ไลฟ์สไตล์
100 year

บทสรุปโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้

หมัดเหล็ก
27 ธ.ค. 2559 05:01 น.
SHARE

กรณีศึกษากำลังการผลิตส่วนที่มากกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศไทยเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศ OECD ประเทศจีน และมาเลเซีย ที่คำนวณจากกำลังการผลิตทั้งหมดแล้ว เช่น นิวเคลียร์ ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติและพลังงานทดแทน ประเภทต่างๆ เปรียบเทียบกับความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในปี 2014 และกรณีของประเทศไทยเมื่อเทียบกับความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดจากกำลังการผลิตและที่ต้องซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ เช่น โรงไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว พบว่ากำลังการผลิตมีมากกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ร้อยละ 39 ยังต่ำกว่าประเทศในกลุ่ม OECD ไม่ว่าจะเป็น ออสเตรีย เดนมาร์ก หรือเยอรมนี ซึ่งมีกำลังการผลิตมากกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าร้อยละ 111 ขึ้นไป ซึ่งจะมีผลกับความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าและราคาค่าไฟในอนาคตด้วย

ประเทศไทยประสบกับภาวะเศรษฐกิจขาลง หลายครั้งที่ รัฐบาลจำเป็นจะต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การชะลอการสร้างโรงไฟฟ้ามีข้อควรระวังคือเมื่อเศรษฐกิจหดตัวในขณะที่รัฐบาลต้องการกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวความต้องการใช้ไฟย่อมเพิ่มขึ้น ปัญหาก็คือ การผลิตไฟฟ้าไม่พอกับความต้องการ ทำให้เกิดการขาดแคลนไฟฟ้าที่ประเทศไทยเคยประสบปัญหานี้มาแล้ว

ข่าวแนะนำ

ทั้งนี้ กำลังการผลิตจาก โรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศไทย ปัจจุบันมีอยู่ร้อยละ 11.39 โรงไฟฟ้าถ่านหินหงสา ใน สปป.ลาวมีร้อยละ 3.58 ในขณะที่สัดส่วนการผลิตโรงไฟฟ้าถ่านหิน ในมาเลเซีย จะมีแผนพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากปี 2017–2019 จะเพิ่มกำลังการผลิตถึง 3,600 เมกะวัตต์ หรือแผนพัฒนาก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใน ญี่ปุ่น จากปี 2020 ถึงปี 2025 จะขยายกำลังการผลิตถึง 18,340 เมกะวัตต์ เพื่อให้พอกับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ

คำถามที่ว่า ภาคใต้ทำไมต้องมีโรงไฟฟ้ากระบี่และโรงไฟฟ้าเทพา คำตอบก็คือ ถ้าเราต้องการความมั่นคงในการใช้ไฟฟ้าในภาคใต้ ควรจะมีการผลิตไฟฟ้ารวมไม่ต่ำกว่า 3,888 เมกะวัตต์ ซึ่งในปัจจุบันต้องใช้ไฟฟ้าจากภาคกลางไปสนับสนุนอยู่ประมาณ 500–650 เมกะวัตต์ เพราะภาคใต้มีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพียง 3,089.5 เมกะวัตต์เท่านั้น ในจำนวนนี้เป็นพลังงานทดแทนเสีย 324.50 เมกะวัตต์ ทำให้เหลือกำลังการผลิตที่เป็นหลักได้แค่ 2,747 เมกะวัตต์เท่านั้น ในขณะที่ความต้องการในการใช้ไฟฟ้าในภาคใต้อยู่ที่ 3,238 เมกะวัตต์

แสดงว่าการผลิตไฟฟ้าในภาคใต้อยู่ในภาวะความเสี่ยงสูง

ภาคใต้มีอัตราความต้องการในการใช้ไฟฟ้าร้อยละ 5 ต่อปีหรือคิดเป็น 150 เมกะวัตต์ต่อปี ในอีก 6 ปีข้างหน้าความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคใต้จะเพิ่มขึ้นอีก 900 เมกะวัตต์อย่างต่ำ ก็แปลว่าถ้ายังไม่มีการสร้างโรงไฟฟ้าที่กระบี่และที่เทพาตามแผนความมั่นคง ภาคใต้จะขาดแคลนไฟฟ้าประมาณ 1,391 เมกะวัตต์ หรือถ้าแย่ไปกว่านั้นถ้าโรงไฟฟ้าจะนะเกิดขัดข้องขึ้นมากำลังการผลิตก็จะหายไปอีก 710 เมกะวัตต์ หรือสายส่งจากภาคกลางที่ยาวถึง 600 กิโลเมตรประสบปัญหากำลังการผลิตไฟฟ้าก็จะหายไปอีก 500-650 เมกะวัตต์ ข้ออ้างคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแบบข้างๆคูๆ

ระวังจะนำความหายนะมาสู่ประเทศไทย.

หมัดเหล็ก
mudlek@hotmail.com

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คาบลูกคาบดอกหมัดเหล็กโรงไฟฟ้าถ่านหินกลุ่มประเทศ OECDการผลิตไฟฟ้า

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพฤหัสที่ 6 พฤษภาคม 2564 เวลา 19:48 น.