วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เปิดปูมเส้นทางลูกหนังของ 'ทีมชาติไทย' ในปี 2016

เปิดปูมเส้นทางลูกหนังของ 'ทีมชาติไทย' ในปี 2016

  • Share:

ปี 2016 ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่ “พลพรรคแข้งช้างศึก” ทีมชาติไทย ภายใต้การนำทีมของ "โค้ชซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง บรรจงส่งมอบความสุขถึงบ้านให้กับแฟนบอลช้างศึกทุกย่อมหญ้าทั่วทั้งประเทศได้เชยชมกันถึง 2 รายการใหญ่...

โทรฟีใบแรกคือแชมป์ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน คิงส์คัพ 2016 ครั้งที่ 44 ที่ทีมชาติไทย ต้องร้องเพลงรอคอยมานานถึง 9 ปีเต็ม หลังจากเคยได้ครอบครองถ้วยใบนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2550 เลยทีเดียว และอีกหนึ่งถ้วยสำคัญสดๆ ร้อนๆ อย่างแชมป์ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2016 โดยเป็นการป้องกันแชมป์ได้สำเร็จ ภายหลังจากที่เคยได้มาในครั้งก่อนหน้านี้เมื่อปี 2014 ทั้งยังเป็นแชมป์สมัยที่ 5 ในประวัติศาสตร์อีกด้วย แต่ในขณะที่ในศึก ฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 12 ทีมสุดท้าย ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องยากพอสมควรที่จะผ่านเข้าสู่รอบต่อไปได้

ตัดภาพย้อนกลับไปที่ ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน "คิงส์คัพ 2016" มี 4 ชาติชั้นนำเข้าร่วมชิงชัยในครั้งนี้ ประกอบไปด้วย ทีมชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ทีมชาติจอร์แดน, ทีมชาติซีเรีย และ "ทีมชาติไทย" โดยการจับสลากประกบคู่นั้น ทีมชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ vs ทีมชาติจอร์แดน ส่วน ทีมชาติไทย vs ทีมชาติซีเรีย โดยคู่แรก ทีมชาติจอร์แดน เป็นฝ่ายเอาชนะ ทีมชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 3-1 ส่วน ทีมชาติไทย ต้องลุ้นหืดขึ้นคอกว่าจะบดเอาชนะ ทีมชาติจอร์แดน ไปได้จากการยิงจุดโทษ 7-6 หลังเสมอกันในเวลาปกติ 2-2 (รายการนี้ไม่มีการต่อเวลาพิเศษออกไปอีก 30 นาที จะทำการตัดสินหาผู้ชนะด้วยการยิงลูกจุดโทษทันที)

"ทีมชาติไทย" คว้าแชมป์ "คิงส์คัพ 2016" ไปครองได้อย่างยิ่งใหญ่

โดยทีมที่ทะลุเข้าไปชิงดำเป็นการเจอกันระหว่าง ทีมชาติไทย ลงสนามพบกับ ทีมชาติจอร์แดน ผลปรากฏว่า "เจ้าก้อง" เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ ปีกซ้ายเคราดกจัดการเหมาคนเดียวสองตุง ในนาทีที่ 52 และ 80 ช่วยให้พลพรรคช้างศึก ถลุง ทีมชาติจอร์แดน ไปอย่างง่ายดาย 2-0 คว้าแชมป์ไปครองอย่างยิ่งใหญ่ ขณะที่ คู่ชิงชนะเลิศอันดับที่ 3 เป็นการปะทะกันระหว่าง ทีมชาติซีเรีย กับ ทีมชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเป็นทางฝั่งของทีมชาติซีเรีย เฉือนเอาชนะไปได้ 1-0 คว้าอันดับที่ 3 ได้สำเร็จ

เขยิบมาที่ แชมป์รายการที่สองอย่าง "เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2016" ซึ่งแน่นอนว่าแข่งขันคราวนี้ พลพรรคช้างศึก ต้องเจอกับความยากขึ้นเป็นทวีคูณ ภายหลังจากที่พกดีกรีแชมป์เก่าครั้งก่อนติดตัวมาด้วย ส่งผลให้ทุกทีมต่างมุ่งมั่นเกินพิกัดที่จะเอาชนะ ลูกทีมของ "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ ​เสนาเมือง ให้จงได้

ในรายการนี้มี 8 ทีมชั้นนำของอาเซียนเข้าร่วมการแข่งขัน ประกอบไปด้วย ฟิลิปปินส์ (เจ้าภาพร่วม), "ทีมชาติไทย" (แชมป์เก่า), สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, เมียนมา, มาเลเซีย, เวียดนาม และกัมพูชา (เจ้าภาพร่วม)

"เจ้าปีโป้" สิโรจน์ ฉัตรทอง แจ้งเกิดได้อย่างงดงาม

เส้นทางในรอบแรกของ ทีมชาติไทย ถูกจับยัดมาอยู่ในกลุ่มเอ โดยมีเพื่อนร่วมกลุ่มอย่าง ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และ อินโดนีเซีย ขณะที่กลุ่มบี ประกอบไปด้วย เมียนมา, มาเลเซีย, เวียดนาม และกัมพูชา

ทีมชาติไทย ประเดิมสนามในฐานะแชมป์เก่า ด้วยการเอาชนะ ทีมชาติอินโดนีเซีย ไปอย่างหืดจับ 4-2 ถัดมาในนัดที่ 2 เฉือนทีมชาติสิงคโปร์ 1-0 เช่นเดียวกับนัดสุดท้ายในรอบนี้ ที่เฉือนหวิว ฟิลิปปินส์ 1-0 ทะลุเข้าสู่รอบรองชนะเลิศด้วยการเป็นแชมป์ของกลุ่ม

เมียนมา คือคู่ต่อกรในรอบตัดเชือกของ "พลพรรคช้างศึก" โดย "ทีมชาติไทย" จะออกไปเยือนก่อนในนัดแรก จากนั้นจะกลับมาเล่นนัดที่สองในบ้านของตัวเอง เลกแรก ผลปรากฏว่า ทีมชาติไทย ออกไปถลุง ทีมชาติเมียนมา ได้ถึงถิ่น 2-0 จากนั้นในนัดที่สอง ก็กลับมาไล่ถล่มผู้มาเยือนแบบจัดหนักจัดเต็มถึง 4-0 รวมผลสองนัด ทะยานเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศด้วยสกอร์รวม 6-0

การแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ "ทีมชาติไทย" โคจรมาพบกับ ทีมชาติอินโดนีเซียอีกครั้ง หลังเคยเจอกันมาแล้วในรอบแรก โดยเกมชิงดำ ทีมชาติไทย เป็นฝ่ายออกไปเยือน ก่อนจะกลับออกมาจากแดนอิเหนาด้วยความพ่ายแพ้ 1-2 แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหากมองในแง่ดี ทีมชาติไทย สามารถเก็บผลอะเวย์โกลล์ออกมาได้ ทำให้ในนัดที่สอง ขอเพียงแค่ลูกเดียว (ชนะ 1-0) จะเพียงพอต่อการป้องกันแชมป์

บรรดานักเตะ และ ทีมงาน เดินถือถ้วย "เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2016" ขอบคุณแฟนบอลรอบสนาม

 เกมในนัดที่สอง "พลพรรคช้างศึก" หมายมั่นปั่นมือที่จะถอนแค้นผู้มาเยือน และก็เป็น "เจ้าปีโป้" สิโรจน์ ฉัตรทอง หัวหอกร่างบึก จัดการเบิ้ลคนเดียวสองประตู ในนาทีที่ 37 และ 47 ส่งทีมชาติไทย คว้าแชมป์ไปครองได้อย่างยิ่งใหญ่

อีกหนึ่งทัวร์นาเมนต์ที่ได้ชื่อว่าเป็นรายการระดับโลก นั่นก็คือ ฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย โดย พลพรรคช้างศึก อยู่ในกลุ่มบี ซึ่งมีเพื่อนร่วมกลุ่มอย่าง ออสเตรเลีย, ญี่ปุ่น, ซาอุดีอาระเบีย, ยูเออี และ อิรัก ส่วนในกลุ่มเอนั้นประกอบไปด้วย อิหร่าน, เกาหลีใต้, อุซเบกิสถาน, ซีเรีย, กาตาร์ และจีน

"ทีมชาติไทย" เปิดฉากนัดแรกด้วยการออกไปเยือน ซาอุดีอาระเบีย ก่อนแพ้ไปอย่างน่าเสียดาย 0-1 หลังมาเสียจุดโทษอย่างน่ากังขาในช่วงไม่ถึง 10 นาทีสุดท้ายของเกมการแข่งขันในครึ่งเวลาหลัง ถัดมานัดที่ "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ ​เสนาเมือง เฮดโค้ชคนเก่ง พาทีมกลับมาเล่นในสนามราชมังคลากีฬาสถานต่อหน้าแฟนบอลเรือนครึ่งแสน ต้อนรับการมาเยือนของ ทีมชาติญี่ปุ่น และแม้จะสู้อย่างถึงที่สุดแล้วแต่ไม่อาจต้านทาน ขุนพลซามูไรบลูได้ แพ้ไป 0-2

"ขุนพลทีมชาติไทย" เล่นเกินร้อยทุกนัดที่ลงทำการแข่งขัน

จากนั้นในนัดที่ 3 "ทีมชาติไทย" ออกไปพ่ายให้กับ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 3-1 และอีก 5 วันให้หลัง พลพรรคช้างศึก ก็ต้องพบกับความปราชัยเป็นเกมที่สี่ติดต่อกันเมื่อออกไปแพ้ อิรัก 4-0 ท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุ มิหนำซ้ำ "เจ้าตุ้ย" กรวิทย์ นามวิเศษ ถูกผู้ตัดสินชาวจีนชักใบแดงอย่างมั่นใจทั้งๆ ที่ไม่ได้ถูกเนื้อต้องตัวนักเตะคู่แข่งแต่อย่างใดจนสร้างความงุนงงให้กับคนทั้งโลก

การพ่ายแพ้ในนัดนี้ทำให้ "ทีมชาติไทย" รั้งอยู่อันดับสุดท้ายของกลุ่ม หลังแพ้ 4 เกมรวด ส่งผลให้ยังไร้แต้มติดมือ พร้อมกับยิงได้เพียง 1 ประตู และเสียไปถึง 10 ลูก ซึ่งนั่นทำให้เกิดกระแสและการแสดงความคิดเห็นในแง่ลบต่างๆ มากมายผ่านทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งย่อมส่งผลต่อความรู้สึกของทีมงานและนักเตะทีมชาติไทยไม่มากก็น้อย

แน่นอนว่า คนที่ตกอยู่ภายใต้ความกดดันมากที่สุด ย่อมหนีไม่พ้น "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ ​เสนาเมือง หัวหน้าผู้ฝึกสอน ซึ่งต้องแบกรับความคาดหวังมากมายจากคนไทยทั้งประเทศ ต้องครุ่นคิดหนักถึงการเตรียมทีมในนัดที่ 5 เกมเปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของ ออสเตรเลีย หนึ่งในทีมเต็งของกลุ่มนี้ ผลปรากฏว่า พลพรรคช้างศึก สามารถต่อกรกับผู้มาเยือนได้อย่างไม่เป็นรอง และมีบางจังหวะที่ทำได้ดีด้วยซ้ำไป ก่อนจบลงด้วยการเสมอ 2-2

"เมสซี่เจ" ชนาธิป สรงกระสินธ์ โชว์ฟอร์มแจ่มในปีนี้

ผลจากการแบ่งแต้มในนัดดังกล่าว ทำให้ "ทีมชาติไทย" สามารถเก็บคะแนนแรกได้สำเร็จ เกมนี้มีสิ่งที่เปลี่ยนไปหลายๆ อย่าง อาทิ ระบบการเล่น ที่เปลี่ยนจาก 4-2-3-1 หรือ 4-3-3 มาเป็น 3-4-1-2 ซึ่งจะเห็นได้ว่าเกมรับของทีมชาติไทย ดูแข็งแกร่งขึ้นมาทันที มี ธีราทร บุญมาทัน (กัปตันทีม) และ สมชาย ทริสตอง โด รับบทวิงแบ็กซ้าย-ขวา ทำให้เวลาทีมเป็นฝ่ายตั้งรับ สองคนนี้จะลงมาช่วยซ้อนรวมทั้งชะลอเกมริมเส้นของนักเตะออสซี่จนแทบไม่มีโอกาสโยนเข้าไปลุ้นมากนัก ขณะที่เกมรุก สองดาวเตะ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ก็เติมเกมบุกขึ้นเพิ่มทางเลือกให้กับทีมได้อย่างไม่เคอะเขินบนพื้นฐานของความแน่นอนและรัดกุม

สิ่งต่อมาที่เห็นได้เลย คือความมุ่งมั่นของนักเตะที่เล่นกันแบบถวายหัว นักเตะทุกคนเล่นได้อย่างเต็มที่ทุกจังหวะ ทีมเวิร์กลงตัวมาก เกมไหลลื่นโดยมี "เมสซี่เจ" ชนาธิป สรงกระสินธ์​ ว่าที่นักเตะไทยในเจลีก ขับเคลื่อนเกมได้อย่างไหลลื่นกลมกล่อม พลิ้วดีเหลือเกิน จนนักเตะผู้มาเยือนต้องตัดสินใจตัดฟาวล์เพื่อหยุดดาวเตะแฟนสวยรายนี้ แต่น่าเสียดายที่ "ทีมชาติไทย" ไม่สามารถคว้าสามคะแนนมาครองได้ หลังมาโดนจุดโทษแบบน่ากังขาในช่วงกลางครึ่งหลัง

แฟนบอลทีมชาติไทย เข้ามาชมสนามจนเต็มความจุทุกนัด

การคว้าแต้มแรกในนัดดังกล่าวอาจยังไม่ได้ช่วยให้โอกาสเข้าไปเล่นฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้ายที่ประเทศรัสเซียมีเพิ่มขึ้นมามากนัก แต่หากมองในแง่ของจิตวิทยา สิ่งนี้เป็นแรงกระตุ้นชั้นดีที่จะทำให้ "พลพรรคช้างศึก" กลับมาทำผลงานได้ดีในอีก 5 นัดที่เหลือ แม้ท้ายที่สุดแล้วจะเข้ารอบหรือไม่ก็ตาม

ตลอดปี 2016 อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นนั่นแหละว่า "พลพรรคช้างศึก" สามารถคว้าแชมป์มาครองได้ 2 รายการใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าความสำเร็จ 2 รายการนี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น แต่สิ่งที่ยากนับจากนี้นั่นคือการต่อยอดและยกระดับมาตรฐานการเล่นให้สูงขึ้นไป เพื่อเป้าหมายที่ไกลขึ้นกว่าเดิมในปีต่อๆ ไป

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้