วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
พรจากฟ้า โรแมนติกในบทเพลงพระราชนิพนธ์

พรจากฟ้า โรแมนติกในบทเพลงพระราชนิพนธ์

  • Share:

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคตสู่สรวงสวรรค์ท่ามกลางความสุดแสนโทมนัสของคนไทยทั้งชาติ กระนั้นพระองค์ท่านก็ยังพระราชทานมรดกล้ำค่าไว้ให้พสกนิกรได้ชื่นชมและสุขใจ นั่นคือ บทเพลงพระราชนิพนธ์จำนวน 48 เพลง ซึ่งล้วนแล้วแต่ไพเราะ และยิ่งกว่านั้น ทุกเพลงยังมีความหมายดีด้วย

พระองค์ท่านเริ่มเรียนรู้วิชาการดนตรี เมื่อครั้งประทับอยู่พระตำหนักวิลลาวัฒนา เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงจ้างนายเวย์เบรชท์ ชาวอัลซาส ซึ่งเป็นแคว้นของฝรั่งเศส มาสอนดนตรีถวายพระโอรสและพระธิดา โดยนายเวย์เบรชท์เล่นดนตรีได้หลายอย่าง และยังเป็นนักเป่าแซกโซโฟนอยู่ในวงของสถานีวิทยุ ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในเรื่อง “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาดนตรี” ว่า

“เมื่อพอจะเล่นได้ ครูก็เขียนโน้ตเพลงให้เล่นได้ 3 คน เป็น Trio มีคลาริเนต 1 แซกโซโฟน 2 เพลงที่เล่นเป็นเพลงคลาสสิก...

...นอกจากการเล่นเครื่องดนตรีแล้ว ครูยังสอนวิชาการดนตรีให้ด้วย รวมทั้งการเขียนโน้ต สเกลต่างๆ...”

และโดยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพรวิเศษทางดนตรี ทั้งในด้านการเล่นและการแต่งเพลง จึงเริ่มพระราชนิพนธ์เพลงเมื่อมีพระชนมพรรษาได้ 18 พรรษา ราวต้นพุทธศักราช 2489 โดยจากการที่ทรงทราบว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ทรงแต่งเพลงได้ทั้งๆที่เล่นเครื่องดนตรีไม่เป็นเลย จึงทรงสนพระราชหฤทัยและรับสั่งให้เข้าเฝ้าฯ เพื่อนำโน้ตเพลงบางเพลงไปถวายทอดพระเนตร และในการเข้าเฝ้าฯครั้งนั้นเมื่อทรงทราบว่า พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริมีปัญหาเรื่องการนิพนธ์เพลงบลูส์ เพราะไม่รู้หลักของเพลงประเภทนี้ดีพอ พระองค์ท่านก็ทรงอธิบายวิธีแต่งเพลงบลูส์ให้ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริจึงถวายบังคมทูลว่า น่าจะลองพระราชนิพนธ์เพลงดูบ้าง ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน พระองค์ท่านก็พระราชนิพนธ์เพลงแรกคือ “แสงเทียน” โดยพระองค์เจ้าจักรพันธ์ฯ นิพนธ์คำร้องภาษาไทยถวาย

สำหรับเพลงพระราชนิพนธ์เพลงที่สอง ได้แก่ “ยามเย็น” โดยมีนักดนตรีอาชีพคือ ครูเอื้อ สุนทรสนาน (“สุนทราภรณ์”) ช่วยอ่านโน้ตให้พระองค์เจ้าจักรพันธ์ฯได้ทรงทราบทำนอง เพื่อนิพนธ์คำร้องถวาย และมีนายคีติ คีตากร เรียบเรียงเสียงประสาน แล้วพระราชทานให้วงดนตรี “สุนทราภรณ์” นำออกบรรเลงครั้งแรกในงานรื่นเริงของสมาคมปราบวัณโรค ณ เวทีลีลาศสวนอัมพร เมื่อวันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม 2489 เป็นที่ชื่นชอบของพสกนิกรเป็นอันมาก ด้วยในเวลานั้นการลีลาศแบบบอลรูม (Ballroom) เป็นที่นิยมในหมู่เหล่าประชาชน และเพลง “ยามเย็น” ก็บรรเลงด้วยจังหวะฟ็อกซ์ทรอต ซึ่งเหมาะกับการเต้นรำ

ต่อมาได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ท่านผู้หญิงนพคุณ ทองใหญ่ ณ อยุธยา ประพันธ์เนื้อร้องภาษาอังกฤษสำหรับเพลงยามเย็น และตั้งชื่อเพลงว่า “Love at Sundown” ซึ่งเนื้อร้องอังกฤษนั้นบอกถึงอารมณ์ที่สุขสมหวังในความรัก ต่างจากเนื้อร้องภาษาไทยที่ออกอารมณ์เศร้าถึงคนรักที่ต้องจากกัน เหมือนดั่งความสลัวของธรรมชาติในยามอาทิตย์อัสดง ดังจะขอนำเนื้อเพลงทั้งสองภาษาในท่อนแรกมาเปรียบเทียบดังนี้

“ยามเย็น”
แดดรอนรอน เมื่อทินกรจะลับเหลี่ยมเมฆา
ทอแสงเรืองอร่ามช่างงามตา ในนภาสลับจับอัมพร
แดดรอนรอน เมื่อทินกรจะลาโลกไปไกล
ยามนี้จำต้องพรากจากดวงใจ ไกลแสนไกลสุดห่วงยอดดวงตา
แต่ก่อนเคยคลอเคลียกัน ทุกวันคืนรื่นอุรา
ต้องอยู่เดียวเปลี่ยนวิญญาณ์ เหมือนดังนภาไร้ทินกร
“Love at Sundown”
’Tis sundown.
The golden sunlight tints the bule sea.
Paints the hill and gilds the palm tree,
Happy be, my love, at sundown.
’Tis sundown.
The multi-coloured dancing sunbeam
Brightly shines on in my heart’s dream
Of the one I love, at sundown.
The birds come to their nest
At peace, they bill and coo.
The wide world sinks to rest,
And so do I and so do you.

ครับ อ่านเนื้อเพลงแล้วก็จะเห็นถึงอารมณ์เศร้าใน “ยามเย็น” กับอารมณ์สุขใน “Love at Sundown” ได้อย่างชัดเจน

ช่วงสำคัญที่สุดช่วงหนึ่งในพระชนม์ชีพ ก็คือ เมื่อทรงได้รับอัญเชิญขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์แล้ว พระองค์ท่านได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และทรงพบหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ธิดาอัครราชทูตไทยประจำกรุงปารีส จากนั้นก็เสด็จฯมาทรงเยี่ยม ม.ร.ว.สิริกิติ์อีกหลายครั้ง จนกระทั่งพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ ทรงย้ายไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำประเทศอังกฤษ ทำให้ต้องทรงห่างเหินกันไปบ้าง ดังนั้น ในช่วงนี้พระองค์ท่านได้พระราชนิพนธ์เพลงที่ไพเราะขึ้นหลายเพลง เช่น ดวงใจกับความรัก คำหวาน และในยามที่ทรงต้องจากกันก็จะเป็นเพลงทำนองเศร้า คือ อาทิตย์อับแสง หรือ Blue Day ซึ่งบ่งบอกไว้ในเนื้อเพลงบางตอนว่า “...ทิวาทราม ยามห่างดวงกมล สุริยาหมองหม่น ปวงชีวิตในโลกอับจนเสื่อมทราม...” สอดคล้องกับเนื้อร้องในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษที่ว่า “...Blue day. There’s no sunshine. Why must you go away, Leaving me here alone...”

และอีกเพลงหนึ่งก็คือ “เทวาพาคู่ฝัน” ซึ่งเนื้อร้องเป็นการอ้อนวอนปวงเทพเทวดาช่วยดลบันดาลให้ได้มีโอกาสพบกับผู้ที่รัก “...อยู่เดียวเปลี่ยวใจหทัยใฝ่ฝัน เดชกามเทพพันผูกใจให้หลง แม้เคยทำคุณบุญส่ง
ฟ้าคงปรานีดีอยู่ โปรดจงประทานความเอ็นดู ให้มียอดชู้เป็นคู่ชูใจ...”

ซึ่งจากนั้นก็ได้มีพระราชพิธีหมั้นเป็นการภายใน ณ โรงแรมวินด์เซอร์ นครโลซานน์ สวิตเซอร์แลนด์ ในวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ.2492 สมดังพระราชหฤทัยที่ทรงพระราชนิพนธ์ไว้

ต่อมา แม้จะมีเพลงพระราชนิพนธ์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรักชาติและสถาบันเกิดขึ้นหลายเพลง แต่ก็ยังมีเพลงหนึ่งซึ่งพระองค์ท่านพระราชนิพนธ์คำร้องเป็นภาษาอังกฤษด้วยพระองค์เอง ในชื่อเพลงว่า “Still on My Mind” ซึ่งแสดงถึงความรักอันลึกซึ้งดื่มด่ำไม่แปรเปลี่ยน ดังเนื้อร้องท่อนแรกที่ว่า “I can’t get you off my mind, However I try. The flame kindled in my heart keeps burning high...” และทรงโปรดฯให้ ศ.ดร.ประเสริฐ ณ นคร ประพันธ์คำร้องเป็นภาษาไทย โดยแปลจากคำร้องภาษาอังกฤษเดิม พร้อมกับมีชื่อเพลงนี้ในภาษาไทยว่า “ในดวงใจนิรันดร์”

ในโอกาสอันใกล้จะขึ้นปีใหม่นี้ มีภาพยนตร์เรื่อง “พรจากฟ้า” ซึ่งเป็นภาพยนตร์รักอบอุ่นที่ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อน้อมรำลึกและขอร่วมสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเพื่อเป็นของขวัญแด่ผู้ชมต้อนรับปี 2560 ด้วยเรื่องราวความรักของหนุ่มสาว 3 คู่ ซึ่งมอบของขวัญให้แก่กันและกันด้วยบทเพลงพระราชนิพนธ์ ภาพยนตร์จะแบ่งออกเป็นสามส่วน ร้อยเรียงเกี่ยวข้องกัน โดยได้รับพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์ 3 เพลงมาเป็นส่วนสำคัญในเนื้อเรื่อง ได้แก่ เพลง “ยามเย็น” กับ “Still on My Mind” ซึ่งได้กล่าวถึงไปแล้ว และอีกเพลงหนึ่งได้แก่ “พรปีใหม่” ซึ่งพระราชนิพนธ์ขึ้นในเดือนธันวาคม 2495 เพื่อพระราชทานพรปีใหม่ให้แก่บรรดาพสกนิกรด้วยเพลง ดังมีเนื้อร้องท่อนแรกว่า “สวัสดีวันปีใหม่พา ให้ บรรดาเราท่านรื่นรมย์ ฤกษ์ยามดีเปรมปรีดิ์ชื่นชม ต่างสุขสมนิยมยินดี...”

“พรจากฟ้า” กำลังเข้าฉายในโรงภาพยนตร์อยู่ในขณะนี้ บัตรราคา 99 บาท (เฉพาะที่นั่งปกติ) โดยรายได้ส่วนหนึ่งสมทบมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

หวังว่าทุกท่านคงได้รับความสุขจากภาพยนตร์ และซาบซึ้งดื่มด่ำกับเสียงเพลงอันไพเราะที่พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่พวกเราเทิดทูนพระองค์ท่านสูงส่งยิ่งพระราชนิพนธ์ไว้.

โดย : อุดร จารุรัตน์
ทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้