วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
'หญิงหน่อย' เชื่อ ขอ คสช.ให้ปลดล็อกพรรคการเมืองทำกิจกรรม เป็นไปได้ยาก

'หญิงหน่อย' เชื่อ ขอ คสช.ให้ปลดล็อกพรรคการเมืองทำกิจกรรม เป็นไปได้ยาก

  • Share:

“หญิงหน่อย” นำทีมอดีต ส.ส.ขายข้าว เมินขอปลดล็อกพรรคการเมืองทำกิจกรรม เชื่อขอไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะผู้มีอำนาจจำกัดบทบาท ปิดช่องทางสื่อสาร จี้เปิดแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี อย่ากลัวประชาชน


เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.59 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย พร้อมอดีต ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ส.ก.และส.ข.ประกอบด้วย นายวิชาญ มีนชัยนันท์ นายสุรชาติ เทียนทอง นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ พล.ต.ต.วิมล เปาอินทร์ นายอนุสรณ์ ปั้นทอง น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ นายไพโรจน์ อิสรเสรีพงษ์ นายยุรนันท์ ภมรมนตรี นำชาวนาจำหน่ายข้าวหอมมะลิ จากทุ่งกุลาร้องไห้ จังหวัดมหาสารคาม จำนวน 4,000 กิโลกรัม ไปจำหน่ายที่ตลาดน้ำขวัญเรียม เขตมีนบุรี

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า โครงการนี้เดิมทำข้าวสีไรซ์เบอร์รี่เพิ่มมูลค่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีข้าวขาวเข้าร่วมโครงการ เป็นการทดลองนำร่อง อยากให้ชาวนามีโอกาส เราสนับสนุนเครื่องแพ็ก ได้รับการตอบรับดีมาก ต่อไปจะขอสถานที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ ให้ชาวนามาขายตรงแบบนี้ต่อไป นอกจากนี้อดีตส.ส.เพื่อไทยแต่ละเขตจะไปเปิดร้านจำหน่ายแบบถาวร และออกรถจำหน่าย เป็นการช่วยทั้งปี ช่วยได้อย่างยั่งยืน

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวถึงกรณี คสช.ระบุยังไม่ถึงเวลาปลดล็อกพรรคการเมืองให้ทำกิจกรรมได้ว่า โดยส่วนตัวเห็นว่า เรื่องของการปลดล็อกจะลำบาก เพราะผู้คุมอำนาจมองพรรคการเมืองเหมือนคู่แข่ง ดังนั้นคงจะจำกัดบทบาทและช่องทางของพรรคการเมืองในการสื่อสารกับประชาชน การปลดล็อกอาจจะเป็นไปได้ยาก ขอไปก็ไม่มีประโยชน์ คงไม่ได้รับอนุญาตซึ่งก็ไม่ใช่ปัญหา แต่อยากฝากว่านักการเมืองกับประชาชนมีความผูกพันกันลึกซึ้ง แม้จะไม่มีตำแหน่ง โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ที่มองว่าเป็นผู้แทนของชาวบ้านตลอดเวลา จะใช้กฎหมายกี่ฉบับก็ห้ามความผูกพันนี้ไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้ห่วงพรรคการเมืองหรือนักการเมือง แม้ไม่เห็นด้วยกับกฎเกณฑ์ที่ไม่เป็นธรรม แต่นักการเมืองก็มีจิตสำนึกกับประชาชน ไม่อยากเห็นสังคมวุ่นวาย แต่เมื่อเป็นกฎหมายต้องปฏิบัติตาม และไม่ต้องห่วงว่านักการเมืองจะสร้างความปั่นป่วน ทั้งนี้ สิ่งที่จะเป็นประโยชน์คือรวมพลังของทุกฝ่ายในการแก้ปัญหาของประเทศ มากกว่าการมองแบบการเป็นคู่แข่งทางการเมือง การรวมพลังความคิดทุกฝ่าย พูดคุยกับทุกกลุ่ม เพื่อหาทางออก หรือเตรียมตัวในการเดินหน้าสู่การเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ทำให้เกิดการพัฒนาประชาธิปไตย ทำให้แก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างยั่งยืน

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวด้วยว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือแผนพัฒนาประเทศ 20 ปี ซึ่งถูกตราไว้ในรัฐธรรมนูญว่า จะต้องปฏิบัติตามแผนชาติ 20 ปี แต่แผนนี้ไม่มีใครได้เห็นเลย ว่าเป็นอย่างไร เชื่อว่าถ้าเป็นแผนชาติจริงต้องครอบคลุมทุกด้าน ตั้งแต่การศึกษา สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม การพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ ครอบคลุมตั้งแต่เยาวชนถึงผู้สูงอายุ ครอบคลุมทุกอาชีพ ซึ่งหากใครไม่เดินตามแผนถือว่าผิดกฎหมาย มีโทษ ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่จะนำแผนนี้ออกสู่สาธารณะ ควรให้ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น บุคลากรทางสาธารณสุข คนป่วย ผู้ปกครอง นักเรียน ถึงจะเป็นแผนที่พัฒนาประเทศไปได้

อย่างไรก็ตาม วันนี้เรายังไม่เห็นการนำแผนยุทธศาสตร์ชาติมาสู่ผู้รู้ในสังคมแต่ละส่วน ให้ระดมความเห็น อยากบอกว่ารัฐบาลอย่าไปกลัวการมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะไม่มีใครเป็นพหูสูตคนเดียว รู้ทุกเรื่อง รู้ทุกปัญหา ต้องหาผู้เชี่ยวชาญมาให้ความเห็น และฟังปัญหาของประชาชนในแต่ละด้านด้วย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แท้จริง นอกจากนี้ หากแผนนี้ไม่ได้รับความร่วมมือในอนาคต และปฏิบัติไม่ได้ ย่อมเกิดปัญหากับประเทศ

เมื่อถามว่าผู้มีอำนาจมองว่าการเปิดโอกาสแสดงความเห็นจะทำให้เกิดความขัดแย้ง คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า มองว่าเป็นข้ออ้าง ถ้าปิดแผนของชาติแล้วบังคับใช้เลย ใช้แล้วจะไม่มีความขัดแย้งหรือ

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้