วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
รัชกาลที่ 9 กับงานเอดส์ ข้อคิดในวันเอดส์โลก

รัชกาลที่ 9 กับงานเอดส์ ข้อคิดในวันเอดส์โลก

  • Share:

ผู้ติดเชื้อเอชไอวี และผู้ป่วยเอดส์ อยู่คู่กับสังคมไทยและสังคมโลกมานานกว่าสามทศวรรษแล้ว หลายประเทศรวมทั้ง ไทยยังคงถือว่าเอดส์เป็นปัญหาใหญ่ จึงร่วมกันหาหนทางลดจำนวนผู้ติดเชื้อ

แต่เอชไอวีก็ไม่ต่างกับเชื้อโรคทุกชนิดที่มีวิวัฒนาการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดของมัน ทำให้ทุกวันนี้ยังคงมีผู้ติดเชื้อเอดส์หน้าใหม่อยู่ในหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งเมืองไทย

สำหรับตัวเลขผู้ติดเชื้อเอชไอวีอย่างเป็นทางการ ตามที่โครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็นเอดส์ (UNAIDS) รายงานไว้เมื่อปี 2546 ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อกว่า 38 ล้านคน

ข่าวดีก็คือ ขณะนี้ทั่วโลกมีตัวเลขผู้ติดเชื้อเอชไอวีทั้งสิ้นประมาณ 35 ล้านคน อีกทั้งผู้ติดเชื้อรายใหม่ก็เริ่มลดลงจากเมื่อ 5 ปีก่อน ซึ่งมีอยู่ 2.5 ล้านคน เหลือเพียงแค่ 2.3 ล้านคนในปัจจุบัน ทั้งยังมีอีกข่าวดีด้วยว่า ผู้ติดเชื้อเอชไอวีในเมืองไทยเราสามารถเข้าถึงยาต้านไวรัสได้ในระดับหนึ่ง

ล่าสุด เมื่อปีที่แล้วมีการประมาณการตัวเลขผู้ติดเชื้อเอชไอวีทั้งหมดในไทยเอาไว้ว่า น่าจะมีอยู่ทั้งสิ้นราว 438,100 คน ข่าวร้าย ก็คือ ในจำนวนนี้ยังคงมีผู้ติดเชื้ออีกกว่า 47,000 คนที่ขาดโอกาสเข้ารับบริการเพื่อป้องกันทั้งตนเองและคู่ชีวิต จึงอาจเป็นพาหะแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้

ปัจจุบันประเทศไทยมีบอร์ดหรือคณะกรรมการแห่งชาติ ว่าด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน บอร์ดเอดส์ชุดนี้ มีเป้าหมายจะลดจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีลงให้ได้ภายในปี พ.ศ.2573 หรืออีก 14 ปีข้างหน้า โดยมีคำขวัญว่า “ไม่ติด ไม่ตาย ไม่ตีตรา”

โดยตั้งเป้าไว้ว่า จะลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ลงปีละประมาณ 1,000 คน และลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคเอดส์ลงปีละประมาณ 4,000 คน รวมทั้งลดความรังเกียจ ปฏิเสธ และเลือกปฏิบัติทั้งหลายลงด้วย

เฉลิมพล พลมุข รองประธานมูลนิธิธรรมรักษ์แห่งวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี ซึ่งคลุกคลีกับปัญหาผู้ติดเชื้อเอชไอวีมานานกว่า 20 ปี บอกว่า

“เมืองไทยยุค 4.0 ที่รัฐบาลมุ่งขับเคลื่อนประเทศ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจยุคใหม่ เน้นสร้างความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก ด้วยแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ซึ่งจะเริ่มต้นในปีหน้า รวมทั้งใช้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งมีเป้าหมายขจัดความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของคนไทย แต่การบริหารจัดการปัญหาเอดส์กลับดูเหมือนไม่ค่อยจะเป็นรูปธรรมนัก”

เฉลิมพลบอกว่า ผู้ติดเชื้อเอชไอวี และผู้ป่วยเอดส์ ซึ่งอยู่ในวัยทำงาน เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ซึ่งมีครอบครัว และมีลูก แต่สมัยนั้นยาต้านไวรัสเอดส์

ยังไม่มีการนำมาใช้ในเมืองไทย ผู้ป่วยกลุ่มนี้จำนวนมากจึงตายลงอย่างรวดเร็ว ลูกเล็กๆของผู้ป่วยเหล่านั้น ปัจจุบันได้กลายเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี รายใหม่ ณ วันนี้ เด็กๆเหล่านั้นได้กลายเป็นวัยรุ่น “เจเนอเรชั่นวาย” ที่ต้องรับประทานยาต้านไวรัสทุกวัน และต้องมีระเบียบวินัยในการใช้ชีวิต

จากวันนั้นถึงวันนี้วัยรุ่นกลุ่มดังกล่าวหลายคนกำลังศึกษาอยู่ในระดับอาชีวศึกษา และมหาวิทยาลัย บ้างก็ทำงานในโรงงาน หรือบริษัทต่างๆ

คำถามก็คือ วัยรุ่นที่กลายเป็นผู้ติดเชื้อรายใหม่เหล่านี้ ได้ควบคุมพฤติกรรมของตนในการป้องกันมิให้ผู้อื่นกลายเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ด้วยหรือไม่

เพราะเมื่อไม่นานมานี้ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เผยผลการวิจัยด้านพฤติกรรมของคนในแต่ละเจเนอเรชั่น โดยพบว่า คนเจน Y หรือ เจเนอเรชั่นวาย ซึ่งเกิดในช่วง พ.ศ.2525-2548 และขณะนี้ทั่วประเทศมีอยู่กว่า 22 ล้านคนนั้น

นอกจากคนรุ่นนี้มี พฤติกรรมก่อหนี้เสีย มากกว่าคนรุ่นอื่น ยังเปลี่ยนงานบ่อย ชอบใช้ชีวิตอิสระ แม้มีรายได้สูง แต่ใส่ใจสุขภาพน้อย แต่งงานช้า มีเซ็กซ์เร็ว แต่ไม่อยากมีลูก แถม ยังมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก เมื่ออายุเฉลี่ย 15 ปี วัยรุ่นเจนวายอายุไม่ถึง 20 ปีบางราย มีคู่นอนเฉลี่ยถึง 5 คน

จึงไม่น่าแปลกใจ เฉพาะปีที่แล้วทั่วประเทศมีตัวเลขคุณแม่วัยใส ซึ่งเป็นวัยรุ่น “เจนวาย” ที่อายุน้อยกว่า 20 ปี ตั้งท้องและคลอดบุตร รวมทั้งสิ้นถึง 104,289 คน หรือเฉลี่ยวันละ 286 คน ที่น่าสะพรึงยิ่งกว่านั้น

ก็คือ ทั้งภาครัฐและเอกชนยังไม่มีข้อมูลตัวเลขของแม่วัยใสเจนวายเหล่านี้ ซึ่งเป็น ผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่

เฉลิมพลบอกว่า ทุกวันนี้แม้โรงพยาบาลระดับอำเภอ และจังหวัดทั่วประเทศมีคลินิกแจกจ่ายยาต้านไวรัสให้แก่ผู้ติดเชื้อเอชไอวี และผู้ป่วยเอดส์ทุกจังหวัด ตั้งแต่รัฐบาลได้แจกจ่ายยาต้านไวรัส ทำให้ผู้ติดเชื้อหลายรายมีร่างกายแข็งแรง มีสุขภาพจิตดี และสามารถทำงานหาเลี้ยงครอบครัวได้ดังเช่นคนปกติก็จริง

แต่ผลข้างเคียงของยาต้านไวรัสก็มี เช่น ทำให้ไขมันไปพอกผิดที่ มีร่างกายที่อ้วนกว่าปกติ การเปลี่ยนสูตรยาต้านทำให้ร่างกายมีความเจ็บป่วยอย่างอื่นแทรก นอกจากนั้นยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เขาวิตก

“มีบางอาชีพ ที่ผู้กินยาต้านต้องทำงานหนัก หรือใช้ความระมัดระวังสูงกว่าคนทั่วไป เช่น ขับรถโดยสาร รถน้ำมัน รถบรรทุกแก๊ส บรรทุกสารเคมีอันตราย ผมมองว่างานเหล่านี้ค่อนข้างสุ่มเสี่ยงเกินไปสำหรับผู้ติดเชื้อ หรือผู้ป่วยเอดส์ ถึงแม้จะกินยาต้าน บางทีร่างกายของพวกเขาอ่อนแอ อาจก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมได้”

สำหรับผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งไม่สามารถจะอยู่ร่วมกับคนในครอบครัวหรือชุมชน และโรงพยาบาลของรัฐเองก็ไม่มีสถานที่รองรับคนเหล่านั้นเพียงพอ ที่วัดพระบาทน้ำพุจึงยังคงมีผู้ติดเชื้อเอชไอวี และผู้ป่วยเอดส์เพิ่มขึ้นทุกปี

รวมทั้งปัญหาที่พ่วงมากับปัญหาเอดส์ก็ยังคงมีสภาพเดิมๆ เช่น เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีและได้รับผลกระทบจากเอดส์ โดยมีพ่อแม่เป็นผู้ติดเชื้อ แต่เด็กที่เกิดมาเป็นเด็กปกติ เมื่อพ่อแม่ตายไปไม่มีญาติพี่น้อง ปัญหาก็ต้องมาตกที่ท่านเจ้าคุณ พระราชวิสุทธิประชานาถ (หลวงพ่ออลงกต) เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งได้เมตตาให้ความช่วยเหลือดูแลมาโดยตลอด

“หลายคนเคยเข้าไปตั้งคำถามกับหลวงพ่อท่านเจ้าคุณว่า เมื่อใดปัญหาเด็ก คนชราติดเชื้อเอดส์ ถูกทอดทิ้ง รวมถึงคนพิการประเภทต่างๆ จะหมดไปจากสังคมไทย หลวงพ่อท่านตอบว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นสัจธรรมของชีวิต ซึ่งมีมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล ขอให้ทุกคนได้กระทำตามที่ในหลวง ร.9 ท่านเคยมีพระราชกรณียกิจด้านคุณภาพชีวิตให้กับคนไทยทุกคน
นั่นคือ ความเมตตา ปรารถนาดีจะให้เขาเหล่านั้นพ้นจากความทุกข์”

เฉลิมพลบอกว่า ครั้งหนึ่งในหลวง รัชกาลที่ 9 มีพระราชดำรัสว่า โรคเอดส์เป็นโรคที่สังคมรังเกียจ อยากให้มีการต่อสู้เรื่องโรคเอดส์ เพราะเป็นโรคที่คนกลัวเหมือนกัน เพื่อให้โรคเอดส์เป็นโรคที่ไม่น่ากลัวเหมือนโรคเรื้อน หากทำได้เหมือนช่วยผู้ป่วยโรคเรื้อน ถือว่าเป็นการดีมาก ฝากไว้เป็นการบ้านข้อคิด และขอให้ทุกคนเข้มแข็ง ฝ่าฟันอุปสรรคต่อไป... (พระราชดำรัสเมื่อ 4 มิถุนายน 2540)

“ถึงแม้พระราชดำรัสนี้ พระองค์ตรัสไว้เกือบยี่สิบปีที่แล้ว แต่เสมือนบอกกับรัฐบาล และผู้ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเอดส์ทุกยุค ทุกสมัยว่า ผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์ยังคงมีอยู่ ตราบใดที่ยังไม่มียา หรือวัคซีนมารักษาให้หายขาด สิ่งสำคัญที่สุด คือ การป้องกันไม่ให้เป็นโรคดังกล่าว แต่เมื่อกลายเป็นผู้ติดเชื้อหรือผู้ป่วยเอดส์แล้ว การให้กำลังใจช่วยเหลือชีวิตในยามที่มีลมหายใจอยู่ คือ สิ่งสำคัญ”

เฉลิมพลบอกว่า พระราชดำรัสข้างต้นเสมือนน้ำทิพย์ที่หลั่งมาจากฟากฟ้า ประทานให้แก่คณะทำงานด้านเอดส์ และผู้ติดเชื้อเอชไอวีทุกคน ทุกคำที่ตรัสล้วนบ่งบอกถึงพระเมตตา กรุณา ที่จะช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยด้วยโรคทางกาย ทางใจ ทางจิตวิญญาณ และทางสังคมอย่างแท้จริง.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้