วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ลุ้นมาตรการปลุกกำลังซื้อคนไทย คลังชง ครม.กระตุ้นเศรษฐกิจ เข็น "ช็อปช่วยชาติ" รับปีใหม่

ลุ้นมาตรการปลุกกำลังซื้อคนไทย คลังชง ครม.กระตุ้นเศรษฐกิจ เข็น "ช็อปช่วยชาติ" รับปีใหม่

  • Share:

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 7 ธ.ค.นี้ กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการช็อปช่วยชาติให้ ครม.พิจารณา โดยมาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ทั้งหมด 17 วัน โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 15-31 ธ.ค.59 โดยผู้ที่มีเงินได้สามารถนำใบเสร็จมาหักค่าลดหย่อนได้ 15,000 บาท ในปีภาษี 2559 ที่ต้องยื่นภาษีระหว่างเดือน ม.ค.จนถึง มี.ค.2560 ทั้งนี้มาตรการช็อปช่วยชาติที่กระทรวงการคลังเสนอให้ ครม.พิจารณาเป็นมาตรการเดิมที่นำกลับมาใช้ใหม่ โดยเมื่อปีที่แล้ว มาตรการช็อปช่วยชาติมีกำหนดระยะเวลาดำเนินการ 7 วัน ทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ 5,000 ล้านบาท แต่มีข้อดีคือ รัฐบาลสามารถกระตุ้นกำลังซื้อและการบริโภคช่วงปลายปีได้ โดยพิจารณาจากยอดภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จัดเก็บได้เพิ่มขึ้น 6,000-7,000 ล้านบาท รัฐบาลก็ไม่ได้สูญเสียรายได้

“มาตรการช็อปช่วยชาติจะเป็นมาตรการสุดท้ายของปีนี้ เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ซึ่งจะช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้มีอัตราการเติบโตไม่น้อยกว่า 3.3% ได้อย่างแน่นอน ส่วนในปีนี้นั้นกระทรวงการคลังได้เตรียมงบกลางปี 100,000 ล้านบาท ให้แก่ 18 กลุ่มจังหวัด เอาไว้ใช้จ่ายตามยุทธศาสตร์ของประเทศเรียบร้อยแล้ว และคาดว่าโครงการมีความพร้อมภายในเดือน ธ.ค.นี้ กระทรวงการคลังก็จะออกพันธบัตรได้ทันทีไม่เกินเดือน ก.พ.2560”

นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า ขณะนี้ สบน.อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมที่จะออกพันธบัตรในวงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อนำไปเป็นงบประมาณกลางปี 2560 ของรัฐบาล โดย สบน.มีความสามารถที่จะออกพันธบัตรได้ทันที หากสำนักงบประมาณตกลงโครงการลงทุนต่างๆร่วมกับ 18 กลุ่มจังหวัดและกระทรวงมหาดไทยเสร็จเรียบร้อย โดยในหลักการ สบน.คงไม่ออกพันธบัตรครั้งเดียว 100,000 ล้านบาท แต่จะออกพันธบัตรตามความต้องการใช้เงินเป็นหลักเช่น ครั้งละ 5,000-10,000 ล้านบาท เพื่อลดภาระต้นทุนดอกเบี้ยและยังเป็นการประหยัดเงินงบประมาณอีกด้วย

“สภาพคล่องของธนาคารไม่มีปัญหาเพราะมีเงินอยู่ในระบบมาก ขณะที่อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลก็ยังพอรับได้ แม้ว่ากลางเดือน ธ.ค.นี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแน่นอน และส่งผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ยของไทยบ้างแต่ก็ไม่รุนแรง”.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้