วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
Star Topic : ดับอารมณ์ร้อนยังไง...เมื่อเจอเรื่องชวนหงุดหงิด

Star Topic : ดับอารมณ์ร้อนยังไง...เมื่อเจอเรื่องชวนหงุดหงิด

  • Share:

สวัสดีวันอังคารแรกของเดือน ธ.ค. เดือนสุดท้ายของปี 2559 แน่นอนว่าตลอดทั้งปีที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ ทุกคนย่อมเจอทั้งเรื่องดีและไม่ดีเหมือนดังเช่นทุกปี ถ้าหากลองหยุดคิดและใช้เวลาทบทวนสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาก็จะค้นพบว่าทุกอย่างถือเป็นประสบการณ์สอนใจเราเสมอ แต่ถ้าตลอดปีที่ผ่านมาเจอแต่เรื่องไม่ดีและพาลหงุดหงิดอารมณ์เสียจนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตเหมือนเช่นทุกปีแล้วล่ะก็ คงถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องหาวิธีดับอารมณ์ร้อนซะแล้วนะจ๊ะ!! เพื่อที่อะไรต่างๆ ในชีวิตของเราจะได้ดีขึ้นและสงบราบเรียบขึ้น แล้วเหล่าคนบันเทิงจะมีวิธีดับอารมณ์ร้อนๆ ให้เย็นลงได้อย่างไร  “Star Topic” อังคารนี้ ตามไปถามวิธีดีๆ จากคนดังบันเทิงมาฝากกัน

พีช พชร จิราธิวัฒน์ : การใช้อารมณ์ไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง เพราะอารมณ์ทำให้สมองเราหยุดทำงาน ไม่ได้คิด มันไม่มีประโยชน์ ถ้าไม่พร้อมจะพูดกับใครก็ไม่ต้องพูด
“เวลาผมเจอเรื่องที่ไม่โอเค ผมโชคดีที่ผมเป็นนักแสดงแล้วผมผ่านการเรียนรู้วิธีการควบคุมตัวเองว่าเราจะคุมตัวเองยังไงได้ จริงๆ หลักการมันก็เหมือนพุทธศาสนาแหละครับ เราต้องรู้ว่าเรารู้สึกอะไรอยู่ สมมติเราคิดว่าเฮ้ย นี่เรากำลังจะโกรธเหรอ ถ้าเราคิดอย่างนี้ได้จะหายโกรธเองโดยอัตโนมัติ อารมณ์เราจะหายไปเองโดยธรรมชาติของมันครับ ถามว่าเป็นคนอารมณ์ร้อนไหม แต่ก่อนใช่ แต่เดี๋ยวนี้ใจเย็นขึ้นเยอะ ถามว่าเคยเจอเหตุการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกไม่โอเคไหม คือเราสามารถหงุดหงิดได้ทุกเรื่องตั้งแต่เด็ก  หงุดหงิดกับอะไรก็ได้ที่มันง่ายๆ

ส่วนเรื่องใหญ่ที่ทำให้กว่าจะหายโกรธใช้เวลาหลายวันก็มีครับ ตอนนั้นผมก็อยู่เงียบๆ  ของผมแหละ ผมนั่งคิดโน่นคิดนี่ไปเรื่อยๆ ทุกอย่างมันเป็นเรื่องชั่วคราว  (Temporary) มากๆ แต่บางทีเราไปใส่เรื่องราวให้กับมัน แต่มันอาจจะไม่มีเรื่องราวจริงๆ ก็ได้ สมมติเราโทรหาแฟนแต่แฟนไม่รับโทรศัพท์ เราอาจจะคิดว่าเขาไปอยู่กับคนอื่น แต่สุดท้ายอาจไม่มีอะไรก็ได้ เราก็พยายามคิดว่าเรื่องทั้งหมดอาจจะเป็นสตอรี่ที่สร้างขึ้นมา ชีวิตเราก็ดีขึ้น ก็คิดในแง่บวกครับ ถามว่าเคยมีทะเลาะเป็นเรื่องเป็นราวไหมก็มีอยู่แล้วแหละครับ แต่ก็เคลียร์กันได้ ก็อยากบอกทุกคนว่าให้ใจเย็นๆ แหละครับ มันต้องมีสติแหละ ทุกอย่างจะแก้ปัญหาได้ด้วยสติ ไม่ใช่การใช้อารมณ์เป็นทางออก มันไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง เพราะอารมณ์ทำให้สมองเราหยุดทำงาน พอมีอารมณ์เราใช้หัวใจทำงาน ไม่ใช้สมอง ไม่ได้คิด มันไม่มีประโยชน์ ถ้าไม่พร้อมจะพูดกับใครก็ไม่ต้องพูดครับ”

เกรซ กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า : อยากให้ยกในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นตัวอย่างในเรื่องอารมณ์ ความอดทน ท่านไม่เคยนินทาใคร ไม่เคยให้ร้ายใคร ต่อให้เจอเรื่องอะไรที่รุนแรงสักเพียงไหนก็จะอดทนให้กับเรื่องนั้น
“แล้วแต่เรื่องว่าเราเจอเรื่องเล็กหรือใหญ่ แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ต้องรู้จักปรับอารมณ์ตัวเองให้ได้ เรารู้ว่าเราโมโหสุดๆ แต่บางทีสิ่งนั้นมันจะทำให้การกระทำหลายๆ อย่างทำไปโดยเราไม่ได้ระงับหรือมีสติก่อน มันจะมีผลเสียมาก จากที่เราผิด 50 มันอาจจะผิด 100 เปอร์เซ็นต์เลยก็ได้ เกรซว่าด้วยเหตุการณ์ปัจจุบันหลายๆ อย่างตอนนี้มันเกี่ยวกับเรื่องอารมณ์ทั้งนั้น ถามว่ารับมือยังไง มันไม่มีวิธีตายตัว เกรซจะฮึบไว้แล้วเราไประบายกับคนที่เราระบายได้อย่างคนใกล้ตัว เพื่อนหรือคนใกล้ตัวจะรับไปแทน ขึ้นอยู่กับว่าเป็นปัญหาประเภทไหน จะมีคนคอยพูดคอยให้กำลังใจกันดีกว่า

ถามว่าเคยโกรธจนเป็นเรื่องราวใหญ่โตไหมไม่มีค่ะ ไม่เคยเจอขนาดนั้น อาจจะมีหลุดๆ บ้างเพราะไม่ได้เป็นคนที่เป๊ะหรือมีภาพลักษณ์อะไรมากมาย เป็นคนเล่นๆ สบายๆ มากกว่าค่ะ เลยไม่ค่อยมีเรื่องมีราวเท่าไร เกรซว่าเรื่องอารมณ์เป็นสิ่งที่สำคัญมากนะคะ อยากให้ยกในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นตัวอย่างในเรื่องอารมณ์ ความอดทน เพราะเราจะได้ยินจากคนใกล้ตัวพระองค์ท่านพูดเสมอว่า ท่านไม่เคยนินทาใคร ไม่เคยให้ร้ายใคร ต่อให้เจอเรื่องอะไรที่รุนแรงสักเพียงไหนก็จะอดทนให้กับเรื่องนั้นค่ะ มันไม่มีประโยชน์ที่จะใจร้อน ปัญหาบานปลายก็มีแต่แย่ลงเรื่อยๆ ทำให้คนรอบข้างมีบรรยากาศที่ไม่ดี รู้สึกไม่ดีกับเราไปด้วย ท่านสอนทุกๆ เรื่อง ทั้งความเพียรพยายามกับทุกเรื่องในชีวิต ไม่ใช่แค่เรื่องอารมณ์อย่างเดียว ดำเนินรอยตามคำสอนของท่านค่ะ”

ไอซ์ อภิษฎา เครือคงคา : ตั้งสติเวลาที่มีปัญหา ลองคิดว่าสิ่งที่เราพูดออกไปเป็นผลเสียกับคู่สนทนาแค่ไหน คนที่รับฟังจะรู้สึกยังไง แก้ปัญหาได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็ไม่จำเป็นต้องทำ เพราะมันมีแต่เสียกับเสีย
“สูดหายใจเข้าลึกๆ ลองให้ตัวเองเก็บอารมณ์นั้นไว้ทุกครั้ง สมมติถ้าเราอยากจะตอบกลับคนที่กระทำกับเรา ลองหายใจลึกๆ แล้วนับ 1 ถึง 30 สิ่งที่เราจะพูดออกไปมันจะไม่เหมือนเดิม บางอย่างจะทำให้เรารู้มากขึ้นว่าพูดไปก็เท่านั้น พูดไปแล้วทำให้เรื่องยิ่งแย่ขึ้น เพราะฉะนั้นเนี่ยบางทีเราจะไม่พูด แต่ถ้าเราพูดเลย สิ่งแรกที่เราคิดบางทีเรายังไม่ได้ยับยั้ง ยังไม่ได้กรอง ยังไม่รู้ว่าพูดไปแล้วจะเกิดประโยชน์อะไรบ้าง แต่ถ้าคุณยังยืนยันว่าจะพูดแบบเดิม อย่างน้อยมันก็ได้ผ่านความคิดช่วงเวลา 30 วินาทีนั้นมาแล้ว  มันก็ทำให้ทุกอย่างมันเบาลงได้

ปกติไอซ์ก็ใจร้อนนะ แต่เป็นคนขึ้นเร็วลงเร็ว แต่ไอซ์ใช้วิธีนิ่งแป๊บหนึ่งก่อนแล้วถามตัวเองก่อนว่าอยากพูดแบบนั้นจริงๆ รึเปล่า ถามว่าเคยเจอเหตุการณ์ที่ทำให้อารมณ์เสียมากๆ และทะเลาะไหม ส่วนมากจะเป็นเรื่องทั่วไป ไม่ได้มีเรื่องอะไรพิเศษ เพราะบางทีความผิดพลาดจากการทำงานหรือคนรอบข้างบางทีก็จะนำความหงุดหงิดมาอยู่แล้ว แต่ถ้าเรารู้ว่าพูดไปถ้าเขาไม่ได้ตั้งใจจะทำ และพูดไปแล้วมันจะมีแต่ผลแย่ เราก็ไม่พูดค่ะ ก็ฝากถึงทุกคนที่กำลังอารมณ์ไม่ดีว่าอยากให้นับ 1 ถึง 30 แล้วกัน เพราะบางทีบางคนคิดเร็วทำเร็วมากเกินไป ตั้งสติเวลาที่มีปัญหา ลองคิดว่าสิ่งที่เราพูดออกไปมันจะเป็นผลเสียกับคู่สนทนาแค่ไหน คนที่รับฟังจะรู้สึกยังไง แก้ปัญหาได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็ไม่จำเป็นต้องทำ เพราะมันมีแต่เสียกับเสียค่ะ”

หมอก้อง สรวิชญ์ สุบุญ : ลองหลับตาแล้วมองเข้ามาข้างในเรา แล้วเราจะรู้สึกว่าโลกมันเป็นแบบนี้ คนเรามีทุกแบบ เราเองต่างหากที่เอาภาพที่เห็นเข้ามาใส่หัวแล้วปรุงแต่งเพิ่มและเกิดเป็นอารมณ์โกรธ
“ปกติเป็นคนอารมณ์ร้อนมาก แต่ปกติในเมื่อก่อนกับตอนนี้มันก็ไม่เหมือนกันละ แต่ก่อนร้อนมาก ขึ้นเร็ว หงุดหงิดแล้วเป็นคนปากจัด เป็นคนที่ไม่ได้ด่าหยาบคายนะแต่โคตรเจ็บเลย มันไม่มีประโยชน์ มันคือความร้อน แล้ววันหนึ่งเจอน้ำที่มันเย็นสบายแล้วเรารู้สึกว่าอันนั้นมีความสุขมาก ถามว่ารู้จากใคร ผมรู้มาจากหลวงปู่ไพบูลย์ พอได้เห็นแล้วความเย็นความสบาย ความเมตตา โดยที่ท่านไม่ต้องพูด ท่านทำทุกอย่างออกมาแล้วทำให้เรารู้สึกว่าเราอยากจะเป็นคนดีแบบนี้บ้าง ถามว่าถ้าไม่โกรธทำได้ไหม อยู่ๆ จะไปบังคับให้มันไม่โกรธมันทำไม่ได้ แต่มันเรียนรู้ได้โดยการเรียนรู้และมองให้เห็นความจริงว่าทุกครั้งที่เราโกรธ ตัวเราจะร้อนที่สุด แต่เราไม่เห็น เราจะเห็นแต่สิ่งที่อยู่ในตาเรามองไปข้างนอก เราจะเห็นแต่พฤติกรรมที่ไม่ทำให้รู้สึกน่าพึงพอใจ มองเห็นแต่ความผิดของคนอื่นแล้วทำให้รู้สึกว่ามันแย่ แต่ลองหลับตาแล้วมองเข้ามาข้างในเรา แล้วเราจะรู้สึกว่าโลกมันเป็นแบบนี้ เรายังยืนอยู่บนโลกนี้ มันก็ต้องเจอแบบนี้ โลกเรามีคนเยอะแยะมากมาย คนเรามีทุกแบบ เราเองต่างหากที่เอาภาพที่เห็นเข้ามาใส่หัวแล้วปรุงแต่งเพิ่มและเกิดเป็นอารมณ์โกรธ ถ้าสมมติภาพที่เราเห็นมันหยุดแค่ที่ตา ไม่ให้เข้าถึงใจ และไม่มีการปรุงแต่งอะไรเพิ่ม มันก็เป็นแค่ภาพ หรือให้เสียงด่าเสียงบ่นอะไรก็ตามมันเป็นแค่เสียงและหยุดที่หู ไม่ให้เข้าถึงใจ มันจะไม่มีความทุกข์นะ อันนี้มันคือทฤษฎี แต่ในการปฏิบัติทำได้ ค่อยๆ ฝึกไปครับ

อย่างตอนที่เคยโดนรุมด่ารุมประณามจากสังคมโดยที่หลายอย่างไม่ใช่ความจริงหรือเราสามารถอธิบายได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้ฟัง พอเราคิดว่าทำไมเราต้องโดนแบบนี้ มันจะทำให้เรามีความทุกข์มากเลยนะ แต่ถ้าลองทบทวนดูดีๆ มันคือกรรม เพราะเราเคยด่าชาวบ้านหนักๆ มาแล้วนี่เมื่อสมัยกีฬาสี แล้วเราเป็นหัวโจกในการนำด่าเลย ด่าแรงและด่าเยอะ ทำให้คนเกลียดชังกัน วันนี้เราก็ต้องรับผลกรรม มันหนีกรรมไม่พ้น กฎแห่งกรรมเราเลี่ยงไม่ได้ ทำอะไรไว้ต้องรับครับ สิ่งที่ทำได้คือสร้างเหตุใหม่ สร้างเรื่องที่ดีๆ ใหม่ๆ ต่อไป เพื่อให้ผลดีมันจะกลับมา ก็ฝากถึงคนที่กำลังเจอเรื่องแย่ๆ แล้วโมโหว่ามันไม่มีใครหรอกที่ไม่เคยเจอความทุกข์ แล้วความทุกข์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนมองว่าเรื่องของเรางี่เง่ามากเลยที่จะมาทุกข์กับเรื่องนี้ แต่ในบางทีเช่นกัน เรากลับมองว่าเรื่องที่เพื่อนทุกข์อยู่เป็นเรื่องที่ไร้สาระ อันนี้น่าจะเป็นตัวบอกที่ดีว่าคือกรรมใครกรรมมัน ฉะนั้นให้เชื่อในกฎแห่งกรรมว่าใครทำอะไรก็ได้รับสิ่งนั้น ทบทวนว่าเราเคยทำอะไรให้เกิดสิ่งนี้ขึ้นมาแล้วยอมรับมัน เมื่อมันหมดเรื่องไม่ดีแล้ว ถ้าเราทำแต่ความดี ผมไม่เชื่อว่ามันจะไม่ได้รับความดีกลับมาครับ”

แนนนี่ ภัทรนันท์ ดีรัศมี (แนนนี่ เกิร์ลลี่เบอร์รี่) : การจะมีสติต้องฝึกจับตัวเองให้ทัน  ต้องฝึกรู้อารมณ์ตัวเองว่าเวลานี้เราอารมณ์ไหน เป็นเพราะอะไร เอาเหตุผลเข้ามากั้น  พอถามตัวเองได้แบบนี้จะใจเย็นลงและหยุดคิด
“โดยพื้นฐานเป็นคนใจร้อนมาก แต่ว่าหลายปีที่ผ่านมาก็ได้เข้าคอร์สหลายๆ อย่าง เป็นคอร์สการพัฒนาตัวเอง เลยทำให้เราเกิดความเข้าใจในคนและโลกมากขึ้น ทำให้เห็นตัวเองมากขึ้นเยอะมาก รวมถึงปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง จริงๆ ไม่ได้ทำให้ใจเย็นลงหรอก แต่ว่าทำให้มีสติมากขึ้น สมมติถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นทำให้หงุดหงิดปรี๊ดเลยนะ แต่ข้างในจะจับตัวเองทันและรู้สึกว่าเฮ้ย เดี๋ยวก่อน หยุดก่อนแป๊บหนึ่ง เป็นอะไร สติจะเข้ามาขวางทันตลอด มันก็จะไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรงน่ากลัว แต่ถ้าเป็นสมัยเด็กๆ บ่อยมากค่ะ จนคนรู้สึกว่าเป็นคนสองบุคลิกรึเปล่า เพราะปกติจะเฉยๆ อะไรก็ได้ แต่ถ้ามีเรื่องอะไรที่เราหงุดหงิดคือเหวี่ยงแบบระเบิดเลยค่ะ มันเป็นคนแบบนั้นตั้งแต่เด็ก แต่หลังๆ มันไม่เคยเกิดขึ้นแบบนั้นแล้ว เพราะเราควบคุมได้ทุกอย่าง

ในชีวิตประจำวันก็จะฝึกทุกอย่าง อย่างวันพระในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาจะถือศีลอุโบสถ  ทำให้เราต้องควบคุมสติในทุกลมหายใจ มันเลยทำให้เราพูดช้าลง หรือไม่ทำตัวแบบนั้นแล้ว จะคิดก่อนพูดตลอด เพราะเราเชื่อว่าคำพูดเมื่อมันออกไปแล้ว มันเอาคืนมาไม่ได้ บางทีเราอาจพูดด้วยอารมณ์ด้วยความสะใจ แต่หลังจากนั้นเราแก้ไขไม่ได้ค่ะ ที่ผ่านมาตอนเด็กๆ เคยทะเลาะกับแม่ค่ะ เราค่อนข้างเอาแต่ใจ แล้วคุณแม่มีความคาดหวังเยอะ หลายอย่างไม่ค่อยถูกหูถูกคอเท่าไร ก็จะเกิดเหตุการณ์ขัดแย้งค่อนข้างบ่อย แต่พอโตขึ้นก็ดีขึ้นมาก ไม่ค่อยขัดแย้งเท่าไรแล้วค่ะ ก็ฝากถึงทุกคนว่าดึงสติเข้าไว้ นี่เชื่อเรื่องหนึ่งว่าการจะมีสติต้องฝึกจับตัวเองให้ทัน ต้องฝึกรู้อารมณ์ตัวเองว่าเวลานี้เราอารมณ์ไหน เป็นเพราะอะไร เอาเหตุผลเข้ามากั้น พอมันถามตัวเองได้แบบนี้จะใจเย็นลงและหยุดคิด จะไม่มีเรื่องเกิดขึ้นค่ะ”.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้