วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
แนะวิธีจัดการ..โรคพุ่มแจ้ รุกระบาดมันฯ ตะวันออก

แนะวิธีจัดการ..โรคพุ่มแจ้ รุกระบาดมันฯ ตะวันออก

  • Share:

หัวลาย เปอร์เซ็นต์แป้งลดลง 30%

ดร.จรรยา มณีโชติ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืช กรมวิชาการเกษตร เผยถึงการลงสำรวจพื้นที่ไร่มันสำปะหลังของเกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออก ระยอง จันทบุรี ปราจีนบุรี และสระแก้ว พบโรคพุ่มแจ้ระบาดทำลายผลผลิตในไร่มันสำปะหลังเสียหายกว่า 70% มีเพลี้ยจักจั่นที่อาศัยอยู่ตามต้นวัชพืชสาบม่วง เป็นพาหะนำเชื้อไฟโตพลาสมา มาอาศัยอยู่ในท่ออาหารของต้นมันฯ ทำให้ท่อลำเลียงอาหารของพืชอุดตัน ส่งผลให้ส่วนยอดแคระแกรน มีการแตกตาข้างมาก ยอดเป็นพุ่ม ใบเล็กลงสีเหลือง และมีใบแห้งติดกิ่งหรือร่วงหล่น

กรณีระบาด รุนแรง มันสำปะหลังจะยืนต้นตาย ท่ออาหารใต้เปลือกลำต้นหรือหัวเปลี่ยนเป็นเส้นสีน้ำตาลดำ ซึ่งในช่วงนี้มันฯราคาตกต่ำ เกษตรกรนิยมตัดต้นขายเป็นท่อนพันธุ์แล้วปล่อยตอให้แตกต้นใหม่ ด้วยหวังว่าปีหน้ามันสำปะหลังมีราคาดี ค่อยขุดหัวมันขึ้นมาขายภายหลัง

แปลงมันสำปะหลังเป็นโรคพุ่มแจ้

ผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืช แนะนำให้เกษตรกรสังเกตลักษณะอาการของต้นมันสำปะหลังที่ถูกเชื้อไฟโตพลาสมาเข้าทำลายแล้ว หากพบควรตัดต้นท่อนพันธุ์จากแปลงปลูกที่เป็นโรคออกไปเผาทำลายนอกแปลง ในกรณีที่ต้องการเก็บหัวมันฯ ไว้ข้ามปี ให้เกษตรกรลอกเปลือกที่โคนต้น แล้วสังเกตดูท่ออาหารใต้เปลือกว่าเป็นเส้นสีดำหรือไม่ หากพบแสดงว่าเชื้อเข้าทำลายแล้ว ควรขุดหัวขึ้นมาขาย แล้วปลูกใหม่ด้วยท่อนพันธุ์จากแหล่งปลอดโรค

ดอกสาบม่วงที่เป็นโรคพุ่มแจ้
เพลี้ยจักจั่นพาหนะนำโรคพุ่มแจ้

กรณีไม่พบความผิดปกติ แสดงว่าเชื้อยังไม่ลามลงมาถึงหัวใต้ดิน สามารถตัดต้นทิ้งไปแล้วรอให้แตกต้นใหม่ได้ เพราะหากปล่อยทิ้งไว้หัวมันจะพบเส้นลายดำและเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำลง ผลผลิตจะขายไม่ได้ราคา

ท่ออาหารใต้เปลือกเป็นเส้นสีน้ำตาลดำ

ดร.จรรยา กล่าวอีกว่า เกษตรกรควรสำรวจแปลงปลูกและบริเวณโดยรอบว่า มีต้นสาบม่วงที่มีสีของดอกสาบม่วงเปลี่ยนจากสีม่วงเป็นใบสีเขียวขึ้นอยู่ในแปลงปลูกหรือไม่ หากพบควรถอนกำจัดไปเผาทำลายทิ้งนอกแปลงปลูก เพื่อตัดวงจรโรคพุ่มแจ้มันสำปะหลัง สำหรับเกษตรกรที่สนใจเทคนิคป้องกันกำจัดโรคพุ่มแจ้มันสำปะหลังอย่างถูกวิธี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 08-1805-7489.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้