแว่วผ่านรั้ว ครม.ว่า ทั้ง 2 เกิดอาการเกาเหลากัน จนนายกฯต้องสั่งให้ "บิ๊กจิน" พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ลงไปช่วยเหลืองาน แต่ดูทุกอย่างก็ยังคงเหมือนเดิม

ส่วนตำแหน่งอื่นๆ นั้น ที่ถูกปรับเสริมเข้ามาสอดรับการทำงานภายใต้คีย์แมนยี่ห้อ สมคิด เริ่มจาก "นายอุตตม สาวนายน" ซึ่งลาออกไปก่อนหน้านี้ เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงชื่อกระทรวงไอซีที มาเป็นชื่อกระทรวงดิจิทัลฯ ก็ถูกคัมแบ็กดึงกลับมานั่งในตำแหน่ง รมว.อุตสาหกรรม ในทีม "ครม.ประยุทธ์ 4" อีกครั้ง ขณะที่ "นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์" อดีต สปช.เก่า อีกทั้งยังเคยเป็นที่ปรึกษา รมช.เกษตรฯ และที่ปรึกษา รมว.อุตสาหกรรม ที่ถือได้ว่ามีความสัมพันธ์ที่ดีกับ นายสมคิด ก็ได้ขยับมานั่ง ในตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ เพื่อผลึกกำลังขับเคลื่อนโครงการนวัตกรรม เอสเอ็มอี และประสานงานกับกระทรวงดิจิทัลฯ เพื่อผลักดันเศรษฐกิจไทยก้าวสู่ยุคใหม่ 4.0 ด้าน "นายสุวิทย์ เมษินทรีย์" ที่เคยเป็น รมช.พาณิชย์ มาก่อน แล้วเปลี่ยนมาเป็น รมต.ประจำสำนักนายกฯ ดูเหมือน นายสมคิด เล็งมอบหมายภารกิจพิเศษ ให้ดูแลภาพรวมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 4.0 รวมถึงกองทุนหมู่บ้าน ที่ถือเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจฐานราก ส่วน "นายพิชิต อัคราทิตย์" ที่ก่อนหน้านี้ ครม.เคยมีมติ ให้นั่งประธานบอร์ดการรถไฟแห่งประเทศไทยไป เมื่อวันที่ 3 ก.ย.ที่ผ่านมา อีกทั้งยังมีประสบการณ์บริษัทหลักทรัพย์มาแล้วหลายแห่ง ก็ยังถูกทาบทามให้มาช่วยงาน ในตำแหน่ง รมช.คมนาคม ใน ครม.ชุดนี้ด้วยเช่นกัน

ถ้าดูจากเหตุผลทั้งหมดแล้ว ในการปรับ ครม.ครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อเกลี่ยคนเก่าให้ลงตัว และปรับคนใหม่เข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้ทีมเศรษฐกิจ เพื่อลุยขับเคลื่อนจุดบอด เร่งแก้ปัญหา ก่อนทิ้งทวนสู่สนามเลือกตั้ง ตามโรดแม็ป ปี 60

คลอดมาตรการทิ้งทวนโค้งสุดท้าย

ส่วนความเคลื่อนไหวมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงโค้งสุดท้าย ก่อนทิ้งทวนตามโรดแม็ปนั้น รัฐได้คลอดมาตรการออกมาเป็นชุดอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากการเร่งรัดอภิมหาโปรเจกต์ ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบ ถนน ราง น้ำ อากาศ มีการเร่งรัดการก่อสร้างรถไฟทั้งทางคู่ รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง การก่อสร้างถนน ทั้งทางด่วน ทางพิเศษระหว่างเมือง สร้างท่าเรือน้ำลึก ก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเฟสสอง เป็นต้น

นอกจากนี้รัฐบาลเพิ่งจะอนุมัติแผนกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาในช่วงปลายปีไปหมาดๆ ในรูปแบบ "เงินช่วยเหลือคนจน" ที่ขึ้นทะเบียนเอาไว้จำนวน 4-5 ล้านคน จ่ายคนละตั้งแต่ 1,500-3,000 บาท รวมไปถึงการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศ ซึ่งเริ่มดีเดย์กันต้น ปี 2560 นี้ อีกทั้งยังมีมาตรการการลดภาษีการท่องเที่ยว รวมไปถึงการกระตุ้นการท่องเที่ยวตั้งแต่ปลายปี ต่อเนื่องยาวไปยาวไปจนถึงปีหน้าเลยทีเดียว อีกทั้งมาตรการช่วยให้เศรษฐกิจเติบโต ตามคาด 3.2-3.3 % เช่น "ช็อปช่วยชาติ" ก็ถูกงัดปัดฝุ่นกลับขึ้นมาใช้ด้วยเช่นกัน
       
แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ล้วนเป็นมาตรการที่ออกมาเป็นแพ็กเกจ สำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจในห้วงเวลาที่เหลือของ "รัฐบาลท็อปบูต" ซึ่งต้องเน้นหนักในเรื่องการลงทุนกับโครงการขนาดใหญ่ ที่ต้องเร่งรัดให้มีการเบิกจ่ายงบประมาณให้ได้โดยเร็ว เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจรุดหน้าไปได้ เกิดการขยายตัวตามเป้าหมายที่วางแผนเอาไว้ หลังจากในช่วงสองปีที่บริหารงานมา การเติบโตทางเศรษฐกิจยังไม่ค่อยกระเตื้องเท่าที่ควร แม้ว่าปีนี้คาดการณ์ไว้ว่าจะโตประมาณร้อยละ 3 แต่มันก็ยังไม่พอที่จะทำให้ประเทศกระโดดไปข้างหน้าได้ตามต้องการ เพราะปัจจัยลบทางด้านการส่งออก ทำให้ส่งผลกระทบต่อเนื่องมาถึงราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ จนกลายเป็นตัวฉุดรั้งพาเศรษฐกิจประเทศดิ่งเหว ซึ่งมาตรการต่างๆ ที่ผุดออกมานี้ คือ เดิมพันโค้งสุดท้ายช่วงขวบปีเศษต่อจากนี้ไป ในการเร่งสร้างผลงานให้เป็นที่น่าจดจำ ถ้าหากยังต้องการก้าวข้ามไปสู่โรดแม็ปที่วางเอาไว้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากจะต้องทำให้ประจักษ์ และสามารถสัมผัสได้ โดยไม่ใช่เพียงแค่ลมปากของผู้มีอำนาจ เพื่อปากท้องของประชาชน

ดังนั้นทีมเศรษฐกิจชุดนี้ จะต้องพลิกสถานการณ์แก้จุดอ่อน ให้เข้าตาประชาชนช่วงเวลาที่เหลืออยู่ให้ได้ เพราะถ้าไม่ดีขึ้นเหมือนดั่งเช่นที่ผ่านมาแล้ว แรงกดดันจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในตัวรัฐบาลเอง จนส่งผลอาจทำให้คะแนนความนิยมในตัว "บิ๊กตู่" ลดลง จนทำให้แนวทางการทำงานของรัฐบาลทั้งก่อน-หลังที่ผ่านมาทั้งหมด อาจต้องสะดุดลงและสูญเปล่า ซึ่งนั้นจะหมายถึงเดิมพัน อนาคตของ "รัฐบาล-คสช." ในวันข้างหน้าเลยที่เดียว !!! 

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้